กิจกรรม

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

??สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์??

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสันติเสวนา ปีที่ 9 ครั้งที่ 2
เรื่อง “มองมุมใหม่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและทางออกอย่างสันติ”
.
??วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.30 – 19.00 น.
ณ มุมเสวนาชั้น 1 อาคารหอประวัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การใช้แนวทางสันติวิธีกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทย”
โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณสุริชัย หวันแก้ว
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
และการเสวนาเรื่อง “มองมุมใหม่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและทางออกอย่างสันติ” โดย คณะวิทยากร
• ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
สถานวิจัยความขัดแย้งฯ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา
• ผศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ
คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี
ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่
รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/PvicwsUuw9cuh7vS9

และรับชมผ่าน Facebook Live เพจ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร CSCD - PSU Pattani
 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิยาลัยราชภัฏยะลา เป็นประธานเปิดกิจกรรม OPEN HOUSE โรงเรียนสาธิต สู่ความเป็นต้นกล้าสันติภาพ โดยความร่วมมือของหลักสูตรคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยกัลยาณมิตรในพื้นที่  

ผศ.ดร.จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ อาจารย์หลักสูตรปฐมวัย คณะครุศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาต้นแบบนโยบายการศึกษาบนฐานกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการวิจัยย่อยที่ 3 ภายใต้ชุดโครงการวิจัย "การพัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สันติภาพ และยุติธรรม เพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี เป็นหัวหน้าชุดโครงการวิจัย นับเป็นการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในความร่วมมือระหว่างสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ภายในงานประกอบด้วยการแสดงความสามารถของนักเรียน เช่น การแสดงรักกันไว้เถิด ระบำตารีกีปัส การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การมอบเกียรติบัตรให้กับหนูน้อยนักสันติภาพ โดยคัดเลือกจากเด็กนักเรียนที่ให้ความร่วมมือเข้าเรียนออนไลน์ และมอบเกียรติบัตรให้คุณครู ตลอดจนมีการเสวนาหัวข้อ สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเริ่มที่เด็กปฐมวัย โดยงานดังกล่าวนี้ถือเป็นการปิดโครงการย่อยที่ 3 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.พระโสภณ ธรรมมุนี เจ้าอาวาสวัดนิโรธสังฆาราม หนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนาได้กล่าวถึงเรื่องราวการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายว่า ครูเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคนจากที่ไม่รู้ให้รู้ มองการณ์ไกล  เป็นแบบอย่างให้กับเด็ก  ให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม รักตัวเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี มองในเรื่องของคำนิยาม “สันติภาพ” จากโครงการและนิทานที่ทุกคนที่รับชมไป จะเห็นได้ว่า นิทานแสดงให้เห็นว่าสันติภาพคือ การรักกัน ไม่เกลียดกันในความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสัตว์-สัตว์ สัตว์-คน ทั้งหมดเริ่มจากจิตใจที่สงบสุข รักผู้อื่น เห็นอกเห็นใจกัน

โดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ กล่าวเสริมว่า การเห็นอกเห็นใจกัน คือการเห็นคนอื่นสำคัญพอๆ กับที่เห็นตัวเอง เห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน จากนิทานจะเห็นว่าการเจอกันครั้งแรกยังไม่คุ้นเคยกัน ไม่รู้จักกัน พอได้ทำความรู้จักก็จะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน จากโครงการนี้จะเห็นในมุมที่เด็กมีสมาธิ และกล้าแสดงออก ซึ่งไม่ใช่สันติภาพในมุมของความเป็นวิชาการหรือเป็นเรื่องการเมืองอย่างที่มองๆกัน แต่เป็นในมุมของ Peaceful mind  เป็นสันติภาพจากภายในจิตใจที่เริ่มจากเด็ก

