สไลด์โชว์

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) อ.เบตง จ.ยะลา โครงการวิจัยพัฒนาต้นแบบนโยบายกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ชุดโครงการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สันติภาพ และยุติธรรม เพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้จัดกิจกรรมการมอบเกียรติบัตรแด่โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) ที่ได้รับการรับรองให้เป็นหน่วยปฏิบัติการวิจัยต้นแบบ นำหลักสูตรสันติศึกษาระดับปฐมวัยและรูปแบบ PEACE ไปใช้กับเด็กปฐมวัย ได้ประสบผลสำเร็จในระดับ “ดีเยี่ยม” พร้อมด้วยรางวัลครูปฐมวัยนักสันติภาพต้นแบบ ได้แก่ คุณอัสมา แมเราะ และคุณลัดดา ดือราแม นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีการแสดงความสามารถของนักเรียน และมีการจัดนิทรรศการสันติภาพผลงานจากนักเรียนปฐมวัย โดยมี รองนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนคุณครู ตัวแทนผู้ปกครอง นักเรียนในระดับปฐมวัยเข้าร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี หัวหน้าชุดโครงการวิจัยฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการวิจัยดังกล่าวนี้ โดยถือว่าโครงการวิจัยเป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างยั่งยืน โครงการวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย โดยที่มาที่ไป ตนเองเคยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของหัวหน้าโครงการวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอก ซึ่งเมื่อ ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ ได้ต่อยอดมาเป็นโครงการวิจัย ตนเองก็ได้คลุกคลีกับงานพัฒนาสันติภาพ/สันติสุขในแง่ของงานปฐมศึกษาและสันติศึกษา ถือเป็นก้าวใหม่ของการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการวิจัยเริ่มจากที่ตนเองตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านกระบวนการด้านการศึกษา โดยเริ่มที่เด็กปฐมวัย ซึ่งเราจะไม่พูดเรื่องสงครามกับเด็ก ทว่าจะเน้นสันติภาพที่เกิดขึ้นได้จริง ประเมิน 5 ด้าน การมีสมาธิ การอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย (สังคมพหุวัฒนธรรม) อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงชีวิตในวิถีชีวิตใหม่ (new normal) การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

รศ.ดร.ศิษฎ์ธวัช มั่นเศรษฐวิทย์ นักวิจัยร่วมในโครงการวิจัย กล่าวว่า ความพร้อมของโรงเรียนอนุบาลเบตง เริ่มต้นจากผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการ คณะครูทุ่มเทเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสอนออนไลน์ ผู้ปกครองให้คำแนะนำ/เรียนรู้ไปกับลูก เริ่มต้นจากสันติภาพในตัวเอง การฝึกสมาธิ จิตสาธารณะ ช่วยเหลือครอบครัว สันติภาพต่อสังคม ช่วยเหลืองานสังคม สิ่งแวดล้อม การเก็บขยะ

ด้าน อ.อรวรรณ  เรืองหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเบตง กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนในสถานศึกษานั้น หัวใจสำคัญคือผู้ปกครอง คุณครู เด็กๆ  เริ่มด้วยประขุมบุคลากร ผู้ปกครอง ศึกษางานวิจัย ต้องดำเนินการอย่างไร วิเคราะห์ปัจจัยภายใน-ภายนอก เชิญบุคลากรสำนักงานเขต สร้างวิสัยทัศน์ พันธกิจ ในการขับเคลื่อนงานนี้ ทำ MOU คิดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ 7 หน่วย (7 กิจกรรม) วิเคราะห์การเรียนการสอน (ปัญหา และการแก้ไข) บ้านเป็นหัวใจสำคัญสุดในการขับเคลื่อนหลักสูตรในวิถีใหม่ ร่วมคิดในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมทำ (ครู ผู้ปกครอง) ร่วมกันแก้ปัญหา (ระดมความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา) เสริมทักษะชีวิต สร้างนวัตกรรมสื่อร่วมกัน และตอบยุทธศาสตร์ชาติ

