สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วช. จัดเสวนา “การพัฒนาองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้งในประเทศไทย” ในงาน อว.แฟร์ 2025

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “การพัฒนาองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้งในประเทศไทย” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

กล่าวต้อนรับ ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ณ ห้องประชุม MR 207 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าในนามของ วช. ภายใต้กระทรวง อว.รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้งในประเทศไทย” พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนากลไกเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านการสนับสนุน Hub of Talents และ Hub of Knowledge เพื่อสร้างเครือข่ายนักวิจัยและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐ และเอกชน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และต่อยอดผลงานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นเวทีเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ และสร้างความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนทำให้การเสวนาครั้งนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์

รองศาสตราจารย์ ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง (Talent Hub for Monitoring Violence and Conflict) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงบทบาทและการดำเนินงานของศูนย์ฯ ว่า ศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก วช. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเพื่อลดความขัดแย้ง โดยพัฒนาจัดทำเป็นฐานข้อมูล ได้แก่ ฐานข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ฐานข้อมูลความคิดเห็นประชาชน ฐานข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม และฐานข้อมูลงบประมาณแผ่นดิน ผ่านการบูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเฝ้าระวังและจัดการปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ถัดมาเป็น การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ รองผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ คุณสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และกิจกรรมช่วงถามตอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วม

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมงาน “อว.แฟร์ 2025” และ “NST Fair 2025” ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงาน อว.แฟร์ 2025 จะจัดขึ้นที่ฮอลล์ 1-4 ชั้น G และงาน NST Fair 2025 จะจัดขึ้นที่ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ชุดโครงการวิจัย/แผนงานวิจัย เรื่อง "การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสร้างนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางสันติสุขเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืน" ซึ่งมี ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน มีโครงการวิจัยย่อยทั้งสิ้น 8 โครงการประกอบไปด้วย

1. โครงวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดย ผศ.ดร.ชาคร ประพรหม และ อ.เจษฎา ไหลภาภรณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

2. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงวาสนา คงขันธ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และคณะ

3. เครือข่ายชุมชนเยียวยาจิตใจด้วยการประยุกต์ศาสตร์แห่งสมองเพื่อส่งเสริมสุขภาวะบุคคลและความผาสุกชุมชนจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ โดย ผศ.ดร.ปรียา แก้วพิมล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี และคณะ

4. การวิจัยและพัฒนาเยียวยาสมานฉันท์และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้ โดย รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม, ดร.มายือนิง อิสอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ

5. การพัฒนาการคิดเชิงสมานฉันท์ของผู้เรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดย ดร.ธีระยุทธ รัชชะ, ผศ.ดร.จิระวัฒน์ ตันสกุล และ ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ คณะศึกษาศาสตร์

6. การพัฒนารูปแบบการยกระดับผลการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขยายโอกาส: กรณีศึกษานวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach) โดย ดร.รัชดา เชาวน์เสฏฐกุล และคณะ

7. การพัฒนาเยาวชนตามแนวทางศิลปะเพื่อสันติภาพ โดย ผศ.ชัยวัฒน์ ผดุงพงษ์ และ อ.รุซณี ซูสารอ คณะศึกษาศาสตร์

8. การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เพื่อการสร้างความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรมและสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ และ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทสรุปผู้บริหาร

 

ชื่อโครงการ (ไทย)        รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด - 19

                 (อังกฤษ)        Approaches and Adaptation of Communication among Deep South’s Youths/Young People in the Physical Community and Online Platforms amidst the Spreading of COVID-19

 

ระยะเวลาวิจัย             12 เดือน เริ่มทำวิจัยตั้งแต่ กันยายน 2563 ถึง  สิงหาคม 2564

 

คณะผู้วิจัย

หัวหน้าโครงการ  ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

                            ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073330810 อีเมล [email protected]                                                                                                                                 

 

ผู้ร่วมวิจัย            ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073349692

อีเมล [email protected]

 

อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073350433

อีเมล [email protected]   

 

ที่ปรึกษา            ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

                          ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000

อีเมล [email protected]

                            

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000

อีเมล [email protected]

 

 

หน่วยงานหลัก              คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หน่วยงานสนับสนุน       สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

          คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

สรุปโครงการวิจัย         นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ได้เริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2562 กระทั่งถึงต้นปี 2563 กลับมาแพร่ระบาดในระลอกที่ 2 ระลอกที่ 3 ตลอดจนระลอกที่ 4 ในหลายประเทศ ซึ่งปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการคุมการระบาดของโรคนอกจากการกลายพันธุ์แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของการระบาดของโลก ความล่าช้าของข้อมูลการระบาดตลอดจนความล่าช้าในการผลิตและกระจายวัคซีน ภายใต้สถานการณ์นี้เอง พื้นที่ชายแดนใต้ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ในสถานการณ์วิกฤตระหว่างการระบาดในรอบแรก กลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนที่อยู่ในชุมชนบางพื้นที่ได้เริ่มมีบทบาทที่เห็นเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในการเผยแพร่องค์ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนและผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีการเผยแพร่สื่อสารองค์ความรู้ในชุมชนกายภาพที่จับต้องได้ มีลักษณะเป็นชุมชนแบบเดิม และในชุมชนเสมือนจริงบนพื้นที่ออนไลน์ โดยการสื่อสารของกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนเหล่านี้ มุ่งเน้นสื่อสารแนวทางการรับมือและมาตรการการป้องกัน รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลที่อาจมีผู้ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นนั้น

                             จากการสัมภาษณ์และการจัดทำการสนทนากลุ่มของผู้ให้ข้อมูลตัวแทนจากทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่าง รวมถึงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการออนไลน์เพื่อหาคำตอบของงานวิจัยในเรื่องการปรับตัวในการสื่อสารและกลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการสื่อสาร ในชุมชนกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ภายใต้ภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 มีการปรับตัวในการสื่อสารอย่างน่าสนใจในภาวะการระบาดระลอกแรก และมีข้อจำกัดมากขึ้นในการระบาดระลอกต่อๆ มา ทำให้การสื่อสารไม่มากเท่ากับในช่วงการระบาดในระลอกแรก ในขณะที่กลไกการใช้การสื่อสารเชิงรุกในชุมชนกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ของคนรุ่นใหม่/เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ในการหนุนเสริมการทำงานของชุมชนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค อยู่ในระดับชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ ที่ได้ดำเนินการจากทั้งหน่วยงานรัฐและจากภาคเอกชน แต่ยังพบว่ามีข้อท้าทายหลายประการที่ปรากฏในระหว่างการสื่อสาร

                             สรุปผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น The Motive , MUSLIMITED หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในบันนังสตา พบว่า รูปแบบการสื่อสารของทั้งสามกลุ่มมีลักษณะเฉพาะปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบของกลุ่มเป้าหมายที่แต่ละกลุ่มต้องการสื่อสารด้วย ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ออนไลน์หรือในชุมชนเชิงกายภาพ โดยรูปแบบการนำเสนอของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มมีสิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับใช้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีการนำเอาภาษามลายูถิ่นมาใช้เพื่อทำให้ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อมากขึ้น รวมถึงการใช้เครื่องมือในการสื่อสารที่เน้นความง่ายและเข้าถึงผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ภาวะวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ต้องการเน้นเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน อาจจะผ่านการทำสรุป Infographic คลิปวิดีโอ การไลฟ์สด โปสเตอร์ ใบปลิว รถแห่ หรือกระทั่งการนั่งพูคคุยกับผู้คนในชุมชน ตลอดจนรูปแบบการใช้ผู้นำทางความคิดหรือ Influencer เข้ามาในการสื่อสารทั้งในพื้นที่ออนไลน์หรือเป็นผู้นำทางความคิดในระดับชุมชน โดยในที่นี้อาจเป็นผู้นำศาสนาในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งในกระบวนการแปลงสารให้น่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในรูปแบบออนไลน์นี่เองที่เป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะสามารถเข้ามาเติมเต็มการสื่อสารในภาวะวิกฤตได้ดีขึ้น นอกจากนั้นรูปแบบการสื่อสารในชุมชนที่สื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะมีการตรวจสอบข้อมูลลวงหรือข่าวลือที่เกิดขึ้นในภาวะการเกิดโรคระบาด แล้วนำไปสื่อสารต่อในชุมชนได้ดีกว่า การสื่อสารประเด็นใหม่ในภาวะโรคระบาดที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่มา จึงเป็นอีกหนึ่งประการสำคัญที่ทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารในภาวะการแพร่ระบาดได้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า การสื่อสารในชุมชนแบบกายภาพในภาวะวิกฤตเป็นวิธีการที่เข้าถึงผู้รับสารที่ตรงจุดได้ดีกว่า โดยเฉพาะในระดับชุมชน แต่การใช้ช่องทางออนไลน์ในชุมชนเสมือนจริง จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่ม และเป็นเนื้อหาที่สื่อสารกับคนวงกว้างในสังคมได้มากกว่ามุ่งเน้นสื่อสารในพื้นที่ชุมชนทางกายภาพใดๆ แบบเฉพาะเจาะจง

งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะต่อฝ่ายนโยบายและภาคประชาชนในมิติการสื่อสารในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังต่อไปนี้