ส่วน ผศ.ดร.จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ มองว่าโครงการนี้ในสถานการณ์โควิด สำเร็จได้เพราะมีผู้ปกครองและผู้บริหารให้ความช่วยเหลือ โดยหากโรงเรียนสามารถนำไปต่อยอดได้ก็จะเป็นความสำเร็จสูงสุดของโครงการนี้

ผศ.ดร.กฤษฎา กุณฑล จากคณะครุศาสตร์ ชื่นชมในการทำงานของ ผศ.ดร..จิรภรณ์ และผู้บริหารโรงเรียนที่ยอมรับแนวคิดนี้เพื่อทดลองใช้ในโรงเรียนของตัวเอง และคุณครูที่ทุ่มเทเวลาและตั้งใจทำการเรียนการสอน ผลิตสื่อการสอนในสถานการณ์แบบนี้

ทางด้าน รศ.ดร.ศิษฎ์ธวัช มั่นเศรษฐวิทย์ จากคณะวิทยาการจัดการ และนักวิจัยร่วมในโครงการวิจัย กล่าวถึงตนเองที่ทำงานในสายของการจัดการ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าจะเกิดสันติภาพในเด็กได้อย่างไร จนกระทั่งมาเห็นกิจกรรมที่ทำเด็กเกิดสันติภาพในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การออกกำลังกาย การแบ่งปัน ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก

ผศ.ดร.มูหัมมัดตอลาล แกมะ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎยะลา เชื่อว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาย แต่ก่อนจะมีสันติภาพเราต้องมีสันติสุขก่อน เพื่อจะได้เป็นสันติภาพที่ยั่งยืน คือ ต้องมีความสุขก่อน  ความสุขจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ด้าน อ.อรวรรณ เรืองหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเบตง มองว่าการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ โครงการนี้สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ สอนให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย เข้าใจบริบทพื้นที่/ศาสนา อยากให้มีการต่อยอดหลักสูตรในหลักสูตรแกนกลาง

อ.วรัญญา เฟื่องฟูขจร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลปาดังเบซาร์ กล่าวว่า โครงการนี้เห็นถึงการที่ครูเป็นแบบอย่าง สร้างความสุขให้ตัวเองผ่านการสอน แล้วเด็กจะเห็นเอง และขอรูปแบบการเรียนการสอนอันนี้ไปใช้ คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นระหว่างครูกับครู ครูกับผู้ปกครอง ครูกับเด็ก การรู้จักตัวตนของเรา รู้ถึงความแตกต่างและการยอมรับ โดยอยากให้โครงการนี้มีการต่อยอดในระดับมัธยม/อุดมศึกษา

อ.สาวิตรี แก้วจินดา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะแลหนัง กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้เห็นว่าเด็กเข้าใจตนเองมากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของความแตกต่าง อยู่ร่วมกับเพื่อนในห้องเรียน ครูในโรงเรียน และผู้ปกครองได้

อ.มารีน่า สะนี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านศรีท่าน้ำ มองว่าโครงการนี้ทำให้เห็นการมีส่วนร่วมระหว่างครูกับผู้ปกครอง เห็นความมุ่งมั่นในการผลิตสื่อ/หลักสูตรของโครงการ

ด้านตัวแทนผู้ปกครอง มองถึงเรื่องประโยชน์จากโครงการ/หลักสูตรนี้ในหลายๆ ด้าน เช่น มีการสอนเรื่องการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง เป็นการปูพื้นฐาน หรือการที่เด็กรู้จักการจัดการอารมณ์ตนเอง มีเหตุผล รู้จักคุณค่าของตนเองและผู้อื่น เรียนรู้และต่อยอดการเรียนรู้ รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อออกไปข้างนอกในสถานการณ์โควิดไม่ว่าจะเป็นการล้างมือหรือสวมแมสก์ตลอดเวลา การรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยผู้ปกครองได้ชื่นชมครูผู้สอนที่สามารถทำกิจกรรมได้ครบ ในส่วนของข้อจำกัดก็พบบ้าง อาทิ สัญญาณโทรศัพท์ที่ไม่ค่อยดี ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาเรียนกับลูก อาจทำให้ลูกเล่นเกมส์แทนที่จะตั้งใจเรียน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี กล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการวิจัยดังกล่าวนี้ว่าถือเป็นการปูพื้นฐานให้กับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เกิดสันติภาพ เป็นการสร้างงานเพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 65 งานวิจัยและงานบัณฑิตศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมคลินิกวิจัยสัญจร ครั้งที่ 1 โดยมีนักศึกษาสาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา รหัส 60-63 เข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้เข้าร่วมให้คำปรึกษา คำแนะนำในการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา โดยการแบ่งกลุ่มย่อยให้คำปรึกษา ณ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้  ม.อ.ปัตตานี

