ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

Publication: การเมืองการเลือกตั้งของนักการเมืองท้องถิ่นชายแดนใต้ท่ามกลางบริบทความรุนแรง

วารสาร:

  • วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • ปีที่ 31 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2563

ปีที่พิมพ์:

  • 2563

ผู้เขียน:

  • เอกรินทร์ ต่วนศิริ

รายละเอียด:

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่ามกลางบริบทความรุนแรง โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 1) เพื่อศึกษาบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นท่ามกลางบริบทความรุนแรง 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและลักษณะการหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่น 3) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่กับการเมืองการเลือกตั้งและบทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระเบียบวิธีการวิจัยเป็นการศึกษาโดยอาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยมีการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-dept interview)  จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ (snowball sampling) ซึ่งเป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยอาศัยการแนะนำของผู้ให้สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ และการค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งจากเอกสาร งานวิชาการ และบทความออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง

ผลงานวิจัยภาพรวมพบว่า พฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่มีรูปแบบเดียวกับนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไปในประเทศไทย กล่าวคือมีการผูกโยงกับการซื้อเสียงและเครือข่ายอุปถัมภ์ของนักการเมืองระดับชาติได้ลงสู่การเมืองระดับท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น

หากทว่าการเมืองในพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเฉพาะที่อิงกับกลุ่มศาสนา และพบว่ารูปแบบการหาเสียงและพฤติกรรมการเลือกตั้งของนักการเมืองและชาวบ้านในหลายพื้นที่ก็มีพื้นที่ต่อรองทางด้านความเชื่อศาสนา

นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะในพื้นที่ พฤติกรรมการเลือกตั้งก็ยังคงยึดกับตัวบุคคลเป็นหลัก ประกอบกับการที่ไม่มีพรรคการเมืองใดผูกขาดการเมืองในพื้นที่ได้ และแม้ว่าความรุนแรงในช่วงการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้มีการสอบสวนสืบสวนเพราะถูกอธิบายเหมารวมด้วยสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างรัฐกับกลุ่มขบวนการติดอาวุธ

คำสำคัญ: นักการเมืองท้องถิ่น, สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, ความรุนแรงในการเลือกตั้ง, การเลือกตั้งท้องถิ่น

Abstract

This research is to study the political behaviour of politicians in local elections in the southern border provinces amid the violent context.  The objectives of the research project are 1) to study the role of local politicians in the context of violence, 2) to study behaviour and campaign characteristics of local politicians, and 3) to analyse the relationship between the unrest situation in the area, electoral politics, and the roles of local politicians in the three southern border provinces. It employs a qualitative methodology. In-dept interview method; with snowball sampling which is a sample selection by using the advice of interviewers, is used to collect data together with secondary research on academic papers and related online articles.

The research finds that the behaviors of local politicians in the three southern border provinces are similar to those of local politicians in other regions of Thailand. Local elections mostly rely on vote-buying and patronage system overseen by national-level politicians; and such system are also deep-rooted in the local politics.

However, local politics in this region is particularly adhered to religious groups. It can be seen through the political behaviour of the local politicians and people during the political canvass that spaces for dialogues and negotiations on religious-related issues emerged in several areas.

Furthermore, it is specific to this region that electoral behaviours rely highly on individuals due to the lack of monopolized power by any political parties.  Several violent incidents occurring continuously throughout electoral-related periods were left unexplained and not properly investigated because they were mostly assumed as violence between the state and armed groups.

Keywords: local politicians, southern border provinces of Thailand, electoral violence, local election

เว็บที่เกี่ยวข้อง:

  • https://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/view/1458

ดาวน์โหลดเอกสาร:

  • https://drive.google.com/file/d/1pLu8SIJROrSUVMlBOMFtwmO9_V0BUBJk/view
เนื้อหา

ระเบียบวิธีวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรของการสำรวจครั้งนี้ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไปและผู้นำความคิด ทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่อาศัยอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาในอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย

ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มประชาชนทั่วไปจำนวน 1,637  ตัวอย่าง และกลุ่มผู้นำความคิด (เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำสตรีในชุมชน) จำนวน 220 คน

1.1 พื้นที่ในการศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง

การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และสี่อำเภอในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันประกอบด้วยอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างโดยหลักวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) หรือการใช้หลักความน่าจะเป็นในทางสถิติเพื่อประกันว่า คนทุกคน จากทุกหน่วยในพื้นที่และประชากรทั้งหมดที่ถูกศึกษาต้องมีโอกาสเท่ากันในการถูกเลือก (the same probability of selection) ทำให้มีความน่าเชื่อถือของความเป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างอันจะทำให้ผลการวิจัยสำรวจ มีความคลาดเคลื่อนทางสถิติในระดับที่ยอมรับได้

 

1.2 รายละเอียดขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง

โครงการฯ จะสำรวจครัวเรือนที่ได้จากการสุ่มในพื้นที่สามจังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และสี่ อำเภอในจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) จำนวน 164 หมู่บ้าน/ชุมชน หมู่บ้านละ 10 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 1,640 ตัวอย่าง ซึ่งจะสุ่มเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี โดยมีขั้นตอนในการสุ่มหาหมู่บ้านเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง ดังนี้

ขั้นแรก ทำการเลือกตำบลจากอำเภอ 37 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสี่อำเภอจังหวัดสงขลา ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบจากบัญชีรายชื่อตำบล โดยกำหนดจำนวนตำบลตัวอย่างไว้ครึ่งหนึ่งของตำบลทั้งหมดในพื้นที่ จึงได้จำนวนทั้งสิ้น 130 ตำบล

ขั้นที่สอง ทำการสุ่มระดับหมู่บ้าน ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบอีกครั้งจากบัญชีรายชื่อหมู่บ้าน/ชุมชนที่อยู่ในตำบลตัวอย่าง 130 ตำบลที่ได้จากขั้นตอนแรก จึงได้จำนวนทั้งสิ้น 164 หมู่บ้าน  

ขั้นที่สาม ทำการสุ่มเลือกครัวเรือนด้วยวิธีการสุ่มแบบมีระบบ หมู่บ้านหรือชุมชนละ 10 ครัวเรือน และขั้นสุดท้ายทำการสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย ในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในระดับครัวเรือน ทั้งหมด 1,640 ตัวอย่าง นั้นจะสุ่มเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่ โดยอาศัยฐานข้อมูลครัวเรือนจากฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ปี 2562 โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการสุ่มหาบ้านตัวอย่างนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. นำจำนวนครัวเรือนของหมู่บ้านเป้าหมาย หารด้วยจำนวนครัวเรือนที่ต้องการต่อหมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 ครัวเรือน) ซึ่งจะทำให้ได้ช่วงห่างของบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ 
  2. ทำการสุ่มเลือกครัวเรือนเริ่มต้น โดยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โปรแกรม excel
  3. นำจำนวนครัวเรือนในหมู่บ้านมาเรียงกัน โดยมีจุดเริ่มต้นจากตัวเลขที่สุ่มได้ และทำการนับช่วงห่างของบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ ที่ได้จากการคำนวณ จนครบตามจำนวนครัวเรือนที่ต้องการ
  4. เมื่อได้ครัวเรือนเป้าหมายแล้ว จะสุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนจำนวน 1 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี ด้วยระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์โปรแกรม excel