ต่อฝ่ายนโยบาย

- ในภาวะวิกฤติจะมีการความพยายามรับมือกับปัญหาด้วยด้วยตัวของชุมชนเองเกิดขึ้นเสมอ ภาครัฐควรมองเป็นเรื่องปกติและให้การสนับสนุน

- แม้การบริหารและสื่อสารในภาวะวิกฤติมีความจำเป็นที่จะต้องรวมศูนย์เอาไว้ส่วนกลางเพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานเพื่อการสื่อสารที่คมชัด แต่ภายใต้สถานการณ์การระบาดที่ซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ๆ มีความพิเศษในทางภาษาวัฒนธรรม มีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ ที่จะเอื้อให้การริเริ่มปรับตัวและการสื่อสารของภาคประชาชน ทั้งนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและมีกลไกการสร้างความร่วมมือเพื่อการสร้างการทำงานร่วมกัน

- สื่อบุคคล มีความสำคัญอย่างมากในภาวะวิกฤติ แต่นโยบายของรัฐจะต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสมากเพียงพอ มิเช่นนั้นสื่อบุคคลจะสูญเสียความน่าเชื่อถือและจะไม่สามารถทำหน้าที่ในชุมชนได้อีก

- หน่วยงานภาครัฐอาจจำเป็นต้องมีชุดข้อมูลที่ละเอียดและเปิดเผยอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นข้อมูลที่คำนึงในมิติพื้นที่ระดับชุมชน ตลอดจนในมิติเพศ ที่จะทำให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถนำเอาข้อมูลนี้ไปสื่อสารต่ออย่างชัดเจนและตอบโจทย์กลุ่มเฉพาะเช่น กลุ่มผู้หญิงและเด็ก ได้

- การผนวกเอาคนรุ่นใหม่เข้าไปอยู่ในกลไกที่ทำงานของรัฐในการสื่อสาร อาจทำให้การสื่อสารมีความหลากหลาย และสามารถเข้าถึงกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ด้วยกับธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ที่มีความไวต่อเทคโนโลยีและมีการเข้าถึงข้อมูลความรู้ รวมถึงการย่อยภาพและสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

- สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้แล้วในภาวะวิกฤติโรคระบาด ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดการมัสยิดอย่างรอบด้าน เพราะมัสยิดไม่ได้จุดกระจายโรคระบาดเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งมัสยิด คือหัวใจของชุมชนมุสลิมและเป็นหัวใจของการสื่อสารภายในชุมชน

- การสื่อสารสองทางคือหัวใจของการรับฟังปัญหาจากพื้นที่เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง
ดังนั้นภาครัฐควรต้องให้ความสำคัญต่อกลไกการสื่อสารนี้ โดยอาจมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเพื่อที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาถูกต้องแม่นยำเป็นไปตามความต้องการของชุมชน

 

ต่อภาคประชาชน

- กลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ยังต้องการกลไกการสื่อสารในระดับพื้นฐานที่สามารถจะเข้าถึงพื้นที่ได้ดี เช่น วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว รถกระจายข่าว โฆษกชุมชน ที่สามารถทำงานคู่ไปกับการทำงานในระดับสาธารณสุขพื้นฐาน กลไกเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่

- การสื่อสารสองทางคือหัวใจของการบอกความต้องการของพื้นที่ ดังนั้นกลไกการสื่อสารจากพื้นที่จึงมีความสำคัญในการที่จะบอกกล่าวความต้องการของชุมชนและทักท้วงนโยบายที่ไม่เหมาะสมที่จะส่งผลกระทบต่อชุมนุมในภาครัฐได้รับรู้

- การสร้างกลไกในระดับชุมชนที่เป็นระบบชัดเจน หรือการออกแบบธรรมนูญชุมชนเป็นสิ่งสำคัญซึ่งควรมีการระบุถึงการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตหรือภาวะเสี่ยงอื่นๆ เพื่อหากเกิดภาวะวิกฤตแล้วสามารถรับมือได้ทันท่วงที โดยในกลไกนี้ควรมีเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญ

- การสื่อสารในพื้นที่ออนไลน์จำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ อาจผ่านรูปแบบ
การรณรงค์ออนไลน์ การส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนมีโครงการที่จะมีส่วนร่วมในการสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการรับมือและแนวทางแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต หรือการมีส่วนร่วมของผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) ในพื้นที่ออนไลน์ ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร

- สื่อและองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ควรมีการติดตามว่าในแต่ละช่วงของภาวะวิกฤตควรสื่อสารกับกลุ่มใดเป็นพิเศษ และควรสื่อสารในประเด็นใดที่ตลอดจนรูปแบบใดที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมร่วมจากทุกฝ่ายในชุมชนได้