คุณขนิษฐา ลีเมาะ ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ได้ให้ความคิดเห็นในการนำหลักสูตรสันติศึกษามาพัฒนาเด็ก ว่าเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ช่วงโควิดเรียนออนไลนที่บ้าน แจ้งความจำนงค์ขอเข้าร่วมหลักสูตร ทำให้ครู ผู้ปกครองเด็ก มีปฏิสัมพันธ์ เหมาะกับสังคมพหุวัฒนธรรม การทำชิ้นงานช่วยกันทำทั้งครอบครัว เช่น ชิ้นงานใบไม้ร่วงหล่น ช่วยกันเก็บใบไม้ ช่วยกันคิด/ประดิษฐ์ ภูมิใจที่มีโอกาสเป็นผู้ช่วยคุณครู โดยก่อนหน้านี้ ลูกจะซนมากๆ แต่กิจกรรมทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ มีกิจกรรมทำ เช่น การทำสมาธิ การทำชิ้นงาน

ด้าน คุณสุชาติ เอกประชา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลาเขต 3 กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือของโรงเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การใช้พื้นที่เป็นฐาน การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานคนเดียว การขับเคลื่อนโดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นเครือข่าย การใช้สื่อออนไลน์ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ครู

ส่วนครูพิชญา พิทยาเกษม กล่าวในมุมมองของผู้ปฏิบัติในการเอาหลักสูตรไปใช้ในการเรียนการสอน โดยได้ขอบคุณผู้ปกครอง ที่ช่วยในเรื่องการสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ตลอดจนผู้ปกครองที่คอยสนับสนุนส่งเสริมการนำไปปฏิบัติ ถ่ายคลิปพูดถึงความประทับใจต่อผลงานตัวเอง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอเชิญส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดทำวารสารวิชาการ "วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา (Conflict and Peace Studies Journal)" เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้และแนวคิด สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สิทธิมนุษยชน และจิตตปัญญา ในรูปแบบของบทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) จัดพิมพ์และออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม)

 

กองบรรณาธิการวารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา

จึงขอเชิญชวนอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่สนใจ

ส่งบทความเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สมัครและส่งบทความได้ที่เว็บไซต์ https://ips.psu.ac.th/index.php/cpsj

https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cpsj_psu

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 074 28 9450 หรือ E-mail: [email protected]

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

กลุ่ม MUSLIMITED ได้นำผลการศึกษาวิจัยบางส่วนไปประกอบการเขียนบทละครสั้นหรือหนังสั้น เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมียอดผู้เข้าถึงคลิปดังกล่าวในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ทางช่องทาง facebook มากกว่า 270,000 ครั้ง และทางช่องทาง YouTube มากกว่า 325,000 ครั้ง 

โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทางช่องทาง facebook มียอดผู้เข้าถึง จำนวนมากกว่า 270,000 คน ยอดรับชม จำนวน 150,000 ครั้ง ยอดผู้มีส่วนร่วมแสดงความรู้สึก เช่น กดถูกใจ กดรัก ฯลฯ จำนวน 9,469 คน มีผู้ร่วมแสดงความเห็น จำนวน 144 คน / ทางช่องทาง YouTube มียอดผู้เข้าถึง จำนวนมากกว่า 325,000 คน ยอดรับชม จำนวน 32,000 ครั้ง ยอดผู้มีส่วนร่วมกดถูกใจ จำนวน 700 คน มีผู้ร่วมแสดงความเห็น จำนวน 29 คน 

 

 

โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด – 19 (Approaches and Adaptation of Communication among Deep South’s Youths/Young People in the Physical Community and Online Platforms amidst the Spreading of COVID-19)

 

หัวหน้าโครงการ                  ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นักวิจัยร่วม                           ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ที่ปรึกษาโครงการ               ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

                                                ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความว่าด้วยเรื่องนักการเมืองมลายูมุสลิมฯ ในหนังสือความมั่นคงบนรอยร้าวฯ

โดย อิมรอน ซาเหาะ และ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์, (ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, บรรณาธิการ)

 

ความมั่นคงบนรอยร้าว: ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และผู้คนในพลวัตความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนังสือที่รวบรวม 8 บทความ จากงานวิจัยโครงการ "กรอบงานวิจัยประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ลำดับที่ 13 ในเรื่อง "จังหวัดชายแดนใต้" (SRI13)

 