การสุ่มตัวอย่างระดับครัวเรือน (บ้านสำรอง)

เพื่อป้องกันปัญหากลุ่มตัวอย่างที่สัมภาษณ์ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายกรณีเช่น ตัวอย่างไม่อยู่ในพื้นที่ มีความไม่พร้อมทั้งทางด้านร่างกายหรือจิตใจ และปฏิเสธการให้ข้อมูล คณะผู้วิจัยจึงได้มีการสุ่มตัวอย่างสำรองด้วยวิธีการเดียวกันนี้อีก 2 ชุด โดยผู้ควบคุมงานภาคสนามจะเป็นผู้ตัดสินใจหลังจากพิจารณาเหตุจำเป็นในการใช้บัญชีรายชื่อกลุ่มตัวอย่างสำรองดังกล่าว

การสุ่มตัวอย่างสำรองในภาคสนาม

ในกรณีไม่สามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ รวมทั้งครัวเรือนและกลุ่มตัวอย่างสำรองหมด จะใช้การสุ่มตัวอย่างสำรองในสนาม โดยหัวหน้าพนักงานสัมภาษณ์ใช้หลักการวาดแผนที่ครัวเรือนและสุ่มครัวเรือนเพิ่มเติมโดยให้นับครัวเรือนหลังซ้ายมือเป็นครัวเรือนตัวอย่าง กรณีที่ครัวเรือนด้านซ้ายมือหลังถัดไปเป็นบ้านร้างหรือไม่มีผู้อยู่อาศัยคิง ให้นับครัวเรือนด้านซ้ายมือหลังถัดไปจนกว่าจะได้ครัวเรือนที่มีคุณสมบัติ จากนั้นให้สุ่มเลือกสมาชิกในครัวเรือนนั้น โดยทำลิสต์สมาชิกในครัวเรือนตามแบบฟอร์มการสุ่มตัวอย่างภาคสนาม โดยไม่มีการระบุชื่อสมาชิกในครัวเรือน เพียงแต่ให้รหัสไว้เพียงเพื่อให้ทราบว่าเป็นบุคคลใด จากนั้นให้หัวหน้าโครงการหรือหัวหน้าทีมภาคสนามที่อยู่นอกพื้นที่ ดำเนินการสุ่มหมายเลขแล้วแจ้งกลับมายังพนักงานสัมภาษณ์ว่าเป็นบุคคลลำดับหรือรหัสใด เพื่อป้องกันอคติที่อาจจะเกิดขึ้นจากพนักงานสัมภาษณ์

 

1.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

คณะผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยแบบสอบถามดังกล่าวมาจากการรวบรวมการศึกษางานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาออกแบบและพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบบสอบถามมีทั้งหมด 4 ตอน ดังนี้

ส่วนที่ 1  คำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล (12 ข้อ)

ส่วนที่ 2  ทัศนคติต่อปัญหาและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ (11 ข้อ)

ส่วนที่ 3   ทัศนคติต่อกระบวนการสันติภาพ/สันติสุข (17 ข้อ)

ส่วนที่ 4 ทัศนคติต่อสิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่สันติภาพ/สันติสุข (7 ข้อ)

 

1.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ก) การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

การศึกษานี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า )face-to-face interview) โดยใช้แบบสอบถามบันทึกข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยทีมเก็บข้อมูลภาคสนาม ที่ผ่านการอบรมการสัมภาษณ์มาแล้ว ช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ เดือนกันยายน - ตุลาคม 2562 ขั้นตอนในการทำงานภาคสนาม มีดังนี้

1) ประสานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับรู้วัตถุประสงค์และขั้นตอนการดำเนินงาน

2) เก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อเตรียมแผนการทำงานภาคสนาม ได้แก่ แผนที่หมู่บ้าน บัญชีครัวเรือนและสมาชิกในหมู่บ้าน

3) ติดต่อพื้นที่ที่ได้รับการสุ่มตัวอย่างเพื่อขอเข้าศึกษาวิจัย

4) หาจุดที่ตั้งของครัวเรือนและบุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

5) ติดต่อบุคคลในครัวเรือนเพื่อขอสัมภาษณ์ และเมื่อได้รับความยินยอมแล้วจึงเริ่มทำการสัมภาษณ์ โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 60 -90 นาที ในการตอบแบบสัมภาษณ์

 

ข) การสำรวจของผู้นำความคิดจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ 

การสำรวจความคิดเห็นของผู้นำความคิด ในการศึกษาครั้งที่ 5 นี้ เป็นการศึกษาจากกลุ่มผู้นำที่ทำงานในระดับพื้นที่ จากพื้นที่หมู่บ้านตัวอย่างในการศึกษาข้อมูลของกลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 55 หมู่บ้าน (หนึ่งในสามของหมู่บ้านตัวอย่างที่ทำการสุ่มได้) โดยขั้นตอนในการคัดเลือกตัวแทนของกลุ่มผู้นำความคิดในการศึกษาครั้งนี้ จะใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากกลุ่มผู้นำ 4 กลุ่มในพื้นที่ ดังนี้

1) ผู้นำศาสนา มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณากลุ่มผู้นำศาสนาที่จะดำเนินการสัมภาษณ์ คือ ต้องเป็นอิหม่ามจากมัสยิดที่จดทะเบียนก่อน ถ้าไม่ได้ เลือกเป็นคอเต๊บ หรือบิหล่านตามลำดับ และหากหมู่บ้านใดมีวัดอยู่ ให้สัมภาษณ์เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาสด้วย

2) ผู้นำท้องที่ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำท้องที่ คือ กรณีที่พื้นที่ตัวอย่างมีบ้านของกำนันอยู่ในพื้นที่ให้เลือก กำนัน เป็นผู้ให้ข้อมูล ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล ให้เลือก ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตามลำดับ

3) ผู้นำท้องถิ่น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำท้องถิ่น คือ กรณีที่พื้นที่ตัวอย่างมีบ้านของ นายก อบต. หรือ นายกเทศมนตรี อยู่ในพื้นที่ให้เลือก นายก อบต. หรือ นายกเทศมนตรี  ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล เลือกเป็น รองนายกฯอบต. สมาชิก อบต. หรือ สมาชิกเทศบาล ตามลำดับ

4) ผู้นำสตรี หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้นำสตรี คือ เป็นสตรีที่มีบทบาทในการทำงานในพื้นที่ และได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ โดยกรณีที่หมู่บ้านตัวอย่าง มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ให้พิจารณาจาก ครูสอนอัลกุรอ่าน (ที่เป็นผู้หญิง) ถ้าไม่มี หรือไม่สะดวกให้ข้อมูล เลือกเป็น อสม. (ที่เป็นผู้หญิง) แต่ในกรณีที่หมู่บ้านตัวอย่างมีพุทธเป็นส่วนใหญ่ ให้ถาม อสม.(ที่เป็นผู้หญิง) เหตุผลที่ใช้เกณฑ์จำนวนประชากรในการเลือกตำแหน่งนั้น เพราะเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนลักษณะของสังคม

 

2. การอบรมพนักงานสัมภาษณ์และการควบคุมคุณภาพข้อมูล

เมื่อจัดทำคู่มือการสัมภาษณ์และการทำงานภาคสนามเสร็จแล้ว จะทำการอบรมหัวหน้าทีมและพนักงานสัมภาษณ์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติในพื้นที่ทดลอง เนื้อหาในการอบรมครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการสำรวจ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนการสำรวจและการเข้าหากลุ่มตัวอย่าง เนื้อหาของแบบสอบถาม เทคนิคการสัมภาษณ์ ข้อพิจารณาเชิงจริยธรรมในคน การทดสอบความเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนการสำรวจ และการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขที่พบขณะฝึกปฏิบัติ

การสำรวจในครั้งนี้มีการควบคุมคุณภาพข้อมูลหลายวิธีเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมมานั้น มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือได้ ประการแรก มีผู้ควบคุมงานภาคสนามโดยหัวหน้าทีมในการเก็บรวบรวมข้อมูล นอกจากจะทำการติดต่อประสานงานกับพื้นที่เพื่อเตรียมแผนงานภาคสนามแล้ว ยังมีหน้าที่คอยดูแล กำกับ และให้คำแนะนำพนักงานสัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง ประการที่สอง มีคนในพื้นที่พาเข้าไปพบกลุ่มตัวอย่างและแนะนำทีมงานภาคสนามเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เกิดความไว้วางใจที่จะให้ข้อมูล

 

3. ข้อพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในคน

ในการศึกษานี้ ได้พิจารณาประเด็นจริยธรรมการวิจัยในคนทั้งการขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง โดยแจ้งให้กลุ่มตัวอย่างได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ตลอดจนการเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ และใช้เพื่อการวิเคราะห์ในภาพรวมเท่านั้น หากกลุ่มตัวอย่างต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการฯ เพิ่มเติม ทางคณะผู้วิจัยได้แจ้งชื่อหน่วยงานและบุคคลที่สามารถติดต่อได้ไว้ด้วย

ประเด็นการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่างเป็นความลับ คณะผู้วิจัยเน้นย้ำกับพนักงานสัมภาษณ์ให้เก็บรักษาข้อมูลของผู้ตอบเป็นความลับอย่างเคร่งครัด และให้ใช้รหัสแทนตัวบุคคล ซึ่งผู้อื่นไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ และจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนหรือชื่อของผู้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ ข้อมูลจะถูกนำไปใช้เพื่อการวิจัยเท่านั้น โดยจะถูกนำไปวิเคราะห์ในภาพรวม และนำเสนอเป็นรายงานการวิจัย

 

4. การวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ (percentage) ค่าความถี่ (frequency) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) 

เนื้อหา

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ

นักวิจัยทำการวิจัยมิใช่เพื่อการค้นพบสัจธรรมหรือความจริงที่จริงแท้ยิ่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อหาวิธีการค้นหาความน่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าความจริงโดยที่ตัวเองก็รู้ว่าเครื่องมือของตัวเองมีจุดอ่อนและมีโอกาสความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เรากำลังทำนี้เรียกว่าระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ 

การสำรวจ (Survey) เป็นการวิธีศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจาก (กลุ่มตัวอย่างหรือ)ประชากรเป้าหมายหรือสิ่งต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประดิษฐ์สร้าง “ตัวอธิบายในเชิงปริมาณ” (Quantitative  Descriptors) ต่อคุณลักษณะของประชากรทั้งหมดซึ่งสิ่งที่เราจะทำการศึกษานั้นเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งอยู่ด้วย ควรสังเกตที่คำว่า “อย่างเป็นระบบ”ซึ่งเป็นการสะท้อนความจงใจและความมุ่งหมายที่จะแยกการสำรวจออกจากวิธีการอื่น ๆ ในการเก็บข้อมูล ในคำอธิบายข้างต้นยังมีการใช้คำว่า “กลุ่มตัวอย่าง” ด้วยเหตุที่ว่าบางครั้งการสำรวจพยายามที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างหรือคนทุกคนในประชากรทั้งหมดและในบางครั้งก็เป็นการศึกษาเพียงแค่กลุ่มตัวอย่างกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ในการสำรวจนั้นจะต้องมีระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจที่ดีด้วย

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Methodology) คือการศึกษาวิธีการวิจัยเชิงสำรวจชนิดต่างๆ อันที่จริงแล้วระเบียบวิธีวิจัยนี้คือ การศึกษาถึงแหล่งที่มาของความคลาดเคลื่อนในการสำรวจและดูวิธีว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ค่าตัวเลขที่ผลิตขึ้นมาจากการสำรวจมีความตรง/ชัด/แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คำว่า “ความคลาดเคลื่อน (Error)” นี้จึงหมายความถึงความเบี่ยงเบนออกจากผลลัพธ์อันเป็นที่พึงปรารถนา ความคลาดเคลื่อนในการวิจัยเชิงสำรวจถูกใช้เรียกความเบี่ยงเบนออกจากค่าที่แท้จริงอันเป็นค่าที่ใช้ได้กับกลุ่มประชากรที่ถูกศึกษา ในบางครั้งมีการใช้คำว่า “ความคลาดเคลื่อนในทางสถิติ (Statistical Error)” ด้วยเพื่อแยกความคลาดเคลื่อนในทางสถิติอย่างนี้กับความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ (หรือสิ่งที่อาจจะเรียกว่า Simple Mistakes)

