เกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 4 – 5  มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม ซีเอส ปัตตานี เครือข่ายวิชาการ Peace Survey 23 องค์กร จัดกิจกรรมการอบรมการพัฒนาศักยภาพพนักงานสัมภาษณ์และการเตรียมความพร้อมการสำรวจภาคสนาม ภายใต้โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ {Peace Survey} ครั้งที่ 7

ภายในงานมีหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมการบรรยายพิเศษ เรื่อง "แนวคิดการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี  สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เวทีเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง "เสียงประชาชน: ความสำคัญและบทบาทของโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ " วิทยากรโดย อ.ชญานิษฐ์  พูลยรัตน์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คุณรักชาติ  สุวรรณ์  เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ชายแดนใต้ และ คุณฆอซาลี  อาแว  สถาบนสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย คุณอิมรอน  ซาเหาะ  สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เวทีเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง "หลักการและทักษะการเก็บข้อมูลภาคสนามและการสัมภาษณ์” วิทยากรโดย  ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ผศ.ดร.มะนะพียะ เมาตี สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ อ.อับดุลการีม อัวมาแอ สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ดำเนินรายการโดย คุณอิมรอน  ซาเหาะ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การบรรยายวิชาการว่าด้วยเรื่อง "หลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และขั้นตอนการปฏิบัติงานสำรวจภาคสนาม" วิทยากรโดย ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินรายการโดย คุณวิลาสินี โสภาพล สำนักงานสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

การฝึกปฏิบัติการ หัวข้อ "การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามและการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลเบื้องต้น" วิทยากรโดย อ.ชญานิษฐ์  พูลยรัตน์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินรายการโดย คุณวิลาสินี โสภาพล สำนักงานสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

 

โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่กิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติจำลองเหตุการณ์การเข้าพื้นที่ในหมู่บ้านเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดย ตัวแทนผู้เข้าร่วมอบรม และกิจกรรมระดมสมองถอดบทเรียนจากภาคสนามโดยพนักงานเก็บข้อมูลในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการรับมอบประกาศนียบัตรสำหรับผู้ผ่านการอบรมการพัฒนาศักยภาพพนัดงานสัมภาษณ์และการเตรียมความพร้อมการสำรวจภาคสนามอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี เครือข่ายวิชาการ Peace Survey ได้จัดกิจกรรมการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงานสัมภาษณ์และการเตรียมความพร้อมการสำรวจภาคสนาม เพิ่มเติมอีกครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาอบรมครบสองวัน เมื่อวันที่ 4-5 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพนักงานเก็บข้อมูลทุกท่านที่ปฏิบัติงานภาคสนาม ผ่านการอบรมครบหลักสูตร

 

ดูรูเพิ่มเติมได้ที่เพจ CSCD - PSU Pattani

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอแสดงความยินดีกับสถาบันพระปกเกล้าและเครือข่ายวิชาการ Peace Survey 24 องค์กร ในโอกาสที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดี ประจำปี 2565 ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) จากสำนักงานก.พ.ร.  จากผลงาน “การสร้างเครือข่ายสันติภาพในชายแดนใต้”

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 สถาบันพระปกเกล้า รับเลิศรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2565 ซึ่งเป็นรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี จำนวน 2 รางวัล  ได้แก่

1. รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม “ระดับดี” ประเภทเลื่องลือขยายผล (Participation Expanded) ได้แก่ โครงการปฏิบัติการเสริมสร้างพลังพลเมือง (Citizen Empowerment for Healthy Democracy : KPI-CE) โดย สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง จากศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดสกลนคร และ จังหวัดเลย

2. รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม “ระดับดี” ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) ได้แก่ การสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ : Peace Survey โดย สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล

โดยมีนายวิทวัส ชัยภาคภูมิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า รับมอบรางวัลแบบออนไลน์ พร้อมด้วย นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และนายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2565  พร้อมมอบนโยบายและทิศทางการพัฒนาระบบราชการ

ซึ่งรางวัลเลิศรัฐ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่พัฒนาคุณภาพการให้บริการ ระบบการบริหารงาน และสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักงานเลขาธิการดำเนินการเข้าร่วมนำเสนอโครงการปฏิบัติการเสริมสร้างพลังพลเมือง และการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ : Peace Survey อันเป็นที่ประจักษ์ในกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ที่สอดคล้องกับรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการบนพื้นฐานความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รับชมวีดีโอย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา คุณสิระ เจนจาคะ ส.ส. กทม. เขต 9 และประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ส.ส. สงขลา เขต 4 และรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 5 คุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส. ยะลา เขต 1 และกรรมาธิการฯ พร้อมคณะผู้ติดตามเดินทางมาร่วมประชุมกับคณะทำงานศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งฯ CSCD สถาบันสันติศึกษา อาคารเรือนพักรับรอง ม.อ.ปัตตานี เพื่อศึกษาพัฒนาการกระบวนการเจรจาสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และรับฟังข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง Peace Survey ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคุณรอมฎอน ปันจอร์ ภัณฑารักษ์แห่งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ พร้อมทีมงานให้การต้อนรับและประชุมแลกเปลี่ยน พร้อมทั้งนำเสนอผลการศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหา

ระเบียบวิธีวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรของการสำรวจครั้งนี้ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไปและผู้นำความคิด ทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่อาศัยอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาในอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย

ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มประชาชนทั่วไปจำนวน 1,637  ตัวอย่าง และกลุ่มผู้นำความคิด (เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำสตรีในชุมชน) จำนวน 220 คน

1.1 พื้นที่ในการศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง

การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และสี่อำเภอในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันประกอบด้วยอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างโดยหลักวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) หรือการใช้หลักความน่าจะเป็นในทางสถิติเพื่อประกันว่า คนทุกคน จากทุกหน่วยในพื้นที่และประชากรทั้งหมดที่ถูกศึกษาต้องมีโอกาสเท่ากันในการถูกเลือก (the same probability of selection) ทำให้มีความน่าเชื่อถือของความเป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างอันจะทำให้ผลการวิจัยสำรวจ มีความคลาดเคลื่อนทางสถิติในระดับที่ยอมรับได้

 

1.2 รายละเอียดขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง

โครงการฯ จะสำรวจครัวเรือนที่ได้จากการสุ่มในพื้นที่สามจังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และสี่ อำเภอในจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) จำนวน 164 หมู่บ้าน/ชุมชน หมู่บ้านละ 10 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 1,640 ตัวอย่าง ซึ่งจะสุ่มเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี โดยมีขั้นตอนในการสุ่มหาหมู่บ้านเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง ดังนี้

ขั้นแรก ทำการเลือกตำบลจากอำเภอ 37 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสี่อำเภอจังหวัดสงขลา ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบจากบัญชีรายชื่อตำบล โดยกำหนดจำนวนตำบลตัวอย่างไว้ครึ่งหนึ่งของตำบลทั้งหมดในพื้นที่ จึงได้จำนวนทั้งสิ้น 130 ตำบล

ขั้นที่สอง ทำการสุ่มระดับหมู่บ้าน ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบอีกครั้งจากบัญชีรายชื่อหมู่บ้าน/ชุมชนที่อยู่ในตำบลตัวอย่าง 130 ตำบลที่ได้จากขั้นตอนแรก จึงได้จำนวนทั้งสิ้น 164 หมู่บ้าน  

ขั้นที่สาม ทำการสุ่มเลือกครัวเรือนด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบ หมู่บ้านหรือชุมชนละ 10 ครัวเรือน และขั้นสุดท้ายทำการสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย ในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในระดับครัวเรือน ทั้งหมด 1,640 ตัวอย่าง นั้นจะสุ่มเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่ โดยอาศัยฐานข้อมูลครัวเรือนจากฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ปี 2562 โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการสุ่มหาบ้านตัวอย่างนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. นำจำนวนครัวเรือนของหมู่บ้านเป้าหมาย หารด้วยจำนวนครัวเรือนที่ต้องการต่อหมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 ครัวเรือน) ซึ่งจะทำให้ได้ช่วงห่างของบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ 
  2. ทำการสุ่มเลือกครัวเรือนเริ่มต้น โดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โปรแกรม excel
  3. นำจำนวนครัวเรือนในหมู่บ้านมาเรียงกัน โดยมีจุดเริ่มต้นจากตัวเลขที่สุ่มได้ และทำการนับช่วงห่างของบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ ที่ได้จากการคำนวณ จนครบตามจำนวนครัวเรือนที่ต้องการ
  4. เมื่อได้ครัวเรือนเป้าหมายแล้ว จะสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี ด้วยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โปรแกรม excel

การสุ่มตัวอย่างระดับครัวเรือน (บ้านสำรอง)

เพื่อป้องกันปัญหากลุ่มตัวอย่างที่สัมภาษณ์ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายกรณีเช่น ตัวอย่างไม่อยู่ในพื้นที่ มีความไม่พร้อมทั้งทางด้านร่างกายหรือจิตใจ และปฏิเสธการให้ข้อมูล คณะผู้วิจัยจึงได้มีการสุ่มตัวอย่างสำรองด้วยวิธีการเดียวกันนี้อีก 2 ชุด โดยผู้ควบคุมงานภาคสนามจะเป็นผู้ตัดสินใจหลังจากพิจารณาเหตุจำเป็นในการใช้บัญชีรายชื่อกลุ่มตัวอย่างสำรองดังกล่าว

การสุ่มตัวอย่างสำรองในภาคสนาม

ในกรณีไม่สามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ รวมทั้งครัวเรือนและกลุ่มตัวอย่างสำรองหมด จะใช้การสุ่มตัวอย่างสำรองในสนาม โดยหัวหน้าพนักงานสัมภาษณ์ใช้หลักการวาดแผนที่ครัวเรือนและสุ่มครัวเรือนเพิ่มเติมโดยให้นับครัวเรือนหลังซ้ายมือเป็นครัวเรือนตัวอย่าง กรณีที่ครัวเรือนด้านซ้ายมือหลังถัดไปเป็นบ้านร้างหรือไม่มีผู้อยู่อาศัยคิง ให้นับครัวเรือนด้านซ้ายมือหลังถัดไปจนกว่าจะได้ครัวเรือนที่มีคุณสมบัติ จากนั้นให้สุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนนั้น โดยทำลิสต์สมาชิกในครัวเรือนตามแบบฟอร์มการสุ่มตัวอย่างภาคสนาม โดยไม่มีการระบุชื่อสมาชิกในครัวเรือน เพียงแต่ให้รหัสไว้เพียงเพื่อให้ทราบว่าเป็นบุคคลใด จากนั้นให้หัวหน้าโครงการหรือหัวหน้าทีมภาคสนามที่อยู่นอกพื้นที่ ดำเนินการสุ่มหมายเลขแล้วแจ้งกลับมายังพนักงานสัมภาษณ์ว่าเป็นบุคคลลำดับหรือรหัสใด เพื่อป้องกันอคติที่อาจจะเกิดขึ้นจากพนักงานสัมภาษณ์

 

1.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

คณะผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยแบบสอบถามดังกล่าวมาจากการรวบรวมการศึกษางานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาออกแบบและพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบบสอบถามมีทั้งหมด 4 ตอน ดังนี้

ส่วนที่ 1  คำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล (12 ข้อ)

ส่วนที่ 2  ทัศนคติต่อปัญหาและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ (11 ข้อ)

ส่วนที่ 3   ทัศนคติต่อกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข (17 ข้อ)

ส่วนที่ 4 ทัศนคติต่อสิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สันติภาพ/สันติสุข (7 ข้อ)

 

1.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ก) การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

การศึกษานี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า )face-to-face interview) โดยใช้แบบสอบถามบันทึกข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยทีมเก็บข้อมูลภาคสนาม ที่ผ่านการอบรมการสัมภาษณ์มาแล้ว ช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ เดือนกันยายน - ตุลาคม 2562 ขั้นตอนในการทำงานภาคสนาม มีดังนี้

1) ประสานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับรู้วัตถุประสงค์และขั้นตอนการดำเนินงาน

2) เก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อเตรียมแผนการทำงานภาคสนาม ได้แก่ แผนที่หมู่บ้าน บัญชีครัวเรือนและสมาชิกในหมู่บ้าน

3) ติดต่อพื้นที่ที่ได้รับการสุ่มตัวอย่างเพื่อขอเข้าศึกษาวิจัย

4) หาจุดที่ตั้งของครัวเรือนและบุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

5) ติดต่อบุคคลในครัวเรือนเพื่อขอสัมภาษณ์ และเมื่อได้รับความยินยอมแล้วจึงเริ่มทำการสัมภาษณ์ โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 60 -90 นาที ในการตอบแบบสัมภาษณ์

 

ข) การสำรวจของผู้นำความคิดจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ 

การสำรวจความคิดเห็นของผู้นำความคิด ในการศึกษาครั้งที่ 5 นี้ เป็นการศึกษาจากกลุ่มผู้นำที่ทำงานในระดับพื้นที่ จากพื้นที่หมู่บ้านตัวอย่างในการศึกษาข้อมูลของกลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 55 หมู่บ้าน (หนึ่งในสามของหมู่บ้านตัวอย่างที่ทำการสุ่มได้) โดยขั้นตอนในการคัดเลือกตัวแทนของกลุ่มผู้นำความคิดในการศึกษาครั้งนี้ จะใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากกลุ่มผู้นำ 4 กลุ่มในพื้นที่ ดังนี้

1) ผู้นำศาสนา มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณากลุ่มผู้นำศาสนาที่จะดำเนินการสัมภาษณ์ คือ ต้องเป็นอิหม่ามจากมัสยิดที่จดทะเบียนก่อน ถ้าไม่ได้ เลือกเป็นคอเต๊บ หรือบิหล่านตามลำดับ และหากหมู่บ้านใดมีวัดอยู่ ให้สัมภาษณ์เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาสด้วย

2) ผู้นำท้องที่ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำท้องที่ คือ กรณีที่พื้นที่ตัวอย่างมีบ้านของกำนันอยู่ในพื้นที่ให้เลือก กำนัน เป็นผู้ให้ข้อมูล ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล ให้เลือก ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตามลำดับ

3) ผู้นำท้องถิ่น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำท้องถิ่น คือ กรณีที่พื้นที่ตัวอย่างมีบ้านของ นายก อบต. หรือ นายกเทศมนตรี อยู่ในพื้นที่ให้เลือก นายก อบต. หรือ นายกเทศมนตรี  ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล เลือกเป็น รองนายกฯอบต. สมาชิก อบต. หรือ สมาชิกเทศบาล ตามลำดับ

4) ผู้นำสตรี หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำสตรี คือ เป็นสตรีที่มีบทบาทในการทำงานในพื้นที่ และได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ โดยกรณีที่หมู่บ้านตัวอย่าง มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ให้พิจารณาจาก ครูสอนอัลกุรอ่าน (ที่เป็นผู้หญิง) ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล เลือกเป็น อสม. (ที่เป็นผู้หญิง) แต่ในกรณีที่หมู่บ้านตัวอย่างมีพุทธเป็นส่วนใหญ่ ให้ถาม อสม.(ที่เป็นผู้หญิง) เหตุผลที่ใช้เกณฑ์จำนวนประชากรในการเลือกตำแหน่งนั้น เพราะเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนลักษณะของสังคม

 

2. การอบรมพนักงานสัมภาษณ์และการควบคุมคุณภาพข้อมูล

เมื่อจัดทำคู่มือการสัมภาษณ์และการทำงานภาคสนามเสร็จแล้ว จะทำการอบรมหัวหน้าทีมและพนักงานสัมภาษณ์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติในพื้นที่ทดลอง เนื้อหาในการอบรมครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการสำรวจ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนการสำรวจและการเข้าหากลุ่มตัวอย่าง เนื้อหาของแบบสอบถาม เทคนิคการสัมภาษณ์ ข้อพิจารณาเชิงจริยธรรมในคน การทดสอบความเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนการสำรวจ และการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขที่พบขณะฝึกปฏิบัติ

การสำรวจในครั้งนี้มีการควบคุมคุณภาพข้อมูลหลายวิธีเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมมานั้น มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือได้ ประการแรก มีผู้ควบคุมงานภาคสนามโดยหัวหน้าทีมในการเก็บรวบรวมข้อมูล นอกจากจะทำการติดต่อประสานงานกับพื้นที่เพื่อเตรียมแผนงานภาคสนามแล้ว ยังมีหน้าที่คอยดูแล กำกับ และให้คำแนะนำพนักงานสัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง ประการที่สอง มีคนในพื้นที่พาเข้าไปพบกลุ่มตัวอย่างและแนะนำทีมงานภาคสนามเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เกิดความไว้วางใจที่จะให้ข้อมูล

 

3. ข้อพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในคน

ในการศึกษานี้ ได้พิจารณาประเด็นจริยธรรมการวิจัยในคนทั้งการขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง โดยแจ้งให้กลุ่มตัวอย่างได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ตลอดจนการเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ และใช้เพื่อการวิเคราะห์ในภาพรวมเท่านั้น หากกลุ่มตัวอย่างต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการฯ เพิ่มเติม ทางคณะผู้วิจัยได้แจ้งชื่อหน่วยงานและบุคคลที่สามารถติดต่อได้ไว้ด้วย

ประเด็นการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่างเป็นความลับ คณะผู้วิจัยเน้นย้ำกับพนักงานสัมภาษณ์ให้เก็บรักษาข้อมูลของผู้ตอบเป็นความลับอย่างเคร่งครัด และให้ใช้รหัสแทนตัวบุคคล ซึ่งผู้อื่นไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ และจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนหรือชื่อของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ ข้อมูลจะถูกนำไปใช้เพื่อการวิจัยเท่านั้น โดยจะถูกนำไปวิเคราะห์ในภาพรวม และนำเสนอเป็นรายงานการวิจัย

 

4. การวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ (percentage) ค่าความถี่ (frequency) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) 

เนื้อหา

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ

นักวิจัยทำการวิจัยมิใช่เพื่อการค้นพบสัจธรรมหรือความจริงที่จริงแท้ยิ่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อหาวิธีการค้นหาความน่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าความจริงโดยที่ตัวเองก็รู้ว่าเครื่องมือของตัวเองมีจุดอ่อนและมีโอกาสความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เรากำลังทำนี้เรียกว่าระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ 

การสำรวจ (Survey) เป็นการวิธีศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจาก (กลุ่มตัวอย่างหรือ)ประชากรเป้าหมายหรือสิ่งต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประดิษฐ์สร้าง “ตัวอธิบายในเชิงปริมาณ” (Quantitative  Descriptors) ต่อคุณลักษณะของประชากรทั้งหมดซึ่งสิ่งที่เราจะทำการศึกษานั้นเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งอยู่ด้วย ควรสังเกตที่คำว่า “อย่างเป็นระบบ”ซึ่งเป็นการสะท้อนความจงใจและความมุ่งหมายที่จะแยกการสำรวจออกจากวิธีการอื่น ๆ ในการเก็บข้อมูล ในคำอธิบายข้างต้นยังมีการใช้คำว่า “กลุ่มตัวอย่าง” ด้วยเหตุที่ว่าบางครั้งการสำรวจพยายามที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างหรือคนทุกคนในประชากรทั้งหมดและในบางครั้งก็เป็นการศึกษาเพียงแค่กลุ่มตัวอย่างกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ในการสำรวจนั้นจะต้องมีระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจที่ดีด้วย

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Methodology) คือการศึกษาวิธีการวิจัยเชิงสำรวจชนิดต่างๆ อันที่จริงแล้วระเบียบวิธีวิจัยนี้คือ การศึกษาถึงแหล่งที่มาของความคลาดเคลื่อนในการสำรวจและดูวิธีว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ค่าตัวเลขที่ผลิตขึ้นมาจากการสำรวจมีความตรง/ชัด/แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คำว่า “ความคลาดเคลื่อน (Error)” นี้จึงหมายความถึงความเบี่ยงเบนออกจากผลลัพธ์อันเป็นที่พึงปรารถนา ความคลาดเคลื่อนในการวิจัยเชิงสำรวจถูกใช้เรียกความเบี่ยงเบนออกจากค่าที่แท้จริงอันเป็นค่าที่ใช้ได้กับกลุ่มประชากรที่ถูกศึกษา ในบางครั้งมีการใช้คำว่า “ความคลาดเคลื่อนในทางสถิติ (Statistical Error)” ด้วยเพื่อแยกความคลาดเคลื่อนในทางสถิติอย่างนี้กับความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ (หรือสิ่งที่อาจจะเรียกว่า Simple Mistakes)

การวิจัยเชิงสำรวจเป็นสาขาวิชาที่ค่อนข้างจะเยาว์วัย แม้ว่าการสำรวจปรากฏการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบจะมีรากลึกในประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่ว่าการสำรวจในแบบใหม่ซึ่งอาศัยการจัดการเรื่องกรอบการสุ่มตัวอย่างในขอบเขตกว้างขวาง การสุ่มตัวอย่างโดยหลักทฤษฎีความน่าจะเป็นในทางสถิติ การใช้แบบสอบถามอย่างมีโครงสร้างและการอ้างอิงหลักในทางสถิติไปยังกลุ่มประชากรทั้งหมดพร้อมทั้งการวัดค่าความคลาดเคลื่อนได้บังเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 นี้เอง

ซึ่งความหมายของระเบียบวิธีวิจัยตรงนี้ก็คือความพยายามที่จะเข้าใจว่าทำไมความคลาดเคลื่อนจึงบังเกิดขึ้นได้ในสถิติของการสำรวจ ในจุดเริ่มต้นนั้นเราควรมาดูว่าการวิจัยสำรวจสร้างสถิติเพื่อวิเคราะห์ลักษณะประชากรได้อย่างไร จากแผนภาพข้างล่างนี้ในกล่องซ้ายล่างคือ วัตถุดิบที่ได้มาจากการสำรวจหรือคำตอบที่ผู้ถูกสัมภาษณ์แต่ละคนให้กับนักวิจัย คุณค่าของข้อมูลนี้คือมันได้สร้างตัวบ่งชี้พรรณนาความที่ดีต่อลักษณะของผู้ตอบซึ่งแสดงให้เห็นในกล่องซ้ายบน แต่การวิจัยเชิงสำรวจไม่ได้พอใจแค่รู้ว่าลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนเป็นอย่างไรในตัวของมันเองเท่านั้น นักวิจัยยังต้องสนใจ “ค่าสถิติ” ที่เชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เพื่อสรุปลักษณะของกลุ่มคนจากการศึกษาในครั้งนี้ ขั้นต่อไปนั้นการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง (Sample Survey) นั้นสามารถเชื่อมคำตอบเหล่านี้ (ดูในกลุ่มควันที่อยู่ตรงกลาง) ให้เข้ากับการสรุปลักษณะโดยรวมของกลุ่มบุคคลภายในขั้นตอนการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อประดิษฐ์สร้างค่าสถิติที่อธิบายลักษณะของคนทุกคนในกลุ่มตัวอย่าง ควรสังเกตว่า ณ จุดนี้เราก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดซึ่งกลุ่มตัวอย่างถูกหยิบเลือกขึ้นมา กล่าวคือ เรายังต้องการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ในอีกชั้นหนึ่งด้วย 

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

 

การอนุมานสองชั้นนี้เป็นจังหวะก้าวสำคัญที่เป็นหัวใจของของการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งทำให้การวิจัย สำรวจมีลักษณะสองประการคือข้อมูลจากคำตอบที่คนให้แก่นักวิจัยนั้นจะต้องอธิบายคุณลักษณะของผู้ตอบได้อย่างเที่ยงตรงชัดเจนและกลุ่มคนกลุ่มเล็กที่เป็นเซตย่อย (Subset) ซึ่งเข้าร่วมในการสำรวจจะต้องมีสภาพ หรือลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับประชากรในกลุ่มใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขทั้งสองประการนี้ไม่บังเกิดขึ้นสถิติจากการสำรวจก็จะตกอยู่ภายใต้ภาวะ “ความคลาดเคลื่อน” (Error) ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ได้มาในกระบวนการสำรวจเกิดความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่พึงปรารถนา ในอีกด้านหนึ่งปัญหาที่อาจจะเกิดตามมา คือ  “ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการวัด” (Measurement Errors) หรือที่เรียกกันว่า “ความคลาดเคลื่อนในการสังเกตการณ์” (Error of Observations) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความเบี่ยงเบนจากคำตอบที่ได้มาจากแบบสอบถามในการวิจัยสำรวจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เรียกว่า “ความคลาดเลื่อนจากการไม่ถูกสังเกตการณ์” (Errors of Non-observation) อันเกี่ยวข้องกับความเบี่ยงเบนของค่าสถิติประมาณการของกลุ่มตัวอย่างจากค่าของประชากรทั้งหมด (Population)

 

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

ทั้งๆที่มีโอกาสที่จะเกิดค่าความคลาดเคลื่อนได้ในการศึกษาจากกลุ่มประชากรขนาดใหญ่แต่ก็มีทางป้องกันด้วยการออกแบบการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจเป็นการศึกษาว่าสิ่งใดที่จะช่วยให้สถิติจากการวิจัยสำรวจมีคุณค่าสาระประโยชน์มากยิ่งขึ้น วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจการวิจัยเชิงสำรวจได้ดีก็คือการดูหรือตรวจสอบความคลาดเคลื่อนประเภทต่างๆหรือการพิจารณาดูในมุมมองของ ‘คุณภาพ’ ในการวิจัยซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของระเบียบวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ อีกวิธีหนึ่งก็คือการพยายามศึกษาวิธีการตัดสินใจในการออกแบบการวิจัยเชิงสำรวจทุกแบบซึ่งมีประเด็นสาระสำคัญคือ

  • การระบุกลุ่มประชากรที่เหมาะสมสำหรับการสำรวจ
  • การเลือกวิธีที่จะหารายชื่อทั้งหมดของประชากร
  • การเลือกแผนสุ่มตัวอย่าง
  • การเลือกวิธีเก็บข้อมูล

การออกแบบการวิจัยจึงมีขั้นตอนต่าง ๆ การทำให้การออกแบบกลายเป็นกระบวนการที่เป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการวิจัยเชิงสำรวจ การออกแบบเป็นขั้นๆดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นจะมีขั้นตอนที่คาดการได้อย่างชัดเจนมาก จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่มีการจัดวางลำดับขั้นตอนของการวิจัยเชิงสำรวจไปตามขั้นของเวลาและมีความเป็นระเบียบแบบแผนซึ่งขั้นตอนเหล่านี้มักจะปรากฏอยู่ในตำราวิจัยโดยทั่วไปจากแผนภาพข้างล่างแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการสำรวจก่อนที่จะตัดสินใจสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็นการตัดสินใจเรื่องกลุ่มตัวอย่างและอีกด้านหนึ่งเป็นการตัดสินใจเรื่องกระบวนการวัดค่า การตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไรเป็นตัวกำหนดที่สำคัญต่อลักษณะของเครื่องมือในการวัดด้วยเช่น ลักษณะของแบบสอบถามตามแผนภาพดังกล่าว แบบสอบถามจะต้องมีการทดสอบก่อนใช้ในการเก็บข้อมูลสำรวจ ในด้านขวามือของแผนภาพ การเลือกกรอบการสุ่มตัวอย่างเมื่อผนวกเข้ากับการออกแบบกลุ่มตัวอย่างจะสร้างตัวอย่างที่เป็นจริงขึ้นมาในการสำรวจเครื่องมือในการวัดและกลุ่มตัวอย่างจะมาด้วยกันในระหว่างขั้นตอนของการเก็บข้อมูลซึ่งในระหว่างขั้นตอนนี้ความสนใจหลักจะมุ่งไปที่การได้มาซึ่งการวัดค่ากลุ่มตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ (เช่นการหลีกเลี่ยงกรณีของผู้ไม่ตอบ) หลังจากเก็บข้อมูลแล้วข้อมูลก็จะถูกบรรณาธิการและนำมาใส่ค่ารหัสในรูปแบบที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้ แฟ้มข้อมูลจะผ่านการปรับหลังจากการสำรวจ เพื่อค้นหาความคลาดเคลื่อนจากการไม่ตอบและดูความคลอบคลุมในกลุ่มประชากรเป้าหมายการปรับในขั้นนี้เป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ข้อมูลอะไรในขั้นตอนสุดท้ายของการประมาณค่าหรือการวิเคราะห์ซึ่งจะกำหนดรูปลักษณ์ของการอนุมานทางสถิติที่ย้อนกลับไปที่ค่าของประชากรเป้าหมาย ผลการวิจัยที่ดีหรือการประมาณการค่าของการสำรวจที่ดีจะต้องมีการประสานกันระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

จากพื้นฐานความเข้าใจข้างต้นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5  (Peace Survey 5) นี้ จึงใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) อันเป็นระเบียบวิธีเช่นเดียวกันกับการศึกษารอบที่ 1-4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา อันประกอบด้วยอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อปัญหาในพื้นที่และความคิดเห็นต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ได้ข้อมูลจากประชาชนในการทำความเข้าใจปัญหาในทางวิชาการและข้อมูลอาจจะมีส่วนกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพของประชาชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในสังคม

เนื้อหา

แนะนำโครงการ
การสำรวจความคิดเห็นประชาชน
ต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้
(PEACE SURVEY)

1. หลักการและเหตุผล

กระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลกับกลุ่มผู้มีความเห็นแตกต่างจากรัฐที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยถือเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้ภาพใหญ่ของความพยายามสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ดังที่ปรากฏอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ถือเป็นมิติใหม่ของการแก้ไขปัญหาที่มุ่งใช้สันติวิธีอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งอยู่บนฐานคิดที่จะทำความเข้าใจถึงมุมมองและความต้องการของกันและกันเพื่อปูทางสู่หาแสวงหาทางออกที่พอยอมรับกันได้ ซึ่งการที่กระบวนการพูดคุยจะสามารถดำเนินไปจนนำไปสู่ทางทางออกดังกล่าวได้นั้น นอกเหนือจากการทำงานร่วมกันของคู่ขัดแย้งหลักแล้ว ผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายังจำเป็นที่จะต้องรับฟังเสียงของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ “กระบวนการ” และ “สาระสำคัญ” ที่ตกลงกันมีความชอบธรรมและยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ ทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ต่างก็ทำงานเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน โดยยึดถือความต้องการของประชาชนเป็นหลักในการขับเคลื่อนสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แท้จริงแล้ว ประชาชนที่ถูกกล่าวถึงนั้น คิดอย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้น ด้วยความเชื่ออย่างแน่วแน่เช่นเดียวกับรัฐบาล และองค์กรประชาสังคมต่างๆว่า เสียงของประชาชนจะเป็นปัจจัยที่กำหนดว่ากระบวนการสันติภาพจะดำเนินไปในทิศทางใด มีความต่อเนื่องหรือไม่ และข้อตกลงที่จะได้จะมีความยั่งยืนหรือไม่อย่างไร

สถาบันพระปกเกล้าโดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ร่วมกับเครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY 24 องค์กร จึงได้มีแนวคิดที่จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมา 4 ครั้ง เพื่อให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนที่เกี่ยวข้องและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อันเป็นการใช้ข้อมูลความรู้มิใช่อารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การสำรวจครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปของเครือข่ายที่ครอบคลุมกลุ่มมีส่วนได้เสียทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชนทุกกลุ่มวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายและสามารถนำผลที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละห้วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป         

สำหรับการสำรวจความความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5  ได้มีเครือข่ายในการเข้าร่วมการสำรวจเพิ่มอีก 2 เครือข่าย ได้แก่ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY จึงมีสมาชิกในเครือข่ายทั้งสิ้น 21 องค์กร

ช่วงเวลาการสำรวจครั้งที่ 1 – 5

การสำรวจ

ช่วงเวลา

จำนวนกลุ่มตัวอย่าง (คน)

 

 

ประชาชนทั่วไป

ผู้นำความคิด*

ครั้งที่ 1

8 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม 2559

1,559

48

ครั้งที่ 2

15 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม 2559

1,570

110

ครั้งที่ 3

10 เมษายน – 22 พฤษภาคม 2560

1,586

257

ครั้งที่ 4

1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2561

1,609

201

ครั้งที่ 5

11 กันยายน – 15 ตุลาคม 2562

1,637

220

*วิธีการเลือกกลุ่มผู้นำความคิด ใช้วิธีการแบบเจาะจง

 

โดยการสำรวจทั้ง 5 ครั้งได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มผู้นำความคิด

ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ในส่วนของกลุ่มประชาชนทั่วไปนั้น จะใช้กระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic random sampling) ตามหลักความน่าจะเป็นทางสถิติ ลงถึงระดับครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีกสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาคือ เทพา นาทวี จะนะ และสะบ้าย้อย มีโอกาสถูกสุ่มเป็นตัวแทนอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนของกลุ่มผู้นำความคิดนั้น จะใช้กระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling)

โดยองค์กรเครือข่ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำให้เสียงประชาชนที่ถูกสุ่มโดยปราศจากอคติบนพื้นฐานของหลักวิชาทางสถิติดังกล่าวเป็นที่ปรากฏรับรู้ต่อสังคมวงกว้าง จะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนมีพลังในการกำหนดทิศทางของกระบวนการสันติภาพมากขึ้น ตามที่ทุกฝ่ายต่างเน้นย้ำอยู่เสมอว่าคำตอบอยู่ที่ประชาชน

 

2. วัตถุประสงค์

  1. เพื่อรับทราบข้อคิดเห็นและพัฒนาการทางความคิดของกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั้งไทยพุทธและมลายูมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาในอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี
  2. เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพได้มีข้อมูลทางวิชาการที่สะท้อนเสียงความต้องการของประชาชนในการประกอบการตัดสินใจ
  3. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สะท้อนมุมมองและความต้องการต่อผู้เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ

 

3. ผู้รับผิดชอบโครงการ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 

4. องค์กรเครือข่าย 24 องค์กร

ประกอบด้วยสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาชนจากทั้งในและนอกพื้นที่ ดังนี้

  1. สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
  2. สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  3. สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  4. คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  5. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  6. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  7. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
  8. สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี   
  9. สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
  10. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
  11. คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  12. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  13. สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  14. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
  15. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  16. สภาประชาสังคมชายแดนใต้
  17. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ 
  18. ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ   
  19. ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  20. ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  21. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านผู้หญิงและความมั่นคงทางสังคม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  22. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ
  23. เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา
  24. วิทยาลัยประชาชน