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) อ.เบตง จ.ยะลา โครงการวิจัยพัฒนาต้นแบบนโยบายกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ชุดโครงการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สันติภาพ และยุติธรรม เพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้จัดกิจกรรมการมอบเกียรติบัตรแด่โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) ที่ได้รับการรับรองให้เป็นหน่วยปฏิบัติการวิจัยต้นแบบ นำหลักสูตรสันติศึกษาระดับปฐมวัยและรูปแบบ PEACE ไปใช้กับเด็กปฐมวัย ได้ประสบผลสำเร็จในระดับ “ดีเยี่ยม” พร้อมด้วยรางวัลครูปฐมวัยนักสันติภาพต้นแบบ ได้แก่ คุณอัสมา แมเราะ และคุณลัดดา ดือราแม นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีการแสดงความสามารถของนักเรียน และมีการจัดนิทรรศการสันติภาพผลงานจากนักเรียนปฐมวัย โดยมี รองนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนคุณครู ตัวแทนผู้ปกครอง นักเรียนในระดับปฐมวัยเข้าร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี หัวหน้าชุดโครงการวิจัยฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการวิจัยดังกล่าวนี้ โดยถือว่าโครงการวิจัยเป็นการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างยั่งยืน โครงการวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย โดยที่มาที่ไป ตนเองเคยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของหัวหน้าโครงการวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอก ซึ่งเมื่อ ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ ได้ต่อยอดมาเป็นโครงการวิจัย ตนเองก็ได้คลุกคลีกับงานพัฒนาสันติภาพ/สันติสุขในแง่ของงานปฐมศึกษาและสันติศึกษา ถือเป็นก้าวใหม่ของการสร้างสันติภาพในเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร. จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการวิจัยเริ่มจากที่ตนเองตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านกระบวนการด้านการศึกษา โดยเริ่มที่เด็กปฐมวัย ซึ่งเราจะไม่พูดเรื่องสงครามกับเด็ก ทว่าจะเน้นสันติภาพที่เกิดขึ้นได้จริง ประเมิน 5 ด้าน การมีสมาธิ การอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย (สังคมพหุวัฒนธรรม) อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงชีวิตในวิถีชีวิตใหม่ (new normal) การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

รศ.ดร.ศิษฎ์ธวัช มั่นเศรษฐวิทย์ นักวิจัยร่วมในโครงการวิจัย กล่าวว่า ความพร้อมของโรงเรียนอนุบาลเบตง เริ่มต้นจากผู้บริหารให้การสนับสนุนโครงการ คณะครูทุ่มเทเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสอนออนไลน์ ผู้ปกครองให้คำแนะนำ/เรียนรู้ไปกับลูก เริ่มต้นจากสันติภาพในตัวเอง การฝึกสมาธิ จิตสาธารณะ ช่วยเหลือครอบครัว สันติภาพต่อสังคม ช่วยเหลืองานสังคม สิ่งแวดล้อม การเก็บขยะ

ด้าน อ.อรวรรณ  เรืองหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเบตง กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนในสถานศึกษานั้น หัวใจสำคัญคือผู้ปกครอง คุณครู เด็กๆ  เริ่มด้วยประขุมบุคลากร ผู้ปกครอง ศึกษางานวิจัย ต้องดำเนินการอย่างไร วิเคราะห์ปัจจัยภายใน-ภายนอก เชิญบุคลากรสำนักงานเขต สร้างวิสัยทัศน์ พันธกิจ ในการขับเคลื่อนงานนี้ ทำ MOU คิดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ 7 หน่วย (7 กิจกรรม) วิเคราะห์การเรียนการสอน (ปัญหา และการแก้ไข) บ้านเป็นหัวใจสำคัญสุดในการขับเคลื่อนหลักสูตรในวิถีใหม่ ร่วมคิดในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมทำ (ครู ผู้ปกครอง) ร่วมกันแก้ปัญหา (ระดมความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา) เสริมทักษะชีวิต สร้างนวัตกรรมสื่อร่วมกัน และตอบยุทธศาสตร์ชาติ

คุณขนิษฐา ลีเมาะ ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ได้ให้ความคิดเห็นในการนำหลักสูตรสันติศึกษามาพัฒนาเด็ก ว่าเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ช่วงโควิดเรียนออนไลนที่บ้าน แจ้งความจำนงค์ขอเข้าร่วมหลักสูตร ทำให้ครู ผู้ปกครองเด็ก มีปฏิสัมพันธ์ เหมาะกับสังคมพหุวัฒนธรรม การทำชิ้นงานช่วยกันทำทั้งครอบครัว เช่น ชิ้นงานใบไม้ร่วงหล่น ช่วยกันเก็บใบไม้ ช่วยกันคิด/ประดิษฐ์ ภูมิใจที่มีโอกาสเป็นผู้ช่วยคุณครู โดยก่อนหน้านี้ ลูกจะซนมากๆ แต่กิจกรรมทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ มีกิจกรรมทำ เช่น การทำสมาธิ การทำชิ้นงาน

ด้าน คุณสุชาติ เอกประชา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลาเขต 3 กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือของโรงเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การใช้พื้นที่เป็นฐาน การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานคนเดียว การขับเคลื่อนโดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นเครือข่าย การใช้สื่อออนไลน์ ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ครู

ส่วนครูพิชญา พิทยาเกษม กล่าวในมุมมองของผู้ปฏิบัติในการเอาหลักสูตรไปใช้ในการเรียนการสอน โดยได้ขอบคุณผู้ปกครอง ที่ช่วยในเรื่องการสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ตลอดจนผู้ปกครองที่คอยสนับสนุนส่งเสริมการนำไปปฏิบัติ ถ่ายคลิปพูดถึงความประทับใจต่อผลงานตัวเอง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอเชิญรับชมวิดีโอบันทึกกิจกรรม Virtual U.S. Speaker Program ภายใต้โครงการ IPS Special Lecture Series on Peace and Conflict Issues หัวข้อ "The Challenges of Peace and Conflict Situation in Thailand and Southeast Asia" เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 65 ระหว่างเวลา 20.00 – 21.30 น.

โดย Professor John Paul Lederach จาก Kroc Institute for International Peace Studies, University of Notre Dame นักปฏิบัติและนักวิชาการคนสำคัญระดับโลกด้านการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) และการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง (Conflict Transformation)

รับชมได้ที่

Full Version - https://www.youtube.com/watch?v=8dK9y85OqlU

Thai Version - https://www.youtube.com/watch?v=8vQtSnErfiQ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดการประชุมวิจัยเชิงปฏิบัติติการ:การยกระดับความก้าวหน้าวาระผู้หญิง สันติภาพและความมั่นคง (Advancing Thailand Women, Peace and Security (WPS) Agenda) ครั้งที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และการสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในมิติผู้หญิงและเพศสภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมการยกระดับในการจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับประเทศให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้มาตรการและแนวปฏิบัติด้านสตรีกับการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง 1325 แห่งสหประชาชาติ โดยจัดประชุมในรูปแบบการประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom Application

โดยการประชุมวิจัยเชิงปฏิบัติติการ:การยกระดับความก้าวหน้าวาระผู้หญิง สันติภาพและความมั่นคง (Advancing Thailand Women, Peace and Security (WPS) Agenda) ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 และครั้งที่ 3 จะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom Application เช่นเดียวกัน

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

Peace Survey ชายแดนใต้ไม่เห็นด้วยงดละหมาดในมัสยิดช่วงโควิด พร้อมร้องขอการกระจายอำนาจการปกครอง มองไม่เห็นความก้าวหน้าของการพูดคุยสันติสุข แต่ยังหนุนและหวังว่าความรุนแรงชายแดนใต้จะคลี่คลายในเร็ววัน

 

ผลสำรวจ Peace Survey ชายแดนใต้ในสถานการณ์โควิด รัฐบาลได้คะแนนผ่านเพียงครึ่ง ขณะที่ผลสำรวจยืนยันประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวังต่อสันติภาพและสนับสนุนให้มีการพูดคุยสันติสุข แม้ความเป็นจริงยังไม่เห็นความก้าวหน้า นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น อีกทั้งให้มีพื้นที่ปลอดภัย หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งถามหาบทบาทสร้างสันติภาพของส.ว.และส.ส.ทั้งในพื้นที่และระดับชาติ ขณะเดียวกัน ไม่เห็นด้วยกับมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยการงดละหมาดมัสยิด ปิดตลาด ปิดการขนส่ง

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ที่ห้องประชุมรูสะมิแล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับเครือข่ายวิชาการ Peace Survey 24 องค์กรวิชาการและภาคประชาสังคม ร่วมจัดงานแถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,391 ตัวอย่าง ที่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ระหว่างวันที่ 16 เมษายน – 30 กรกฎาคม 2564

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิจัยอาวุโส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะหัวหน้าโครงการ ร่วมกับพลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และองค์กรสมาชิกเครือข่าย ได้ร่วมกัน นำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ หรือ Peace Survey ดังกล่าว โดยระบุเป้าหมายที่สำคัญของการสำรวจว่า นอกจากเพื่อรับทราบข้อคิดเห็นของกลุ่มประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการแล้ว ยังมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนกระบวนสันติภาพได้มีข้อมูลทางวิชาการที่มาจากประชาชนเพื่อประกอบการตัดสินใจและการดำเนินการสร้างสันติภาพต่อไปด้วย

สำหรับผลการสำรวจที่สำคัญในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาของการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ประชาชนกลุ่มตัวอย่างได้แสดงความคิดเห็นต่อมาตรการจัดการโควิด-19 ของรัฐบาล โดยส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 63.5 ไม่เห็นด้วยที่มีการสั่งงดละหมาดในมัสยิด ร้อยละ 56.1 ไม่เห็นด้วยให้มีการปิดตลาด ร้อยละ 53.9 ไม่เห็นด้วยให้มีการปิดการขนส่ง ร้อยละ 33.4 ไม่เห็นด้วยกับการเรียนการสอนออนไลน์ และร้อยละ 29.7 ไม่เห็นด้วยกับการปิดโรงเรียนและสถานศึกษา แต่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการให้มีบังคับใช้มาตรการการสวมหน้ากาก การค้นหาและสอบสวนผู้ติดเชื้อเชิงรุก รวมทั้งมาตรการกักตัว 14 วันเพื่อควบคุมโรค

            ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 44.8 ระบุว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม ขณะที่ร้อยละ 32.9 ระบุว่าสถานการณ์ดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 16 ระบุว่าสถานการณ์แย่ลง ขณะที่อีกร้อยละ 6.2 ไม่ตอบหรือตอบไม่รู้

            สำหรับคะแนนความคาดหวังต่อรัฐบาลนั้น ในการสำรวจครั้งนี้ มีค่าความคาดหวังเกินครึ่งหนึ่งและสูงกว่าการสำรวจในที่ผ่านมาเล็กน้อย คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.34 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ในช่วงปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 และการประกาศยุติปฏิบัติการของฝ่ายบีอาร์เอ็นเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2563 อันเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาโรคระบาด

            ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความหวังต่อการเกิดสันติภาพในพื้นที่นั้น ประชาชนกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งคือ ร้อยละ 49.8 มีความหวังและมีความหวังมาก ว่าภายใน 5 ปีจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่คือ
ร้อยละ 63.2 สนับสนุนให้ใช้กระบวนการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งร้อยละ 38.9 ก็มีความเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ากระบวนการพูดคุยจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้

            อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความหวัง ความเชื่อมั่น และสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุข แต่ประชาชนเพียงร้อยละ 30.3 ที่เห็นว่ากระบวนการพูดคุยมีความก้าวหน้า ขณะที่ส่วนใหญ่ระบุว่าไม่มีความก้าวหน้า หรือขอไม่ตอบ และไม่รู้เกี่ยวกับการพูดคุย

            ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง จากผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.9 มีความเห็นว่า การพูดคุยในประเด็นรูปแบบการปกครองนั้นมีความจำเป็นมาก ทั้งนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 27.3 อยากเห็นการปกครองแบบกระจายอำนาจมากขึ้น ด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกันส่วนอื่น ๆ ของประเทศ และมีจำนวนร้อยละ 32.1 ที่ระบุว่า พอรับได้กับรูปแบบการปกครองดังกล่าว ขณะที่รูปแบบที่เป็นการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เขตปกครองพิเศษ มีกลุ่มตัวอย่างต้องการให้เป็นอย่างนั้นและจำเป็นอย่างยิ่ง ร้อยละ 24.4 ส่วนรูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทยนั้น มีเพียงร้อยละ 13.4 เลือกรูปแบบการปกครองแบบนี้ ทั้งนี้ รูปแบบการปกครองประเด็นนี้ มีผู้ระบุว่าขอไม่ตอบและไม่รู้ สูงถึงหนึ่งในสาม คือร้อยละ 35.2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวและความกังวลในการแสดงออกทางความคิดในประเด็นดังกล่าว  

            กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ยังได้เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วนในพื้นที่คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน การไม่ก่อเหตุรุนแรงกับผู้บริสุทธิ์หรือเป้าหมายอ่อน การป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และการยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่

            นอกจากนี้ จากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่า นักการเมืองทั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และนักการเมืองท้องถิ่น แทบไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้เรียกร้องให้กลุ่มเหล่านี้แสดงบทบาทหน้าที่ของตนเองมากขึ้น รวมทั้ง ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ ควรมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ เนื่องจากการแก้ปัญหาพื้นที่นี้ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนไทยทั้งประเทศ

            สำหรับการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Peace Survey นี้ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2559 โดยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการ หน่วยงานอิสระ และองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งในและนอกพื้นที่จำนวน 24 องค์กร มีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนฯ หรือ Peace Survey ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสันติวิธีและธรรมภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม : สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โทร. 081-835-5692

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม 2564 สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษาได้จัดการประชุม หัวข้อ ทิศทางการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับยุทธศาสตร์การวิจัยของประเทศณ ห้องประชุมสถาบันสันติศึกษา และการประชุมออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสถาบันสันติศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสถาบันสันติศึกษา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา ร่วมนำวงพูดคุยแลกเปลี่ยน มีผู้บริหารและคณาจารย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากหลากหลายคณะและหน่วยงานเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยน

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายวิชาการ Peace Survey จัดประชุมออนไลน์เครือข่ายวิชาการ Peace Survey 6 (โครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ Peace Survey ครั้งที่ 6) เพื่อนำผลการศึกษาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์มาร่วมกันอภิปรายเพื่อนำไปสู่การตีพิมพ์เป็นบทความและหนังสือ ตลอดจนร่วมกันวางแผนเพื่อนำไปสู่การเผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะต่อไป