การพัฒนาระบบงานวิจัย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ห้องฟาฏอนี โรงแรมซี เอส ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดการประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่เมืองชายแดนและการสร้างสันติสุข โดยมีผู้แทนจากสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมให้ข้อมูลและสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

เวทีครั้งนี้เป็นการจัดเวทีระดมความคิดเห็นครั้งที่ 4 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มีการจัดเวทีในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้แล้วในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และยะลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย Deep South Economic Corridor” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2568

มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ ตลอดจนแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมอัตลักษณ์ที่หลากหลาย

กิจกรรมในครั้งนี้กล่าวต้อนรับโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา และแนะนำโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะโครงการวิจัยได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในรูปแบบออนไลน์ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของการพัฒนาเศรษฐกิจร่วม ไทย-มาเลเซีย กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้”

นอกจากนี้ ดร.ขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. ได้ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญและบทบาทของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างสันติสุขชายแดนใต้” และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา บรรยายในหัวข้อ "ชายแดนใต้และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้" พร้อมเปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากผู้แทนสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ

คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร

สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้

มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน

งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ

ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด

ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้

เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า

เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่

หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก

ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้

ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์

ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน

สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์


บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป

 

ที่มา : ThisAble.me

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

WHITENEWS TALK วันนี้ชวนคุยประเด็น "เงิน ศาสนา และการเลือกตั้ัง จากหลักการสู่ปรากฏการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" กับ อิมรอน ซาเหาะ เจ้าหน้าที่/นักวิจัย CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 11:00 น.-15:30 น. ณ ห้องประชุมชูเกียรติปิติเจริญ ชั้น 3 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ได้เข้าร่วมการประชุมภาคีโครงการสหภาพยุโรปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี คุณ Audrey-Anne Rochelemagne ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และคุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้จัดการโครงการ เป็นผู้นำการประชุม

ในการนี้ ตัวแทนจากสถานวิจัยฯ นำโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์ความไม่สงบและความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกัน อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ พร้อมคณะ ได้นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces (MODE-SBP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Minority Rights Group (MRG) และสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ภายในที่ประชุมยังมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการอื่น ๆ ได้แก่ โครงการ “Creating an Inclusive and Transformative Youth-Led Climate Action Movement (CINTALAM)” ดำเนินงานโดย Save the Children Thailand ร่วมกับมูลนิธิภาคใต้สีเขียว และโครงการ “Advancing Gender Responsive Governance through Women’s and Youth’s Leadership in Thailand’s Southern Border Provinces” ดำเนินงานโดยมูลนิธิรักษ์ไทยร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับเทศบาลนครยะลา และธนาคารโลกประจำประเทศไทย ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ ห้องประชุมอรุณสวัสดิ์ เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา

เวทีครั้งนี้เป็นการจัดเวทีระดมความคิดเห็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มีการจัดเวทีในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้แล้วในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สำหรับวัตถุประสงค์โครงการคือเพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมอัตลักษณ์ที่หลากหลาย

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนสภาหอการค้าจังหวัดยะลา นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา และภาคประชาสังคมในจังหวัดยะลา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่

โอกาสและความท้าทายในการยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การพัฒนาและเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย

การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา

ในโอกาสนี้ นายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้บรรยายหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย กับโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ชายแดน” โดยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่และข้อเสนอยุทธศาสตร์การยกระดับเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซียควบคู่กับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ต่อด้วยการนำเสนอ “ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่” โดย คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย

การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการกับนโยบายสาธารณะ และการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–มาเลเซียให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่กลางสำหรับการรับฟังเสียงของประชาชน และการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ครอบคลุม และสันติภาพชายแดนใต้ที่ยั่งยืน

[English]

IPS and Faculty of Economics, PSU, Convene Stakeholder Consultation to Advance Thailand’s Deep South Economy toward Sustainable

On 14 March 2026, the Center for Conflict Studies and Cultural Diversity (CSCD), Institute for Peace Studies and the Faculty of Economics, Prince of Songkla University (PSU), in collaboration with Yala City Municipality and the World Bank Thailand, organized a stakeholder consultation workshop on “The Southern Economic Corridor and Peacebuilding in Thailand’s Deep South” at the Yala City Municipality Office, Yala Province.

The workshop was part of the research project “Enhancing the Thailand–Malaysia Joint Economic Corridor (Deep South Economic Corridor),” supported by the Program Management Unit on Area-Based Development (PMU A), Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. The project aims to examine the key factors driving economic development in Thailand’s southern border region, while identifying mechanisms for collaboration among the public sector, private sector, and civil society to promote economic growth alongside sustainable peacebuilding, grounded in the region’s diverse cultural identities.