บางส่วนจากบทนำ ความขัดแย้งกว่าทศวรรษที่ผ่านมาก็ได้ดึงให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในวังวนความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังในการศึกษาเรื่อง “พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ของ อิมรอน ซาเหาะ และยาสมิน ซัตตาร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนของปมเงื่อนต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมองผ่านพลวัตของ “ผู้กระทำการ” ในพื้นที่เพื่อที่จะทำให้เห็นถึงมิติต่างๆ ที่ซ้อนทับกันในแต่ละช่วงจังหวะของเวลา ความพยายามแกะรอยความเปลี่ยนแปลงของ “ผู้กระทำการ” กลุ่มหนึ่งที่เสนอตัวเข้ามาทำงานเป็น “นักการเมือง” ผ่านระบบการเลือกตั้ง เป็นการศึกษาที่มีความหมายและมีความสำคัญ เพราะเป็นการทำความเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่าง “ผู้กระทำการ” กับ คนในพื้นที่ และพื้นที่ทางการเมืองของสังคม การศึกษาลักษณะนี้จะทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นภายในเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจของพลเมืองในพื้นที่ ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่กำหนดให้ “นักการเมือง” ต้องเลือกคิดและเสนอตัวให้เหมาะสมกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนโดยเฉพาะภายใต้สถานความรุนแรงที่คุกรุ่นตลอดเวลา “นักการเมือง” ที่สามารถชนะการเลือกตั้งมาได้ย่อมสามารถสร้าง “ข้อเสนอ” บางประการที่ถูกกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของพลเมืองผู้ออกเสียงเลือกพวกเขา”

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ บรรณาธิการ

 

หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่สำคัญในการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และเสนอแนะแนวทางที่พอจะมองเห็นและเป็นไปได้ แต่ทางเลือก/ทางออกของปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ขึ้นอยู่กับพลังทางสังคมทั้งหมด

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ บรรณาธิการ

 

ผ่านไปสิบกว่าปีของปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ความเนิ่นนานที่ทำให้สังคมไทยเริ่มชินชา และเพิกเฉย อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมาลืมตามองปัญหา และให้ความสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง

 

สั่งซื้อได้ที่??

https://shop.sac.or.th/th/product/99/

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ชายแดนใต้/ปาตานี 2547-2564: ก้าวเข้าปีที่สิบเก้า สันติภาพจะเดินหน้าไปถึงไหนในปี 2565? 

ความรุนแรงและสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุเป็นจุดระเบิดในปี 2547 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันในปี 2565 นับเป็นเวลา 18 ปีเต็ม ปีนี้ถือเป็นปีที่ 19 แล้ว ในระยะหลังดูเหมือนข่าวเกี่ยวกับเหตุกาณ์ที่ภาคใต้จะเบาลง อันที่จริงเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะลดลงจริง ๆ แต่ปัญหาก็ยังไม่หายไป ในพื้นที่เองแม้สถานการณ์จะดูสงบลงมากกว่าเดิมแล้ว การเกิดเหตุการณ์มากขึ้นในช่วงปี 2564 แสดงว่ายังมีสิ่งผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ที่รอวันแตกระเบิดขึ้นมาถ้าไม่ทำความเข้าใจให้ดี ข้อเท็จจริงก็คือสถานการณ์ทั่วไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547-2564 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ 21,328 เหตุการณ์ ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7,314 ราย บาดเจ็บจำนวน 13,584 ราย รวมผู้บาดเจ็บล้มตาย 20,898 ราย นับว่าเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงที่สุดในประเทศไทยในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา

โดยทั่วไปแล้ว แนวโน้มสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ปี 2556 อันเป็นปีที่เริ่มมีการพูดคุยสันติภาพและสถิติเหตุการณ์รายปีมีสภาพที่ความถี่ของการใช้ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึงปี 2563 ในการนี้จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยทั่วไปก็ลดลงเช่นกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเหตุการณ์ในปี 2564 กลับสูงขึ้นมากกว่าปี 2563 จาก 335 เหตุการณ์มาเป็น 481 เหตุการณ์ ปีที่แล้วจึงมีเหตุการณ์สูงขึ้นถึงร้อยละ 44 ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งปีสูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น

