เรื่องเล่างานวิจัย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เชิญติดตามรายการร่วมแรงร่วมใจชายแดนใต้
วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569
เวลา 16.00-16.30 น.
ดําเนินรายการโดย นางสาวพัชรา ยิ่งดำนุ่น
อํานวยการผลิตโดย
ดร.ชไมพร อินทร์แก้ว
หัวหน้าสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี
ฝ่ายเทคนิค วันไซดี เจ๊ะแว
ชมรายการย้อนหลังที่นี่

ประเด็นที่น่าสนใจ
●สัมภาษณ์ : ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่
ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเด็น
"มุมมองและข้อเสนอการนำเสนอข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง จชต.กรณีการใช้ AI ทำภาพข่าวประกอบการสื่อสารข้อเท็จจริง"

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

หลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติตั้ง “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข แทน “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” อดีตเลขาธิการ สมช. ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาล “อนุทิน 1” แต่ต้องพ้นหน้าที่ดังกล่าวเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

สำหรับ “ฐนัตถ์” ถือเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ พลเรือน คนที่ 2 โดย นับจาก “ฉัตรชัย บางชวด”เลขาธิการ สมช. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะดังกล่าว เมื่อครั้งเป็นรองเลขาธิการ สมช. ในปี 2566 สมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน

ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองว่า การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ซึ่งยังไม่ได้เกษียณอายุราชการ สะท้อนแนวทางที่รัฐบาลต้องการให้การเมืองนำการทหาร นับเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในทางที่ดี

ทั้งยังเคยมีบทบาทอยู่เบื้องหลังของปัญหาชายแดนมานาน ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งผ.อ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ จึงเชื่อว่าทิศทางการทำงานน่าจะชัดเจนขึ้น รวมถึงความต่อเนื่องในแนวทางของนโยบายที่ได้มีการร่วมทำกันมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีการทบทวน แก้ไข หรือเสริมต่อให้ดีขึ้น

"พูดคุยสันติสุข" ช่วยลดความขัดแย้ง?

เคยมีการคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการล้มเหลวของการใช้แนวทางคณะพูดคุยสันติสุข 10 กว่าปี แต่กลับไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งได้ แนวทางนี้ควรต้องแก้ไข หรือเพิ่มเติมอย่างไร…

ผศ.ศรีสมภพ กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปแบบ "เปิดเผย-บนโต๊ะครั้งแรกเมื่อปี 2556 ที่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย จะเห็นว่าระดับของเหตุการณ์ความไม่สงบลดลงก่อนปี 2556 ดังนั้นจึงยังไม่ได้เป็นการล้มเหลวทางนโยบาย แต่ต้องยอมรับว่าความแปรปรวน และความไม่แน่นอนยังมีอยู่

ข้อสำคัญแรก “หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข” จะต้องทบทวนยุทธวิธี วิธีการ รวมทั้งเครื่องมือที่เคยใช้ ตั้งแต่คณะพูดคุยสันติสุขชุดที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต่าง ๆ ว่ามีการพูดคุย ตกลง หรือไม่ตกลงอะไรไป เพื่อปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมในส่วนที่ต้องทำให้เหมาะสมกับปัจจุบัน โดยต้องมีแผนปฏิบัติการร่วม และข้อปฏิบัติการร่วมให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม

“คณะพูดคุยสันติภาพ ไม่ได้ทำงานเริ่มจากศูนย์ แต่มีการพูดคุยต่อเนื่องกันมายาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็คือ 10 ปีที่ผ่านมา มีความต่อเนื่อง มีฐานความรู้ฐานประสบการณ์ซึ่งสามารถนำมาทบทวนได้ เพื่อลดหรือยุติความรุนแรงในพื้นที่ได้ตามข้อเรียกร้องของคนในพื้นที่”

กลยุทธ์สำคัญจะต้องไปคุยเนื้อหาสาระการแก้ปัญหาจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นต่าง รัฐ ประชาชนในพื้นที่ ภาคประชาสังคม ผู้นำท้องถิ่น แม้กระทั้งพี่น้องชาวพุทธ และมุสลิม เพื่อหาข้อปัญหาหลักที่จะแก้ไข และหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของการสร้างพื้นที่ทางการเมืองร่วมกัน รับฟังข้อคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาปรับ

 

เปลี่ยนขั้ว "สายทหาร" เป็น "สายการเมือง"

ถ้าถามว่าการที่รัฐบาลเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะสันติสุขจากสายทหาร มาขั้วสู่สายพลเรือน อาจส่งผลผลกระทบของกองทัพภาคที่ 4 ควรจะเป็นไปในทิศทางใด...

ผศ.ศรีสมภพ มองว่า ในแง่บทบาทของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีความมั่นคงในพื้นที่ก็อาจจะส่งผลกระทบ ดังนั้นหัวใจสำคัญการทำงานจะต้องมีการพูดคุย และสร้างความ สัมพันธ์ต้องราบรื่น เนื่องด้วยที่ผ่านมาแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อยู่ในคณะพูดคุยสันติสุขด้วยทุกครั้ง

ในขณะที่รัฐบาลให้อำนาจ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้เชื่อว่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ และสร้างการร่วมมือกันได้ เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับสูงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวมลายูและมุสลิม ดังนั้นหาก "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ได้แสดงบทบาทการทำงานได้อย่างเต็มที่จะเป็นเหมือนโซ่ข้อกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อให้การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

"ที่สำคัญคือ จะต้องลดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ สร้างความยุติธรรมให้ปรากฏ สืบสาวเรื่องราวอย่างยุติธรรม ถ้าท่านวันนอร์ มีบทบาทตรงนี้ได้ ก็จะช่วยสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นไว้วางใจระหว่างพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างเต็มที่ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้"

 

ที่มา : thaipbs

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ

คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร

สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้

มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน

งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ

ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด

ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้

เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า

เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่

หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก

ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้

ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์

ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน

สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์


บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป

 

ที่มา : ThisAble.me

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

WHITENEWS TALK วันนี้ชวนคุยประเด็น "เงิน ศาสนา และการเลือกตั้ัง จากหลักการสู่ปรากฏการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" กับ อิมรอน ซาเหาะ เจ้าหน้าที่/นักวิจัย CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📌 รายการ Voice of Power เสียงนี้เพื่อสังคม วันที่ 30 ธันวาคม 2568
🔴 พบกันในประเด็น : ผู้หญิง กับสันติภาพและความมั่นคง
🔴 แขกรับเชิญ : คุณ ฟารีดา ปันจอร์ นักวิชาการขับเคลื่อนบทบาทสตรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เวลา 18:00-19:00 น.
🎧 สามารถรับฟังได้ทาง #วิทยุรัฐสภา FM 87.5 MHz พร้อม 14 เครือข่ายในส่วนภูมิภาค AM 1071 KHz
📱 Mobile App : TPchannel
🖥 Website : tpchannel.org

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ต้องพึ่งระลึกเสมอว่า “ความจริงเป็นสิ่งหายาก” ในภาวะวิกฤติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา

แสดงความกังวล ต่ออุณหภูมิความรู้สึกของผู้คนทั้งสองประเทศ ในการเสพข่าวสารความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ที่มาจากหลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะข่าวสารที่ไม่ได้มีข้อเท็จจริง

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การสื่อสารของรัฐไทยไม่ตอบสนองความต้องการข้อมูลข่าวสารของประชาชนได้ทันท่วงที และยังไม่เป็นเอกภาพ ทั้งจากรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง จึงเป็นจุดอ่อน ทำให้เกิดข่าวสารบิดเบือน ใส่สีตีไข่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข่าวสารในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ ที่ปลุกเร้าอารมรณ์ ทำให้เกิดความเกลียดชัง

เช่นเดียวกับการใช้สื่อสารของฝั่งประเทศกัมพูชาที่สื่อสารโดยตรงกับประชาชน ที่ยังคงเน้นการถูกละเมิด การถูกรุกราน รวมผสมกับประวัติศาสตร์ที่ถือกับคนละเล่มกับไทย

ขณะเดียวกันการสื่อสารกับโลกภายนอก ก็มีการวางรูปแบบหรือบทไว้ตรงกัน โดยเน้นย้ำถึงการรักสันติเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ และสร้างความชอบธรรมในการสู้รบครั้งนี้ และดึงประชาคมโลกให้เข้ามาในปัญหา

แต่ทั้งสองวิธีการนี้ อาจส่งผลระยะยาวในความสัมพันธ์ของผู้คนของทั้งสองประเทศแม้การต่อสู้ยุติลง

“เมื่อขัดแย้งกันย่อมมีบาดแผล ซึ่งการจัดการกับบาดแผล เมื่อเป็นแผลเป็นที่ดูเหมือนไม่มีร่องรอย แต่เมื่อแผลถูกกระแทกซ้ำลงไป ในแต่ละช่วงเวลา มันยิ่งบาดลึกลงไป ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนเดิมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ที่พอจะฟื้นฟูขึ้นมาได้ อันนี้ทำได้แน่ ถ้าทั้งสองฝั่งตั้งใจผ่านการฟื้นฟูระยะสั้น ระยะยาว

โดยในระยะยาว เราต้องคุยกันแบบจริงจัง ว่าจริงๆแล้วเรารู้จักเพื่อนบ้านเราจริงหรือเปล่า หรือ เค้ารู้จักเราจริงหรือเปล่า ” ผอ.สถาบันสันติศึกษา กล่าว

ส่วนการไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขของทั้งสองประเทศ หลังการหารือที่ประเทศมาเลเซีย อาจลดความน่าเชื่อของประเทศคนกลางอย่างมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา หรือจีน

แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า ในวิกฤติความขัดแย้ง ยังมีความจำเป็นที่ต้องเจรจา เพื่อหยุดยิงให้ได้ก่อน แล้วจึงเริ่มฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาใหม่

“ในระยะสั้นต้องหยุดยิงให้ได้ก่อน แต่วันนี้ก็พิสูจน์แล้ว การเรียกด่วนมาคุยแล้วบอกจะหยุดยิง มันไม่สำเร็จ แต่การหยุดยิงยังเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน หรือ แหกข้อตกลง มันไม่มีทางที่คุยกันต่อได้ ” ผศ.กุสุมา กล่าวย้ำ

ขณะที่ประชาชนผู้เสพสื่อ นักวิชาการด้านสันติวิธี ย้ำว่า ต้องพึ่งระลึกเสมอว่า ความจริงเป็นสิ่งหายาก ในภาวะวิกฤติ จึงต้องรู้เท่าทันว่า อารมณ์ หรือการกระทำจะทำให้ใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

ติชิลา พุทธสาระพันธ์
ThaiPBSศูนย์ข่าวภาคใต้ เรียบเรียง

 

ที่มา Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคใต้

 

รับชม วีดีโอสัมภาษณ์ คลิ๊ก ที่นี่

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เสวนาทางวิชาการเรื่อง “ทหารเกณฑ์และการปฏิรูปทหารของไทย”

วันพุธที่ 10 มกราคม 2567  ณ ห้องประชุมสีหราช ชั้น M อาคารเกษม อุทยานนิ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

13.30 – 13.40 น.                  กล่าวต้อนรับ โดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา

13.40 – 16.00 น.                  การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ทหารเกณฑ์และการปฏิรูปทหารของไทย”

                                      วิทยากร

  • รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • Prof. Dr. Erik Melander, Department of Peace and Conflict Research, Uppsala University, Sweden
  • Dr. Anders Engvall, Stockholm School of Economics, Sweden
  • Dr. Paul Chambers คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดำเนินรายการโดย ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

รายการ อนาคตประเทศไทย ตอน โจทย์ความมั่นคง (ยุคใหม่) ภายใต้งบกลาโหม ช่อง Thai PBS รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

“รูปแบบปกครองพิเศษ” ไปจนถึง “จังหวัดจัดการตนเอง” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ สำหรับรัฐไทย ยังคงมองเป็น “คำต้องห้าม” หากเปรียบกับวิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบ ที่ทุ่มสรรพกำลังลงไปตลอดเกือบ 20 ปี

สิ่งที่รัฐมองอาจตรงกันข้ามกับเสียงสะท้อนจากประชาชน ผ่าน Peace Survey ครั้งที่ 7 ปี 2566 ส่วนใหญ่คาดหวัง และอยากเห็น “การกระจายอำนาจ” ที่มากกว่าเดิม เกิดขึ้นในดินแดนปลายด้ามขวาน

ถ้าอยากเห็น “สันติภาพ” ชายแดนใต้เกิดขึ้นจริง ใบเบิกทางสำคัญ คือ รัฐอาจจำเป็นต้องแบ่งสรรอำนาจบางส่วน เพื่อให้ท้องถิ่น และผู้คนที่นี่ได้ออกแบบในสิ่งที่พวกเขาต้องการ สอดรับกับวิถีแห่งความแตกต่างหลากหลาย นี่คือหนึ่งในหนทางที่ “ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี” จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองเห็น โดยรัฐต้องเชื่อว่ากระบวนการกระจายอำนาจ คือการใช้ “สันติ” เข้ามาแก้ไขปัญหา มากไปกว่าการคิด และเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่คือหนทางสู่การ “แบ่งแยกดินแดน”

ติดตามใน มหานครวิพากษ์ ท้องถิ่นขอ “จัดการตนเอง” EP.7 กระจายอำนาจ วิถีแห่งสันติ เบิกทาง “ดับไฟใต้”

📌 ชมผ่านเว็บไซต์ : https://theactive.net/video/decentralization-20231028/

📌 ติดตามซีรีส์ 'มหานครภูมิภาค' ที่ https://theactive.net/

 

📌 รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก The Active

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

คุยนอกโต๊ะ : พื้นที่กลางสันติภาพชายแดนใต้ [FULL] | TODAY x PATANI FORUM

 

รับชมผ่าน Facebook: https://fb.watch/nXrAqj40ie/?mibextid=cr9u03

รับชมผ่าน YouTube: https://www.youtube.com/watch?v=XCPaP6aaovI