การวิจัยเชิงสำรวจเป็นสาขาวิชาที่ค่อนข้างจะเยาว์วัย แม้ว่าการสำรวจปรากฏการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบจะมีรากลึกในประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่ว่าการสำรวจในแบบใหม่ซึ่งอาศัยการจัดการเรื่องกรอบการสุ่มตัวอย่างในขอบเขตกว้างขวาง การสุ่มตัวอย่างโดยหลักทฤษฎีความน่าจะเป็นในทางสถิติ การใช้แบบสอบถามอย่างมีโครงสร้างและการอ้างอิงหลักในทางสถิติไปยังกลุ่มประชากรทั้งหมดพร้อมทั้งการวัดค่าความคลาดเคลื่อนได้บังเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 นี้เอง

ซึ่งความหมายของระเบียบวิธีวิจัยตรงนี้ก็คือความพยายามที่จะเข้าใจว่าทำไมความคลาดเคลื่อนจึงบังเกิดขึ้นได้ในสถิติของการสำรวจ ในจุดเริ่มต้นนั้นเราควรมาดูว่าการวิจัยสำรวจสร้างสถิติเพื่อวิเคราะห์ลักษณะประชากรได้อย่างไร จากแผนภาพข้างล่างนี้ในกล่องซ้ายล่างคือ วัตถุดิบที่ได้มาจากการสำรวจหรือคำตอบที่ผู้ถูกสัมภาษณ์แต่ละคนให้กับนักวิจัย คุณค่าของข้อมูลนี้คือมันได้สร้างตัวบ่งชี้พรรณนาความที่ดีต่อลักษณะของผู้ตอบซึ่งแสดงให้เห็นในกล่องซ้ายบน แต่การวิจัยเชิงสำรวจไม่ได้พอใจแค่รู้ว่าลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนเป็นอย่างไรในตัวของมันเองเท่านั้น นักวิจัยยังต้องสนใจ “ค่าสถิติ” ที่เชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เพื่อสรุปลักษณะของกลุ่มคนจากการศึกษาในครั้งนี้ ขั้นต่อไปนั้นการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง (Sample Survey) นั้นสามารถเชื่อมคำตอบเหล่านี้ (ดูในกลุ่มควันที่อยู่ตรงกลาง) ให้เข้ากับการสรุปลักษณะโดยรวมของกลุ่มบุคคลภายในขั้นตอนการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อประดิษฐ์สร้างค่าสถิติที่อธิบายลักษณะของคนทุกคนในกลุ่มตัวอย่าง ควรสังเกตว่า ณ จุดนี้เราก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดซึ่งกลุ่มตัวอย่างถูกหยิบเลือกขึ้นมา กล่าวคือ เรายังต้องการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ในอีกชั้นหนึ่งด้วย 

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

 

การอนุมานสองชั้นนี้เป็นจังหวะก้าวสำคัญที่เป็นหัวใจของของการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งทำให้การวิจัย สำรวจมีลักษณะสองประการคือข้อมูลจากคำตอบที่คนให้แก่นักวิจัยนั้นจะต้องอธิบายคุณลักษณะของผู้ตอบได้อย่างเที่ยงตรงชัดเจนและกลุ่มคนกลุ่มเล็กที่เป็นเซตย่อย (Subset) ซึ่งเข้าร่วมในการสำรวจจะต้องมีสภาพ หรือลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับประชากรในกลุ่มใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขทั้งสองประการนี้ไม่บังเกิดขึ้นสถิติจากการสำรวจก็จะตกอยู่ภายใต้ภาวะ “ความคลาดเคลื่อน” (Error) ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ได้มาในกระบวนการสำรวจเกิดความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่พึงปรารถนา ในอีกด้านหนึ่งปัญหาที่อาจจะเกิดตามมา คือ  “ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการวัด” (Measurement Errors) หรือที่เรียกกันว่า “ความคลาดเคลื่อนในการสังเกตการณ์” (Error of Observations) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความเบี่ยงเบนจากคำตอบที่ได้มาจากแบบสอบถามในการวิจัยสำรวจ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เรียกว่า “ความคลาดเลื่อนจากการไม่ถูกสังเกตการณ์” (Errors of Non-observation) อันเกี่ยวข้องกับความเบี่ยงเบนของค่าสถิติประมาณการของกลุ่มตัวอย่างจากค่าของประชากรทั้งหมด (Population)

 

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

ทั้งๆที่มีโอกาสที่จะเกิดค่าความคลาดเคลื่อนได้ในการศึกษาจากกลุ่มประชากรขนาดใหญ่แต่ก็มีทางป้องกันด้วยการออกแบบการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจเป็นการศึกษาว่าสิ่งใดที่จะช่วยให้สถิติจากการวิจัยสำรวจมีคุณค่าสาระประโยชน์มากยิ่งขึ้น วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจการวิจัยเชิงสำรวจได้ดีก็คือการดูหรือตรวจสอบความคลาดเคลื่อนประเภทต่างๆหรือการพิจารณาดูในมุมมองของ ‘คุณภาพ’ ในการวิจัยซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของระเบียบวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ อีกวิธีหนึ่งก็คือการพยายามศึกษาวิธีการตัดสินใจในการออกแบบการวิจัยเชิงสำรวจทุกแบบซึ่งมีประเด็นสาระสำคัญคือ

  • การระบุกลุ่มประชากรที่เหมาะสมสำหรับการสำรวจ
  • การเลือกวิธีที่จะหารายชื่อทั้งหมดของประชากร
  • การเลือกแผนสุ่มตัวอย่าง
  • การเลือกวิธีเก็บข้อมูล

การออกแบบการวิจัยจึงมีขั้นตอนต่าง ๆ การทำให้การออกแบบกลายเป็นกระบวนการที่เป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการวิจัยเชิงสำรวจ การออกแบบเป็นขั้นๆดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นจะมีขั้นตอนที่คาดการได้อย่างชัดเจนมาก จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่มีการจัดวางลำดับขั้นตอนของการวิจัยเชิงสำรวจไปตามขั้นของเวลาและมีความเป็นระเบียบแบบแผนซึ่งขั้นตอนเหล่านี้มักจะปรากฏอยู่ในตำราวิจัยโดยทั่วไปจากแผนภาพข้างล่างแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการสำรวจก่อนที่จะตัดสินใจสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็นการตัดสินใจเรื่องกลุ่มตัวอย่างและอีกด้านหนึ่งเป็นการตัดสินใจเรื่องกระบวนการวัดค่า การตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไรเป็นตัวกำหนดที่สำคัญต่อลักษณะของเครื่องมือในการวัดด้วยเช่น ลักษณะของแบบสอบถามตามแผนภาพดังกล่าว แบบสอบถามจะต้องมีการทดสอบก่อนใช้ในการเก็บข้อมูลสำรวจ ในด้านขวามือของแผนภาพ การเลือกกรอบการสุ่มตัวอย่างเมื่อผนวกเข้ากับการออกแบบกลุ่มตัวอย่างจะสร้างตัวอย่างที่เป็นจริงขึ้นมาในการสำรวจเครื่องมือในการวัดและกลุ่มตัวอย่างจะมาด้วยกันในระหว่างขั้นตอนของการเก็บข้อมูลซึ่งในระหว่างขั้นตอนนี้ความสนใจหลักจะมุ่งไปที่การได้มาซึ่งการวัดค่ากลุ่มตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ (เช่นการหลีกเลี่ยงกรณีของผู้ไม่ตอบ) หลังจากเก็บข้อมูลแล้วข้อมูลก็จะถูกบรรณาธิการและนำมาใส่ค่ารหัสในรูปแบบที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้ แฟ้มข้อมูลจะผ่านการปรับหลังจากการสำรวจ เพื่อค้นหาความคลาดเคลื่อนจากการไม่ตอบและดูความคลอบคลุมในกลุ่มประชากรเป้าหมายการปรับในขั้นนี้เป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ข้อมูลอะไรในขั้นตอนสุดท้ายของการประมาณค่าหรือการวิเคราะห์ซึ่งจะกำหนดรูปลักษณ์ของการอนุมานทางสถิติที่ย้อนกลับไปที่ค่าของประชากรเป้าหมาย ผลการวิจัยที่ดีหรือการประมาณการค่าของการสำรวจที่ดีจะต้องมีการประสานกันระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้

แนวคิดการวิจัยเชิงสำรวจ Peace Survey

จากพื้นฐานความเข้าใจข้างต้นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5  (Peace Survey 5) นี้ จึงใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) อันเป็นระเบียบวิธีเช่นเดียวกันกับการศึกษารอบที่ 1-4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา อันประกอบด้วยอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อปัญหาในพื้นที่และความคิดเห็นต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ได้ข้อมูลจากประชาชนในการทำความเข้าใจปัญหาในทางวิชาการและข้อมูลอาจจะมีส่วนกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพของประชาชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในสังคม

เนื้อหา

แนะนำโครงการ
การสำรวจความคิดเห็นประชาชน
ต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้
(PEACE SURVEY)

1. หลักการและเหตุผล

กระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลกับกลุ่มผู้มีความเห็นแตกต่างจากรัฐที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยถือเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้ภาพใหญ่ของความพยายามสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ดังที่ปรากฏอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ถือเป็นมิติใหม่ของการแก้ไขปัญหาที่มุ่งใช้สันติวิธีอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งอยู่บนฐานคิดที่จะทำความเข้าใจถึงมุมมองและความต้องการของกันและกันเพื่อปูทางสู่หาแสวงหาทางออกที่พอยอมรับกันได้ ซึ่งการที่กระบวนการพูดคุยจะสามารถดำเนินไปจนนำไปสู่ทางทางออกดังกล่าวได้นั้น นอกเหนือจากการทำงานร่วมกันของคู่ขัดแย้งหลักแล้ว ผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายังจำเป็นที่จะต้องรับฟังเสียงของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ “กระบวนการ” และ “สาระสำคัญ” ที่ตกลงกันมีความชอบธรรมและยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ ทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ต่างก็ทำงานเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน โดยยึดถือความต้องการของประชาชนเป็นหลักในการขับเคลื่อนสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แท้จริงแล้ว ประชาชนที่ถูกกล่าวถึงนั้น คิดอย่างไรต่อกระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้น ด้วยความเชื่ออย่างแน่วแน่เช่นเดียวกับรัฐบาล และองค์กรประชาสังคมต่างๆว่า เสียงของประชาชนจะเป็นปัจจัยที่กำหนดว่ากระบวนการสันติภาพจะดำเนินไปในทิศทางใด มีความต่อเนื่องหรือไม่ และข้อตกลงที่จะได้จะมีความยั่งยืนหรือไม่อย่างไร

สถาบันพระปกเกล้าโดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ร่วมกับเครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY 24 องค์กร จึงได้มีแนวคิดที่จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมา 4 ครั้ง เพื่อให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนที่เกี่ยวข้องและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อันเป็นการใช้ข้อมูลความรู้มิใช่อารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การสำรวจครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันในรูปของเครือข่ายที่ครอบคลุมกลุ่มมีส่วนได้เสียทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชนทุกกลุ่มวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายและสามารถนำผลที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละห้วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป         

สำหรับการสำรวจความความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5  ได้มีเครือข่ายในการเข้าร่วมการสำรวจเพิ่มอีก 2 เครือข่าย ได้แก่ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY จึงมีสมาชิกในเครือข่ายทั้งสิ้น 21 องค์กร

ช่วงเวลาการสำรวจครั้งที่ 1 – 5

การสำรวจ

ช่วงเวลา

จำนวนกลุ่มตัวอย่าง (คน)

 

 

ประชาชนทั่วไป

ผู้นำความคิด*

ครั้งที่ 1

8 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม 2559

1,559

48

ครั้งที่ 2

15 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม 2559

1,570

110

ครั้งที่ 3

10 เมษายน – 22 พฤษภาคม 2560

1,586

257

ครั้งที่ 4

1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2561

1,609

201

ครั้งที่ 5

11 กันยายน – 15 ตุลาคม 2562

1,637

220

*วิธีการเลือกกลุ่มผู้นำความคิด ใช้วิธีการแบบเจาะจง

 

โดยการสำรวจทั้ง 5 ครั้งได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มผู้นำความคิด

ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ในส่วนของกลุ่มประชาชนทั่วไปนั้น จะใช้กระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic random sampling) ตามหลักความน่าจะเป็นทางสถิติ ลงถึงระดับครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีกสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาคือ เทพา นาทวี จะนะ และสะบ้าย้อย มีโอกาสถูกสุ่มเป็นตัวแทนอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนของกลุ่มผู้นำความคิดนั้น จะใช้กระบวนการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling)

โดยองค์กรเครือข่ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำให้เสียงประชาชนที่ถูกสุ่มโดยปราศจากอคติบนพื้นฐานของหลักวิชาทางสถิติดังกล่าวเป็นที่ปรากฏรับรู้ต่อสังคมวงกว้าง จะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนมีพลังในการกำหนดทิศทางของกระบวนการสันติภาพมากขึ้น ตามที่ทุกฝ่ายต่างเน้นย้ำอยู่เสมอว่าคำตอบอยู่ที่ประชาชน

 

2. วัตถุประสงค์

  1. เพื่อรับทราบข้อคิดเห็นและพัฒนาการทางความคิดของกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั้งไทยพุทธและมลายูมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลาในอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี
  2. เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพได้มีข้อมูลทางวิชาการที่สะท้อนเสียงความต้องการของประชาชนในการประกอบการตัดสินใจ
  3. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สะท้อนมุมมองและความต้องการต่อผู้เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ

 

3. ผู้รับผิดชอบโครงการ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 

4. องค์กรเครือข่าย 24 องค์กร

ประกอบด้วยสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาชนจากทั้งในและนอกพื้นที่ ดังนี้

  1. สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
  2. สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  3. สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  4. คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  5. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  6. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  7. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
  8. สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี   
  9. สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
  10. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
  11. คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  12. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  13. สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  14. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
  15. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  16. สภาประชาสังคมชายแดนใต้
  17. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ 
  18. ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ   
  19. ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  20. ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  21. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านผู้หญิงและความมั่นคงทางสังคม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  22. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ
  23. เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา
  24. วิทยาลัยประชาชน
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้

บทคัดย่อ

งานวิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง “พลวัตการเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) คำถามวิจัยของงานชิ้นนี้ต้องการมุ่งเน้นถึงการมองบนฐานข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัดของนักการเมืองมลายูมุสลิมในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นต้นมา ตลอดจนคำถามที่ว่าการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบรัฐสภายังคงมีความหวังในการเป็นทางเลือกหนึ่งในการต่อรองทางการเมืองหรือการเรียกร้องสิทธิของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อีกหรือไม่ และมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและรูปแบบการเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ตลอดจนพลวัตการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักการเมืองมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ในบริบททางการเมืองที่ปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน และเพื่อเสนอแนะต่อนักการเมืองมลายูมุสลิมและรัฐในการร่วมพัฒนาพื้นที่การเมืองที่สนับสนุนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยงานชิ้นนี้วางอยู่บนฐานแนวคิดสำคัญคือการเมืองเรื่องอัตลักษณ์

          งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้และผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนทั้งสิ้น 66 ท่าน เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตทุกเขตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 13 ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายแดนใต้แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 3 คน สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1 ท่าน อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว. จำนวน 19 ท่าน อดีตผู้สมัคร ส.ส. จำนวน 12 ท่าน นักการเมืองท้องถิ่น 3 ท่าน นักวิชาการและอูลามาอฺ(ผู้รู้) จำนวน 4 ท่าน แกนนำและสมาชิกขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี อาทิ BRN, PULO, BIPP, MARA Patani จำนวน 7 ท่าน และเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุขชายแดนใต้ จำนวน 3 ท่าน พร้อมทั้งมีการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับนักการเมือง ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ จำนวน 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีการสังเกตการณ์ในช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 หลังจากเก็บข้อมูลตามวิธีการข้างต้นประกอบกับข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วก็ได้นำมาวิเคราะห์ประเด็นถกเถียงที่เกี่ยวข้องผ่านแนวคิดเรื่องการเมืองเชิงอัตลักษณ์ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดหลักที่ใช้งานวิจัยดังกล่าวนี้

ผลการวิจัย พบว่า พลวัตการขับเคลื่อนของนักการเมืองมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้นับตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2547 สามารถแบ่งเป็นสามช่วงเวลาหลัก คือ ก่อนปี พ.ศ. 2547 หลังการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548-2561 และในช่วงการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 แต่ละช่วงมีข้อน่าสังเกตคือก่อนปี พ.ศ. 2547 เป็นการต่อสู้ในพื้นที่ทางการเมืองของเชื้อสายเจ้าเมืองและผู้รู้ศาสนา มีนักการเมืองที่ผิดหวังกับระบบรัฐสภาและออกไปสนับสนุนกลุ่มขบวนการติดอาวุธ และในช่วงนี้ยังเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มวาดะห์ซึ่งรวมกลุ่มเพื่อสร้างเสียงต่อรองของนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้ หลังจากปี พ.ศ. 2547 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ความพ่ายแพ้ของกลุ่มวาดะห์และการขึ้นมาของนักการเมืองในหน้าใหม่หลายท่าน และต่อมาในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ก็ได้เห็นพัฒนาการสำคัญของการก่อตั้งพรรคประชาชาติซึ่งได้กลายเป็นพรรคที่เห็นนัยยะเชิงอัตลักษณ์ของความเป็นมลายูมุสลิมอย่างชัดเจน การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าระบบรัฐสภายังคงเป็นความหวังสำหรับการขับเคลื่อนเพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองทางการเมือง โดยที่พื้นที่ทางการเมืองนั้นจะเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมหรือความเป็นมลายูสามารถมีที่ทาง จนกระทั่งสามารถลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ทางการเมืองแบบนี้จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ประยุกต์ใช้หลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ทางการเมืองถูกปิดกั้นและหันไปสู่การใช้ความรุนแรงได้

 

คำสำคัญ: นักการเมือง มลายู มุสลิม การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสื่อสารสาธารณะเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิทัศน์การสื่อสารและการสื่อสารออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเปิดพื้นที่ของแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์และกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และค้นหาตัวแบบด้านการสื่อสารสาธารณะในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้เป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) สื่อออนไลน์ของกลุ่ม/องค์กรภาคประชาชนที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 42 องค์กร และพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา) จำนวน 617 ตัวอย่าง รวมไปถึงการวิเคราะห์เนื้อหาสื่อออนไลน์ (Media Content Analysis)  การสัมภาษณ์ (Interview) และการสนทนากลุ่ม (Group Discussion) นักกิจกรรมและตัวแทนองค์กรภาคประชาชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณสำหรับการวิเคราะห์ภาพกว้างและเชิงคุณภาพสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก

ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้เฟสบุ๊กแฟนเพจและเว็บไซต์เป็นช่องทางหลัก มีการสื่อสารเนื้อหาในเฟสบุ๊กแฟนเพจอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรภาคประชาสังคม/กลุ่มกิจกรรมสาธารณะ แต่การขยับตัวขององค์กร/กลุ่มโดยภาพรวมในการใช้ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ยังไม่สูงมากนัก โดยรูปแบบการนำเสนอส่วนใหญ่ยังเป็นการแชร์ข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลอื่นมากกว่าการผลิตเนื้อหาข่าวสารเอง ยกเว้นประเด็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกลุ่ม ส่วนการนำเสนอเนื้อหาของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวข่าวสารชายแดนใต้มากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือประเด็นเด็กและเยาวชน และการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อน

สำหรับ 7 องค์กร/กลุ่มที่มีผู้ติดตามข่าวสารทางเฟสบุ๊กแฟนเพจในระดับสูง (มากกว่า 10,000 คน) ได้แก่ (1) มีเดียสลาตัน (2) สำนักสื่อวัรตานี (3) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (P.N.Y.S.) (4) กลุ่มสายบุรีลุกเกอร์ (5) ปาตานี ฟอรั่ม (6) กลุ่มนักศึกษาจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข และ (7) ข่าวภาคใต้ชายแดน แต่ยังมีช่องว่างระหว่างการรับรู้ข่าวสารกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม  โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการกดไลค์ แชร์ การแสดงความคิดเห็นในสื่อ และการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะที่จัดขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ เนื้อหาที่มียอดไลค์สูงสุดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน กิจกรรมขององค์กร ประเด็นศาสนาและการสื่อสาร ส่วนเนื้อหาที่มียอดไลค์ต่ำสุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในมิติการเมืองการปกครอง เช่น นโยบายของรัฐบาล การพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข

ด้านข้อจำกัดและสิ่งท้าทายในการสื่อสาร ได้แก่ ประเด็นการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของประชาชน ข้อจำกัดด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารและการจัดการ Platform สิ่งท้าทายด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและการสร้างสันติภาพ รวมถึงสิ่งท้าทายด้านการสร้างความมั่นคงของกลุ่ม/องค์กรและความยั่งยืนของกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม

ข้อเสนอตัวแบบการสื่อสารเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีดังนี้

    • ควรมีการวางกลยุทธ์และแผนการสื่อสารที่มีเป้าหมายชัดเจน ต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ
    • ควรมีการใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและข้าม platform 
    • ควรมีการสร้างเครือข่ายนักกิจกรรมทั้งในระดับแนวราบ และเครือข่ายนักกิจกรรมข้ามประเด็น/ข้ามพื้นที่
    • ควรพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบออนไลน์ของนักสื่อสาร
    • ควรมีการแสวงหาพันธมิตรด้านการสื่อสารที่มาจาก platform ที่หลากหลาย (ชุมชน กลุ่ม/องค์กร นักปฏิบัติการสื่อสาร ผู้ประกอบการสื่อสารในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) พันธมิตรนี้จะทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อประเด็นการขับเคลื่อนงานของกลุ่มระหว่างกลุ่ม ระหว่างสื่อและระหว่างพื้นที่
    • พิจารณาการปรับกระบวนการทำงานสื่อสารให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และไม่ซับซ้อน เพื่อให้กลุ่มสามารถดึงสมาชิกใหม่ ๆ เข้ามีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน
    • การมีกลไกรับความเสี่ยง ทั้งในด้านทรัพยากรสนับสนุนการทำงาน ด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ด้านการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล
ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงที่ส่งผลต่อสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อวิเคราะห์หารูปแบบและความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเทพา นาทวี สะบ้าย้อย และจะนะ ในจังหวัดสงขลา และการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) จากฐานข้อมูลของคณะทำงานฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในช่วงปี 2547 – 2560 ทำการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ร้อยละ 37. โดยเป็นโรงเรียนรัฐบาลร้อยละ 55.6 และโรงเรียนเอกชน ร้อยละ 44.4 ส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนแบบสายสามัญ ร้อยละ 64.1 สายศาสนา ร้อยละ 26.4 และสายศาสนาควบคู่สามัญ ร้อยละ 9.4 และประมาณครึ่งหนึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมและประถมศึกษา (ร้อยละ 50.8) ในประเด็นการวิเคราะห์หารูปแบบและความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา พบว่า การก่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ระหว่าง ปี 2547 – 2560 มีทั้งสิ้น 1,197 เหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 18.00 - 23.59 น. โดยมีรูปแบบการก่อเหตุสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ 1) การวางเพลิง 2) ยิง และ3) การระเบิด ซึ่งผลกระทบจากเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ในพื้นที่จังหวัดจังหวัดปัตตานี มีจำนวนเหตุการณ์โดยรวม จำนวนการเกิดเหตุวางเพลิง ยิง และระเบิด สูงที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษากับเหตุการณ์ภาพรวมความรุนแรงในพื้นที่ พบว่า แนวโน้มการก่อเหตุในสถานศึกษาจะสูงในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ความรุนแรง ตั้งแต่ปี 2547- ปี 2551 ซึ่งต่างกับเหตุการณ์ความรุนแรงในภาพรวมที่มีสถานการณ์ดีขึ้น สำหรับช่วงเวลาของเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในภาพรวม ส่วนใหญ่อยู่ใน ช่วงเวลา 06.00 - 11.59 น. แต่การเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาสูง คือ ช่วงเวลา 00.00 - 05.59 น. โดยการก่อเหตุในสภานการณ์ความรุนแรงภาพรวม ส่วนใหญ่เป็นการยิง แต่การก่อเหตุในสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์วางเพลิง และการเกิดเหตุความรุนแรงในภาพรวมส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แต่ความรุนแรงในสถานศึกษาของพื้นที่จังหวัดปัตตานี

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ควรมีมาตรการดูแลความปลอดภัยด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อม ออกแบบและจัดทำระบบรักษาความปลอดภัยมีความรัดกุมและมาตรฐานระดับสากลที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลัก และการให้ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในการดูแลความปลอดภัยให้สถานศึกษา ที่เชื่อมโยงกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน นอกจากนี้ ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดันให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่ไม่มีปฏิบัติการจากทั้งกลุ่มขบวนการ และเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวต่อครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม

คำสำคัญ: สถานการณ์ความไม่สงบ, รอมฎอน , กระบวนการสันติภาพ, จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ในกระบวนการสร้างสันติภาพ : กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย

 

บทคัดย่อ

ในห้วงเวลาความขัดแย้งที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นเวลากว่า16 ปีที่ผ่านมา นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพชายแดนใต้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ ปี 2556 ซึ่งถือเป็นเป็นหมุดหมายสำคัญในการริเริ่มกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นทางการ เป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่จะศึกษาเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพทั้งสองพื้นที่ความขัดแย้ง คือ ชายแดนใต้ของประเทศไทยและจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียว่ามีการพัฒนา การสื่อสาร รวมทั้งปรับประยุกต์ใช้ข้อมูลและความรู้ของตนเองอย่างไรเพื่อสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการสร้างสันภาพที่ยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้เน้นวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิธีเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่าจากประสบการณ์ของอาเจะห์ นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพสามารถปรับใช้ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่ห้วงเวลาของความขัดแย้งและพยายามปรับใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ยึดโยงกับข้อตกลงสันติภาพ และการคงไว้ซึ่งหลักสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน อย่างไรก็ตามอาเจะห์ยังต้องพัฒนาความรู้ในแง่เศรษฐกิจและสังคมอีกมากหลังความขัดแย้งสิ้นสุดล