ทิศทางเดียวกันนี้ยังมองเห็นได้จากสถิติผู้บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ข้างต้นที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กล่าวคือ ข้อมูลในปี 2564 พบว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายรวมทั้งสิ้น 303 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2563 ที่มีอยู่ 277 ราย ถึงร้อยละ 9 ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บ 190 ราย และมีผู้เสียชีวิต 113 ราย

ลักษณะความแปรปรวนของสถานการณ์ในตอนนี้มีตัวบ่งชี้หรือสิ่งบอกเหตุมาก่อนหน้านั้น น่าสังเกตว่าในระยะหลัง ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือนตั้งแต่ปี 2560-2564 มีสภาพคงที่และขึ้น ๆ ลง ๆ ในบางครั้งแสดงว่ามีสภาพอะไรบางอย่างในพื้นที่และปัญหาทางนโยบายที่แก้ไม่ตก แต่ในรอบสองปีที่ผ่านมาคือระหว่าง ปี 2563-2564 อาจเป็นจุดการแปรผันที่ชัดเจนมาก เห็นได้ชัดว่าปี 2564 เหตุการณ์รายเดือนมีระดับความถี่สูงมากกว่าปี 2563 แทบจะทุกเดือน

เหตุการณ์แทรกซ้อนที่สำคัญคือ ในปี 2563 เริ่มการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั่วประเทศและในพื้นที่จนทำให้มีมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่โดยรัฐ ประกอบกับอีกปัจจัยหนึ่งคือขบวนการ BRN ได้ประกาศยุติความรุนแรงฝ่ายเดียวดังที่มีรายงานข่าวว่า ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด การที่เกิดสภาพดังกล่าวทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2563 ลดลงมาก แต่การปฏิบัติการ “บังคับใช้กฎหมาย” ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐก็ยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมีผลทำให้เกิดการปิดล้อมตรวจค้นและปฏิบัติการทางยุทธวิธีหลายจุด มีการวิสามัญฆาตกรรมหลายกรณีเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้นปฏิบัติการความรุนแรงทั้งสองฝ่ายเริ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ระดับความรุนแรงในแต่ละเดือนจึงสูงขึ้นทุกเดือนในปี 2564

กล่าวโดยภาพรวม เหตุการณ์ทั่วไปแม้จะลดลงแต่ความแปรปรวนของสถานการณ์ความไม่สงบยังคงมีอยู่ สถานการณ์จึงยังคงไม่แน่นอน ซับซ้อน และยังคงมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีอัตราเร่งขยายตัวอีก อันส่งผลในทางจิตวิทยาการเมือง ดังจะเห็นได้จากประชาชนในพื้นที่จำนวนมากมองว่าสถานการณ์แย่ลงหรือเหมือนเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 6 โดยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ก็ยังพบว่าประชาชนร้อยละ 60.8 คิดว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมหรือแย่ลง

ในแง่ของสถานการณ์ความไม่สงบนั้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับพลวัตที่เกิดขึ้นในปี 2564 นั่นก็คือแม้ว่าจำนวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะสูงขึ้น แต่เป้าหมายของการก่อเหตุความรุนแรงที่มีเป้าหมายต่อพลเรือนซึ่งไร้อาวุธลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2563 นั้นพบว่าเป้าหมายการก่อเหตุที่เป็นพลเรือน 180 ราย คิดเป็นร้อยละ 65 ของจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ในปี 2564 จะพบว่ามี 174 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าแม้เหตุการณ์จะเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มการก่อเหตุที่มีต่อพลเรือนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกันสัดส่วนของเป้าหมายของผู้ที่ถืออาวุธก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

จากการมองภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นเชิงโครงสร้างที่จะต้องคิดต่อก็คือ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้เกิดสันติภาพจริง ๆ ในที่นี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ การวางแผนงบประมาณ และกำลังคนที่ทุ่มเททรัพยากรลงไปจำนวนมากเพื่อสร้างภาวะสงบสันติ แต่ประเด็นที่ชวนคิดก็คือคำถามที่ว่าตกลงแล้วสันติภาพคืออะไรกันแน่? ใช่การลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรงหรือ? ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิทธิของประชาชน การสร้างความยุติธรรม และปัญหาเชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์หรือ? สันติภาพที่ว่านี้จะมาจากการเจรจาพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีด้วยหรือไม่? สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือนโยบาย และทรัพยากรที่ทุ่มลงไปมากมายนั้นทำไปเพื่อความมั่นคง การพัฒนา หรือเพื่อสันติภาพ?