Participants included representatives from the Yala Chamber of Commerce, business leaders, SME entrepreneurs, and civil society organizations. Discussions focused on key issues, including:

Opportunities and challenges in expanding economic opportunities and improving people’s quality of life

Strengthening Thailand–Malaysia cross-border economic cooperation

Promoting economic security alongside sustainable peacebuilding

Encouraging public participation in shaping development directions

On this occasion, Mr. Pongsak Yingchoncharoen, Mayor of Yala City Municipality, delivered a presentation on “The Thailand–Malaysia Joint Economic Corridor: Opportunities and Challenges for the Development of the Southern Border Region,” highlighting the area’s economic potential and proposing strategic directions aligned with local needs. This was followed by a presentation on “Southern Economic Development and Peacebuilding” by Pamornrat Tansanguanwong, Senior Social Development Specialist at the World Bank Thailand.

The consultation reflects a strong commitment to integrating academic knowledge with public policy and area-based development. It also underscores the importance of Thailand–Malaysia economic cooperation as a key mechanism for expanding opportunities, reducing inequalities, and fostering sustainable peace in the southern border provinces. The workshop represents an important step toward inclusive public engagement and the development of context-responsive policies that contribute to long-term peace and sustainable development in the region.

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา อาจารย์ฟารีดาปันจอร์ หนึ่งในตัวแทนคณะวิจัยโครงการเมืองสิทธิมนุษยชน นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ร่วมกับวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางศึกษาวิจัยระหว่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 9–11 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อศึกษาพัฒนาการของเมืองสิทธิมนุษยชน และสังเคราะห์บทเรียนเชิงโครงสร้าง กลไกเชิงนโยบาย และฐานคุณค่าทางสังคมที่ผลักดันให้เมืองกวางจูก้าวขึ้นเป็นต้นแบบสำคัญในระดับนานาชาติ โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบผู้แทนจาก National Human Rights Commission of Korea (NHRCK) ณ กรุงโซล ได้แก่ Mr. Jeonghwan Noh ผู้อำนวยการกองสิทธิของผู้พิการ Ms. Gayoon Baek รองผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และ Ms. Youngae Na กรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงบทบาทขององค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกตรวจสอบและสนับสนุนการทำงานของรัฐและท้องถิ่น การพูดคุยสะท้อนให้เห็นโครงสร้างความเป็นอิสระขององค์กร การกระจายอำนาจสู่สำนักงานภูมิภาค ตลอดจนเครื่องมือสำคัญ เช่น การจัดทำ Human Rights Impact Assessment และการทบทวนงบประมาณบนฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Budget Review) ซึ่งช่วยทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการเชิงนามธรรม หากแต่ฝังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเดินทางสู่เมืองกวางจู และเข้าพบศาสตราจารย์เกียรติคุณ SHIN Gyonggu แห่ง Chonnam National University และผู้อำนวยการ Gwangju International Center เพื่อรับฟังบรรยายหัวข้อ “Gwangju Uprising on Korea Democracy and Culture” ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 กับพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ เมืองกวางจูมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ของความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์เมืองให้ยืนหยัดบนหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของประชาชนในอดีตนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงต่อประชาชน อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลักความรับผิด (accountability) ฝังรากในโครงสร้างรัฐ

ในระหว่างการหารือคณะวิจัย ยังได้พูดคุยถึงความร่วมมือกับเครือข่าย World Human Rights Cities Forum (WHRCF) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือขององค์กรวิชาการและระหว่างประเทศ อาทิ Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law University of Graz และได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO และ Office of the High Commissioner for Human Rights เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายเมืองสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองบนฐานสิทธิจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบ Dr. Park หัวหน้าฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ของนครกวางจู เพื่อศึกษากลไกเชิงนโยบายของเมืองในฐานะ “Human Rights City” เมืองกวางจูประกาศ Gwangju Guiding Principles ในปี 2018 และเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ประกาศปฏิญญาสิทธิมนุษยชนระดับเมือง ปัจจุบันทุกโครงการใหม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน มีระบบ Ombudsman รับเรื่องร้องเรียน และมีศูนย์เยียวยาบาดแผล (Trauma Center) ภายใต้สำนักงาน Human Rights & Peace Office ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางโดยตรง

ต่อมาคณะวิจัยได้เยี่ยมชม May 18th National Cemetery เมืองกวางจูหรือ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม ที่นี่เป็นที่ฝังร่างของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 1980 ครอบคลุมประชาชนทุกวัยทุกเพศ แม้แต่ผู้สูญหายก็มีหลุมศพเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันคุณค่าของทุกชีวิต เดิมเป็นอนุสรณ์ระดับท้องถิ่น ก่อนถูกผลักดันโดยประชาชนจนยกระดับเป็นสุสานแห่งชาติภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเหตุการณ์ตามหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน 5 ประการ ได้แก่ การค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับโทษ การยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการรำลึกเพื่ออนาคต หนึ่งในเรื่องสะเทือนใจคือผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นผู้พิการทางการได้ยิน  ที่น่าชื่นชมคือมีส่วนจัดแสดงเหตุการณ์ความอยุติธรรมจากประเทศอื่น รวมถึงกรณีตากใบของไทย สะท้อนว่าความทรงจำเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นบทเรียนร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น 