ขณะที่การทำงานของนักปฏิบัติการชายแดนใต้พบว่า การทำงานระหว่างนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพและนักวิชาการในช่วงระหว่างความขัดแย้งยังพบความไม่ลงรอยกัน ดังนั้นการทำงานของนักปฏิบัติการไม่ควรอิงอยู่กับสูตรความสำเร็จ แต่ในความจริงจำเป็นต้องใช้กรอบคิด ถกเถียงหาทางเลือกต่างๆ ซึ่งบางครั้งต้องมีกระบวนการชัดเจนและต้องกระทำภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการความรู้ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในชายแดนใต้ คือ การร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการและนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพที่สามารถพัฒนาและสื่อสารประเด็นใหม่ๆได้อย่างอิสระและไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

 

คำสำคัญ จังหวัดชายแดนใต้ อาเจะห์ การจัดการความรู้ กระบวนการสร้างสันติภาพ นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพ

 

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การเสริมสร้างแนวทางสมานฉันท์เพื่อการพัฒนาชายแดนใต้อย่างยืน

นโยบายความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน แต่จุดที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการปรับนโยบายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อมาก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างปี พ.ศ. 2547 จนถึงปี 2559 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆหลายครั้ง เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลที่เกิดตามมาก็คือการเกิดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในปี พ.ศ. 2551 และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2553 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากอีกครั้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2557 คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นจากคำประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 98/2557 เรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อันมีผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่แนวทางยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับนโยบาย ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติและระดับหน่วยปฏิบัติซึ่งได้อยู่ในระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของนโยบายดังกล่าวก็คือการระบุว่า “โดยที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีปัญหาความ มั่นคงของชาติและความไม่สงบในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้านอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีการปฏิบัติงานอย่าง บูรณาการและเป็นเอกภาพโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการอันจะทำให้สามารถบรรลุ ผลในการขจัดหรือลดปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดความสงบสุขในพื้นที่ ความปลอดภัยในชีวิตและความเป็น อยู่ของประชาชน เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนตลอดจนมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม” ดังนั้น คำว่าบูรณาการ เอกภาพและประสิทธิภาพเป็นคำที่สำคัญใน นโยบายนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาและสันติสุขอย่างยั่งยืน

อีกด้านหนึ่ง ในแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมของชาติในปี 2560-61 รัฐบาลมุ่งจะเพิ่มความสามารถในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการและคุณภาพชีวิตของประชาชนมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและชุมชนในเรื่องสำคัญตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาในพื้นที่ชุมชนและ สังคม รวมทั้งข้อเสนอแนะในการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน การวิจัยและพัฒนาในประเด็นสำคัญ ด้านความมั่นคง สังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน  รวมทั้งการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคม เป้าหมายทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อเสนอของโครงการวิจัยท้าทายไทยและโครงการวิวิจัยมุ่งเป้า

ดังนั้น การบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงเป็นกระบวนการและผลลัพธ์ที่พึง ปรารถนาเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และเป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการท้าทายไทยเพื่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากวิสัยทัศน์ของกรอบยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีของรัฐบาลที่ ตั้งไว้ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2579 เพื่อให้ประเทศไทยเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วอย่างมั่นคง มั่งคั่งและ ยั่งยืนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

ตัวแบบการสร้างองค์ความรู้ท้าทายไทยในที่นี้ก็เพื่อการสร้างผลลัพธ์สุดท้ายของโครงการวิจัย (Outcome) ซึ่งก็คือการเพิ่มระดับความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนตลอดจนมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม

การสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้ความรู้นั้นจะได้มาด้วย การสร้าง พื้นที่ซึ่งประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุข ทั้งภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาครัฐ มีการสื่อสารระหว่างกันด้วยความเชื่อมั่น การสร้าง พื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่กลางจึงอาศัยสองส่วนคือกระบวนการสื่อสารเพื่อสันติสุขและกิจกรรมภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาครัฐในความรู้ทั้งในด้านสันติภาพ/สันติสุข การมีส่วนร่วมในทาง การศึกษา กิจกรรมในทางสังคมวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างพื้นที่กลาง และพื้นที่ปลอดภัยในด้านต่างๆ จึงเป็นกระบวนการ (Processes) เพื่อให้เกิดความสามารถในการ แข่งขัน

กิจกรรมความรู้ที่สร้างกระบวนการดังกล่าวข้างต้นมีสามองค์ประกอบคือองค์ประกอบในด้านความมั่นคงและการเมือง (Security and Politics) องค์ประกอบด้านความมั่งคั่ง (Economic Wellbeing) และองค์ประกอบในด้านความยั่งยืน (Sustainability) องค์ประกอบทั้งสามด้านเป็นกิจกรรมในการ ศึกษาและโครงการวิจัยต่างๆเช่นการสร้างสันติภาพ การปกครองท้องถิ่น การจัดการความขัดแย้ง การเยียวยา การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบยั่งยืน การพัฒนาในด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรมและ การท่องเที่ยว และการสื่อสารสันติภาพ เป็นต้น งานและกิจกรรมในด้านต่างๆ (Works&Activities) นี้จะถือเป็นผลผลิตของโครงการ (Outputs) ที่จะมีการบูรณาการเพื่อผลักดันขับเคลื่อนกระบวนการ สมานฉันท์/สันติภาพ/สันติสุข  (Reconciliation and Peace Processes) ให้เกิดพื้นที่กลางหรือพื้นที่ ปลอดภัยซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์  (Outcomes) คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้  

โดยแผนงานการเสริมสร้างแนวทางสมานฉันท์เพื่อการพัฒนาชายแดนใต้อย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 4 โครงการย่อย ดังนี้

 

ลำดับ รหัสอ้างอิง รหัสโครงการ ชื่อโครงการ หัวหน้าโครงการย่อย ::
1 21019 PPN610631d การศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ในกระบวนการสร้างสันติภาพ : กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย นางฟารีดา ปันจอร์
สำนักงานอธิการบดี วิทยาเขตปัตตานี
 
2 21012 PPN610631a การศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงที่ส่งผลต่อสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวสุวรา แก้วนุ้ย
สำนักงานอธิการบดี วิทยาเขตปัตตานี
 
3 21003 PPN610631b การสื่อสารสาธารณะเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในกระบวนการสันติภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่
คณะวิทยาการสื่อสาร
 
4 20906 PPN610631c บทบาทนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตพื้นที่ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ
คณะรัฐศาสตร์