เมื่อดูให้ละเอียด งบประมาณรายจ่ายใน “แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้จำนวน 7,144,319,600 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่ผ่านมาในปี 2564 อาจถือว่าลดลง เมื่อเทียบกับงบประมาณแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาก็ถือได้ว่าลดลงมาโดยตลอด การลดลงของงบประมาณ และการลดลงของเหตุการณ์ความไม่สงบน่าจะเป็นสิ่งดีซึ่งรัฐต้องการจะแสดงภาพนี้ให้เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้วอะไรเกิดขึ้น เมื่อหันมามองดูในภาพรวมแล้ว ถ้ารวมเอางบประมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในแผนงานอื่น ๆ ที่หน่วยราชการใช้ดำเนินการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะพบว่างบประมาณที่รวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปีงบประมาณ 2565 กลับสูงเป็นจำนวนถึง 31,479,705,499 บาท

อันที่จริงแล้ว งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  “ทั้งหมด” สูงโด่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2559 ในปีเดียวประมาณได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปีหลังจากการก่อรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 และงบประมาณสูงพรวดถึง 4 หมื่นล้านบาทในปี 2561 จนกระทั่งในปี 2565 ก็ยังสูงถึงประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท แม้จะลดลงแต่ก็ยังสูงมากกว่างบประมาณรายปีในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลก่อนการรัฐประหาร

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ปรับโครงสร้างภายในให้มีกลไกทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายๆอย่างนับตั้งแต่ปี 2557 โดยมีจุดเน้นคือสร้างเอกภาพ ประสิทธิภาพ บูรณาการ และการประสานสอดคล้องซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่ซ่อนปัญหาอื่น ๆ ไว้มากมายที่แก้ไม่ได้ กล่าวโดยทั่วไป แผนงานและงบประมาณทั้งหมดทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสำคัญอย่างมากกับงานในด้านความมั่นคง งบประมาณส่วนมากจึงเทไปที่ กอ.รมน. ตำรวจ มหาดไทยและกลาโหม จุดเน้นคู่กันคือโครงการก่อสร้าง งบประมาณจำนวนมากจึงลงไปที่กรมโยธาธิการฯ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทซึ่งแต่ละหน่วยจะได้งบประมาณมากกว่าพันล้านบาท โดยเฉพาะกรมโยธาธิการฯ ได้ถึง 2,282 ล้าน

จุดสำคัญคืองบประมาณโดยรวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2565 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจด้านความมั่นคงมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยงบประมาณในการก่อสร้าง ปัญหาที่ยิ่งน่าเป็นห่วงก็คืองบประมาณด้านความมั่นคงส่วนมากจะเป็นประเภท “งบรายจ่ายอื่น” ซึ่งยิ่งเป็นการเปิดกว้างให้มีการดำเนินการโดยไม่โปร่งใสมาก โดยที่การกระจายรายได้ การสร้างอาชีพ การพัฒนาท้องถิ่นและสวัสดิการสังคมแม้จะถูกกล่าวเอาไว้แต่สัดส่วนไม่มากและถูกละเลยจากยุทธศาสตร์ โครงสร้างแผนงานและงบประมาณแบบนี้ที่ให้ความสำคัญกับงานความมั่นคง การพัฒนาเพื่อความมั่นคงหรือการศึกษาเพื่อความมั่นคง ฯลฯ

ประเด็นที่ต้องขบคิดให้มากก็คือถึงที่สุดแล้ว เราต้องการสันติภาพเชิงลบหรือสันติภาพเชิงบวก? สันติภาพที่เน้นการทุ่มกำลังการควบคุมด้วยการทหารและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมากกว่าสร้างความยุติธรรม ไม่เน้นการเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ให้สิทธิของท้องถิ่น และไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้การพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้มีความหมายว่าแม้จะมีความรุนแรงลดลง แต่มีสภาพการเมืองและสังคมในเชิงลบ ทั้งหมดนี้ ความหมายก็คือยังไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อมุ่งสู่สันติภาพเชิงลบ ปัญหาก็จะกลับมาปะทุอีก การย้อนกลับมาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งบอกเหตุที่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

บทวิเคราะห์โดย ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 

อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

การสอนสันติภาพศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ฟารีดา ปันจอร์

อาจารย์วิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ยาสมิน ซัตตาร์

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 

บทคัดย่อ

บทความวิจัยเรื่อง การสอนสันติภาพศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีมีเป้าหมายมุ่งเน้นศึกษาพัฒนาการ แนวทางการสอนความรู้เรื่องสันติภาพ ตลอดจนนำผลสะท้อนความคิดเห็นจากการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไป 117-114 คิด ทำ นำสุข (Living a Peaceful Life) ในปีการศึกษาที่ 1/2561 เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาตามแนวทางการศึกษาเพื่อสันติภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารการเก็บรวมรวมข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ผู้เรียนและผู้สอน ผลการศึกษาพบว่า 1) การศึกษาด้านสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้มีพัฒนาการจากการปรับใช้ความรู้ด้านสันติวิธีขององค์กรภาคประชาสังคม และก่อตัวเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยภายใต้บริบทของนโยบายการศึกษาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่และการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม ส่วนเนื้อหาของรายวิชา คิด ทำ นำสุข ได้ถ่ายทอดมุมมองทั่วไปด้าน “สันติภาพ”  ที่มีความหลากหลาย ได้แก่ การเข้าใจหลักคิดในเรื่องของการรู้จักตัวเองและผู้อื่น การเข้าใจความหลากหลายของอัตลักษณ์ การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม การรู้จักความขัดแย้งและการสื่อสารเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ2) ผลการจัดการศึกษาตามแนวทางสันติภาพศึกษาผู้เรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อเนื้อหาการเรียนการสอน แต่ปรากฏข้อข้อท้าทายหลายประการด้วยกัน อาทิ กรณีศึกษาความขัดแย้งที่จังหวัดชายแดนใต้ ผู้เรียนตั้งคำถามและต้องการเรียนรู้มุมมองด้านอัตลักษณ์ของผู้คนกลุ่มต่างๆในด้านลึก พวกเขามีความต้องการของผู้เรียนในการเรียนรู้จากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง อีกทั้งมีความต้องการกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นในชั้นเรียน ข้อค้นพบดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาการเรียนการสอน ได้อย่างสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาเพื่อสันติภาพ

 

ที่มา Journal of Human Rights and Peace Studies

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ข้อถกเถียงว่าด้วยการเป็นผู้นำทางการเมืองกับผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้

ยาสมิน ซัตตาร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อิมรอน ซาเหาะ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อับดุลเอาว์วัล สิดิ

โครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

 

บทคัดย่อ

จุดประสงค์ บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องพื้นที่ทางการเมืองแบบเป็นทางการของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้: บทบาท โอกาส และข้อท้าทาย โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องการเป็นผู้นำของสตรีในอิสลาม โดยมีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้

 

วิธีการศึกษา งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการศึกษาผ่านงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการศึกษาผ่านการเก็บข้อมูลในพื้นที่สนามการเมืองชายแดนใต้ที่มีสตรีมลายูมุสลิมอยู่ในพื้นที่

 

ผลการศึกษา พบว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้มีข้อท้าทายประการสำคัญสำหรับผู้หญิงมุสลิมในการเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง นั่นคือข้อถกเถียงเรื่องบทบาทของผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ทางการเมืองซึ่งมีการตีความของนักกฎหมายอิสลามและผู้รู้ในอดีตในบริบทที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีการมองบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงหรือมีจารีตประเพณีในแต่ละสังคม และสำหรับผู้รู้ศาสนาอิสลามบางท่านก็ไม่ได้มองว่าการมีบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการศาสนา ตราบใดที่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้นแล้วผู้หญิงคนนั้นยังคงสามารถรักษาการปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาอิสลามเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันในพื้นที่ชายแดนใต้พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่ยอมรับในบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิง ซึ่งมีผลต่อตัวนักการเมืองสตรีในพื้นที่ที่แม้จะมีต้นทุนในเรื่องต่าง ๆ ประกอบกันแล้ว ก็อาจทำให้ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตได้

 

การนำผลวิจัยไปใช้ ผลของงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำไปแลกเปลี่ยนกับตัวแทนสมาชิกผู้แทนราษฎรหญิงในพื้นที่ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนในการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งใช้ประกอบในการดำเนินงานต่อไป


ที่มา วารสารอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ภายใต้สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดรายวิชาเลือกเสรี สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี วิทยาเขตปัตตานี ในภาคการศึกษาที่ 1/2564

รายวิชาความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน: Conflicts and Peace in ASEAN (950-301) ตอน 01 (โดยปกติจะเปิดสอนเฉพาะที่วิทยาเขตหาดใหญ่เท่านั้น)

เรียนทุกวันจันทร์ เวลา 15.00 - 17.00 น. และวันอังคาร เวลา 15.00 - 16.00 น.

----

สอนโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และ อ.ฟารีดา ปันจอร์

มาร่วมเรียนรู้ความจริงกับรายวิชา และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน

❗️❗️❗️รับจำนวนจำกัดเพียง 50 คน เท่านั้น (สำหรับนักศึกษาป.ตรีทุกชั้นปี)❗️❗️❗️

?ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 -27 มิถุนายน 2564?

https://sis.pn.psu.ac.th

สอบถามเพิ่มเติม สถานวิจัยความขัดแย้งฯ โทร. 073 35 0433

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วช. จัดประชุมพบปะระหว่างนักวิจัยและคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการ นำเสนอรายงานความก้าวหน้าพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและพัฒนาแผนงานวิจัยให้ตอบโจทย์การสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2564) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมชุดโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง "การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสร้างนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางสันติสุขเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืน" ซึ่งมี ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน เพื่อให้แผนงานและโครงการวิจัยย่อยทั้ง 8 โครงการภายใต้แผนงานฯ ได้นำเสนอรายงานความก้าวหน้า 6 เดือน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและตอบข้อสงสัยของคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการของ วช. โดยนักวิจัยจะนำข้อเสนอแนะขอผู้ทรงคุณวุฒิไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนางานวิจัยให้สมบูรณ์และตอบโจทย์ตัวชี้วัดต่างๆ ต่อไป โดย 8 โครงการวิจัยย่อยประกอบไปด้วย

1. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดย ผศ.ดร.ชาคร ประพรหม และ อ.เจษฎา ไหลภาภรณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

2. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย ว่าที่ร้อยตรีหญิงวาสนา คงขันธ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และคณะ

3. เครือข่ายชุมชนเยียวยาจิตใจด้วยการประยุกต์ศาสตร์แห่งสมองเพื่อส่งเสริมสุขภาวะบุคคลและความผาสุกชุมชนจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ โดย ผศ.ดร.ปรียา แก้วพิมล คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี และคณะ

4. การวิจัยและพัฒนาเยียวยาสมานฉันท์และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้ โดย รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม, ดร.มายือนิง อิสอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ

5. การพัฒนาการคิดเชิงสมานฉันท์ของผู้เรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดย ดร.ธีระยุทธ รัชชะ, ผศ.ดร.จิระวัฒน์ ตันสกุล และ ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ คณะศึกษาศาสตร์

6. การพัฒนารูปแบบการยกระดับผลการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขยายโอกาส: กรณีศึกษานวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach) โดย ดร.รัชดา เชาวน์เสฏฐกุล และคณะ

7. การพัฒนาเยาวชนตามแนวทางศิลปะเพื่อสันติภาพ โดย ผศ.ชัยวัฒน์ ผดุงพงษ์ และ อ.รุซณี ซูสารอ คณะศึกษาศาสตร์

8. การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เพื่อการสร้างความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรมและสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ และ ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ความท้าทายของกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด -19

ฟารีดา ปันจอร์

อาจารย์นักวิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา

 

สาระสังเขป 

สถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดมาตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนชายแดนใต้เป็นอย่างมากทั้งการเดินทาง การประกอบอาชีพ และการศึกษา นอกจากนี้ ยังกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ/สันติสุขในแง่ของความต่อเนื่องในการดเนินการ เนื่องจากมีอุปสรรคด้านการปิดพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซียเนื่องจากความรุนแรงของโรคระบาด อย่างไรก็ตามการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข ภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในการแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืน

 

ที่มา RUSAMILAE JOURNAL