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้ศึกษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น Jeonil Building 245 ซึ่งยังคงรักษาร่องรอยกระสุนไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความรุนแรงในอดีต และพิพิธภัณฑ์ May 18 (May 18 archives ) ที่ดำเนินงานบนหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ทั้งการค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับผิด และการรำลึกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เอกสารจำนวนมากได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูล เพื่อสืบทอดความทรงจำของประชาชน

Spirit of May 18” ถูกกล่าวถึงในฐานะรากฐานเชิงคุณค่าของเมือง ความสูญเสียในอดีตมิได้ถูกลืม หากถูกทำให้เป็นพลังทางจริยธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แนวคิดของ Han Kang นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 2024 ที่กล่าวว่า “The dead in 1980 save the living in 2024” สะท้อนว่าการรำลึกอดีตมิใช่เพื่อจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่เพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต

บทเรียนจากกวางจูชี้ให้เห็นว่า เมืองสิทธิมนุษยชนมิได้เริ่มจากนิยามที่กำหนดโดยสถาบันใด หากเริ่มต้นจากประชาชนที่ลุกขึ้นตรวจสอบอำนาจรัฐ ออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และสร้างกลไกที่ยึดชีวิตมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความทรงจำ ความยุติธรรม และโครงสร้างเชิงนโยบาย สามารถหลอมรวมกันเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองบนฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร และบทเรียนดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทเมืองของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความรับผิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

#HumanRightsCity

#เมืองแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

อ่าน ข่าวองค์กรต่างประเทศ คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 17 - 18 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม แก้วสมุย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดกิจกรรมการอบรมพนักงานสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น ในโครงการวิจัย « Exposure to Violence, Cooperative Behavior and Emotions » โดยความร่วมมือระหว่าง สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา (CSCD) กับ University of Geneva, Switzerland

โครงการนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองและการสำรวจ (Experimental and Survey Research) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ความรุนแรงกับพฤติกรรมการให้ความร่วมมือและอารมณ์ความรู้สึกต่อผู้คนต่างวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ในภาคใต้ของไทย เปรียบเทียบในหลายประเทศที่มีประสบการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ ไทย โคลัมเบีย ตุรกีและอูกันดา โดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ และ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช เป็นนักวิจัยร่วม รอบนี้ทีมได้เดินทางไปอบรมทีมเก็บข้อมูลในโซนภาคใต้ตอนบนและโซนภาคใต้ฝั่งอันดามัน ไกลถึงขังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชูเกียรติ ปิติเจริญกิจ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การลงรหัสข้อมูลแบบสอบถามด้วยโปรแกรม Epidata” ให้แก่กลุ่มนักวิจัยเครือข่ายคนพิการในจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีคุณซีตีรอปีอะห์ มามะมา จากศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) เป็นวิทยากร

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนใต้” โดยมีคณะวิจัยประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ และอาจารย์ฟารีดาปันจอร์ ทั้งนี้ การอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่คนพิการชายแดนใต้ในด้านการลงรหัสข้อมูลและการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแบบสอบถาม ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงสถิติต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา จับมือคณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ. จัดการประชุมแลกเปลี่ยนในประเด็นบทบาท “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม โรงแรม กรีนวิว บูติก โฮเต็ล อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีบุคลากรจากคณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษาเป็นคณะผู้วิจัย

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมทั้งแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม และแนะนำรายละเอียดโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ คณะโครงการวิจัยยังได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจภายใต้โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา จับมือคณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ. และมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนในประเด็นบทบาท “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องฟาฏอนี โรงแรมซี เอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีบุคลากรจากคณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษาเป็นคณะผู้วิจัย

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมทั้งแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม และแนะนำรายละเอียดโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ คณะโครงการวิจัยยังได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจภายใต้โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี นักธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมกันสะท้อนปัญหา ข้อจำกัดของผู้ประกอบการและโอกาสในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากเวที ได้แก่:

- การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน
- การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมฮาลาล บนฐานทรัพยากรท้องถิ่น
- การสร้างความเข้าใจร่วมในนิยามของ “ระเบียงเศรษฐกิจ” โดยไม่จำกัดเพียงแค่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นผ่านกลไกใหม่ในการทำงานร่วมกัน
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
- การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจในรูปแบบ Sand Box หรือ Hub เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
- การลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ในพื้นที่
- การพัฒนารูปแบบการจัดการของท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการและภาคประชาชน เพื่อผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนใต้ และสร้างรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานของสันติภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม