โรงเรียนต้นแบบสันติศึกษาระดับปฐมวัย

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิยาลัยราชภัฏยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม OPEN HOUSE โรงเรียนสาธิต สู่ความเป็นต้นกล้าสันติภาพ โดยความร่วมมือของหลักสูตรคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยกัลยาณมิตรในพื้นที่  

ผศ.ดร.จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ อาจารย์หลักสูตรปฐมวัย คณะครุศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาต้นแบบนโยบายการศึกษาบนฐานกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการวิจัยย่อยที่ 3 ภายใต้ชุดโครงการวิจัย "การพัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สันติภาพ และยุติธรรม เพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย นับเป็นการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในความร่วมมือระหว่างสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ภายในงานประกอบด้วยการแสดงความสามารถของนักเรียน เช่น การแสดงรักกันไว้เถิด ระบำตารีกีปัส การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การมอบเกียรติบัตรให้กับหนูน้อยนักสันติภาพ โดยคัดเลือกจากเด็กนักเรียนที่ให้ความร่วมมือเข้าเรียนออนไลน์ และมอบเกียรติบัตรให้คุณครู ตลอดจนมีการเสวนาหัวข้อ สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเริ่มที่เด็กปฐมวัย โดยงานดังกล่าวนี้ถือเป็นการปิดโครงการย่อยที่ 3 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.พระโสภณ ธรรมมุนี เจ้าอาวาสวัดนิโรธสังฆาราม หนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนาได้กล่าวถึงเรื่องราวการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายว่า ครูเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคนจากที่ไม่รู้ให้รู้ มองการณ์ไกล  เป็นแบบอย่างให้กับเด็ก  ให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม รักตัวเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี มองในเรื่องของคำนิยาม “สันติภาพ” จากโครงการและนิทานที่ทุกคนที่รับชมไป จะเห็นได้ว่า นิทานแสดงให้เห็นว่าสันติภาพคือ การรักกัน ไม่เกลียดกันในความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสัตว์-สัตว์ สัตว์-คน ทั้งหมดเริ่มจากจิตใจที่สงบสุข รักผู้อื่น เห็นอกเห็นใจกัน

โดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า การเห็นอกเห็นใจกัน คือการเห็นคนอื่นสำคัญพอๆ กับที่เห็นตัวเอง เห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน จากนิทานจะเห็นว่าการเจอกันครั้งแรกยังไม่คุ้นเคยกัน ไม่รู้จักกัน พอได้ทำความรู้จักก็จะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน จากโครงการนี้จะเห็นในมุมที่เด็กมีสมาธิ และกล้าแสดงออก ซึ่งไม่ใช่สันติภาพในมุมของความเป็นวิชาการหรือเป็นเรื่องการเมืองอย่างที่มองๆกัน แต่เป็นในมุมของ Peaceful mind  เป็นสันติภาพจากภายในจิตใจที่เริ่มจากเด็ก

ส่วน ผศ.ดร.จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ มองว่าโครงการนี้ในสถานการณ์โควิด สำเร็จได้เพราะมีผู้ปกครองและผู้บริหารให้ความช่วยเหลือ โดยหากโรงเรียนสามารถนำไปต่อยอดได้ก็จะเป็นความสำเร็จสูงสุดของโครงการนี้

ผศ.ดร.กฤษฎา กุณฑล จากคณะครุศาสตร์ ชื่นชมในการทำงานของ ผศ.ดร..จิรภรณ์ และผู้บริหารโรงเรียนที่ยอมรับแนวคิดนี้เพื่อทดลองใช้ในโรงเรียนของตัวเอง และคุณครูที่ทุ่มเทเวลาและตั้งใจทำการเรียนการสอน ผลิตสื่อการสอนในสถานการณ์แบบนี้

ทางด้าน รศ.ดร.ศิษฎ์ธวัช มั่นเศรษฐวิทย์ จากคณะวิทยาการจัดการ และนักวิจัยร่วมในโครงการวิจัย กล่าวถึงตนเองที่ทำงานในสายของการจัดการ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าจะเกิดสันติภาพในเด็กได้อย่างไร จนกระทั่งมาเห็นกิจกรรมที่ทำเด็กเกิดสันติภาพในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การออกกำลังกาย การแบ่งปัน ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก

ผศ.ดร.มูหัมมัดตอลาล แกมะ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎยะลา เชื่อว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาย แต่ก่อนจะมีสันติภาพเราต้องมีสันติสุขก่อน เพื่อจะได้เป็นสันติภาพที่ยั่งยืน คือ ต้องมีความสุขก่อน  ความสุขจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ด้าน อ.อรวรรณ เรืองหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเบตง มองว่าการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ โครงการนี้สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ สอนให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย เข้าใจบริบทพื้นที่/ศาสนา อยากให้มีการต่อยอดหลักสูตรในหลักสูตรแกนกลาง

อ.วรัญญา เฟื่องฟูขจร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลปาดังเบซาร์ กล่าวว่า โครงการนี้เห็นถึงการที่ครูเป็นแบบอย่าง สร้างความสุขให้ตัวเองผ่านการสอน แล้วเด็กจะเห็นเอง และขอรูปแบบการเรียนการสอนอันนี้ไปใช้ คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นระหว่างครูกับครู ครูกับผู้ปกครอง ครูกับเด็ก การรู้จักตัวตนของเรา รู้ถึงความแตกต่างและการยอมรับ โดยอยากให้โครงการนี้มีการต่อยอดในระดับมัธยม/อุดมศึกษา

อ.สาวิตรี แก้วจินดา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะแลหนัง กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้เห็นว่าเด็กเข้าใจตนเองมากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของความแตกต่าง อยู่ร่วมกับเพื่อนในห้องเรียน ครูในโรงเรียน และผู้ปกครองได้

อ.มารีน่า สะนี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศรีท่าน้ำ มองว่าโครงการนี้ทำให้เห็นการมีส่วนร่วมระหว่างครูกับผู้ปกครอง เห็นความมุ่งมั่นในการผลิตสื่อ/หลักสูตรของโครงการ

ด้านตัวแทนผู้ปกครอง มองถึงเรื่องประโยชน์จากโครงการ/หลักสูตรนี้ในหลายๆ ด้าน เช่น มีการสอนเรื่องการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง เป็นการปูพื้นฐาน หรือการที่เด็กรู้จักการจัดการอารมณ์ตนเอง มีเหตุผล รู้จักคุณค่าของตนเองและผู้อื่น เรียนรู้และต่อยอดการเรียนรู้ รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อออกไปข้างนอกในสถานการณ์โควิดไม่ว่าจะเป็นการล้างมือหรือสวมแมสก์ตลอดเวลา การรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยผู้ปกครองได้ชื่นชมครูผู้สอนที่สามารถทำกิจกรรมได้ครบ ในส่วนของข้อจำกัดก็พบบ้าง อาทิ สัญญาณโทรศัพท์ที่ไม่ค่อยดี ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาเรียนกับลูก อาจทำให้ลูกเล่นเกมส์แทนที่จะตั้งใจเรียน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี กล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการวิจัยดังกล่าวนี้ว่าถือเป็นการปูพื้นฐานให้กับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เกิดสันติภาพ เป็นการสร้างงานเพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) อ.เบตง จ.ยะลา โครงการวิจัยพัฒนาต้นแบบนโยบายกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ชุดโครงการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สันติภาพ และยุติธรรม เพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้จัดกิจกรรมการมอบเกียรติบัตรแด่โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) ที่ได้รับการรับรองให้เป็นหน่วยปฏิบัติการวิจัยต้นแบบ นำหลักสูตรสันติศึกษาระดับปฐมวัยและรูปแบบ PEACE ไปใช้กับเด็กปฐมวัย ได้ประสบผลสำเร็จในระดับ “ดีเยี่ยม” พร้อมด้วยรางวัลครูปฐมวัยนักสันติภาพต้นแบบ ได้แก่ คุณอัสมา แมเราะ และคุณลัดดา ดือราแม นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีการแสดงความสามารถของนักเรียน และมีการจัดนิทรรศการสันติภาพผลงานจากนักเรียนปฐมวัย โดยมี รองนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนคุณครู ตัวแทนผู้ปกครอง นักเรียนในระดับปฐมวัยเข้าร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี หัวหน้าชุดโครงการวิจัยฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการวิจัยดังกล่าวนี้ โดยถือว่าโครงการวิจัยเป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างยั่งยืน โครงการวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย โดยที่มาที่ไป ตนเองเคยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของหัวหน้าโครงการวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอก ซึ่งเมื่อ ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ ได้ต่อยอดมาเป็นโครงการวิจัย ตนเองก็ได้คลุกคลีกับงานพัฒนาสันติภาพ/สันติสุขในแง่ของงานปฐมศึกษาและสันติศึกษา ถือเป็นก้าวใหม่ของการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการวิจัยเริ่มจากที่ตนเองตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านกระบวนการด้านการศึกษา โดยเริ่มที่เด็กปฐมวัย ซึ่งเราจะไม่พูดเรื่องสงครามกับเด็ก ทว่าจะเน้นสันติภาพที่เกิดขึ้นได้จริง ประเมิน 5 ด้าน การมีสมาธิ การอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย (สังคมพหุวัฒนธรรม) อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงชีวิตในวิถีชีวิตใหม่ (new normal) การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

รศ.ดร.ศิษฎ์ธวัช มั่นเศรษฐวิทย์ นักวิจัยร่วมในโครงการวิจัย กล่าวว่า ความพร้อมของโรงเรียนอนุบาลเบตง เริ่มต้นจากผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการ คณะครูทุ่มเทเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสอนออนไลน์ ผู้ปกครองให้คำแนะนำ/เรียนรู้ไปกับลูก เริ่มต้นจากสันติภาพในตัวเอง การฝึกสมาธิ จิตสาธารณะ ช่วยเหลือครอบครัว สันติภาพต่อสังคม ช่วยเหลืองานสังคม สิ่งแวดล้อม การเก็บขยะ

ด้าน อ.อรวรรณ  เรืองหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเบตง กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนในสถานศึกษานั้น หัวใจสำคัญคือผู้ปกครอง คุณครู เด็กๆ  เริ่มด้วยประขุมบุคลากร ผู้ปกครอง ศึกษางานวิจัย ต้องดำเนินการอย่างไร วิเคราะห์ปัจจัยภายใน-ภายนอก เชิญบุคลากรสำนักงานเขต สร้างวิสัยทัศน์ พันธกิจ ในการขับเคลื่อนงานนี้ ทำ MOU คิดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ 7 หน่วย (7 กิจกรรม) วิเคราะห์การเรียนการสอน (ปัญหา และการแก้ไข) บ้านเป็นหัวใจสำคัญสุดในการขับเคลื่อนหลักสูตรในวิถีใหม่ ร่วมคิดในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมทำ (ครู ผู้ปกครอง) ร่วมกันแก้ปัญหา (ระดมความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา) เสริมทักษะชีวิต สร้างนวัตกรรมสื่อร่วมกัน และตอบยุทธศาสตร์ชาติ

คุณขนิษฐา ลีเมาะ ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ได้ให้ความคิดเห็นในการนำหลักสูตรสันติศึกษามาพัฒนาเด็ก ว่าเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ช่วงโควิดเรียนออนไลนที่บ้าน แจ้งความจำนงค์ขอเข้าร่วมหลักสูตร ทำให้ครู ผู้ปกครองเด็ก มีปฏิสัมพันธ์ เหมาะกับสังคมพหุวัฒนธรรม การทำชิ้นงานช่วยกันทำทั้งครอบครัว เช่น ชิ้นงานใบไม้ร่วงหล่น ช่วยกันเก็บใบไม้ ช่วยกันคิด/ประดิษฐ์ ภูมิใจที่มีโอกาสเป็นผู้ช่วยคุณครู โดยก่อนหน้านี้ ลูกจะซนมากๆ แต่กิจกรรมทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ มีกิจกรรมทำ เช่น การทำสมาธิ การทำชิ้นงาน

ด้าน คุณสุชาติ เอกประชา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลาเขต 3 กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือของโรงเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การใช้พื้นที่เป็นฐาน การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานคนเดียว การขับเคลื่อนโดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นเครือข่าย การใช้สื่อออนไลน์ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ครู

ส่วนครูพิชญา พิทยาเกษม กล่าวในมุมมองของผู้ปฏิบัติในการเอาหลักสูตรไปใช้ในการเรียนการสอน โดยได้ขอบคุณผู้ปกครอง ที่ช่วยในเรื่องการสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ตลอดจนผู้ปกครองที่คอยสนับสนุนส่งเสริมการนำไปปฏิบัติ ถ่ายคลิปพูดถึงความประทับใจต่อผลงานตัวเอง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

กิจกรรมสานเสวนา​เปิดตัวโรงเรียนสาธิต ​มรย. สู่โรงเรียนต้นแบบสันติศึกษาระดับปฐมวัย​ วันพุธที่​ 26 มกราคม​ 2565​ เวลา ​09.00-12.00​ ​น.​

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

 

 

ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้บนฐานกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้และตัวแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจสังคม การศึกษา สันติภาพและยุติธรรมเพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้