ผลงานตีพิมพ์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📜ชวนอ่านบทความ

---------------------

"ร่วมรำลึกและเรียนรู้จากบิดาแห่งสันติศึกษา"

ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระลึกถึง Johan Vincent Galtung นักสังคมวิทยาที่ได้อุทิศชีวิตให้กับการสร้างสันติภาพทั่วโลก

บทความพิเศษเรื่อง "ต้นแบบสันติภาพและสันติศึกษาในกรอบคิดของ Johan Galtung: ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จะพาคุณไปสำรวจแนวคิดอันลึกซึ้งของ Galtung เกี่ยวกับความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ และวิธีการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

บทความนี้ตีพิมพ์ในวารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา (CPSJ) ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - ธันวาคม 2567) เป็นงานวิชาการที่น่าสนใจและควรค่าแก่การศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจในด้านสันติศึกษา ความขัดแย้ง และการพัฒนาสังคม

อ่านและดาวน์โหลดบทความได้ที่ : https://so07.tci-thaijo.org/.../cpsj.../article/view/A1/3348
-------------------

วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา (CPSJ) เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความพิเศษ และบทแนะนำหนังสือเพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2567)

เปิดรับบทความตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 กันยายน 2567

📌Author's Guideline:
https://so07.tci-thaijo.org/.../cpsj_psu/about/submissions

--------------------

ติดต่อกองบรรณาธิการ:

📨 [email protected]
☎️ 0-7428-9461
🌐 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cpsj_psu/index

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เสียงจากพิพิธภัณฑ์อิสลามในพื้นที่ชายแดนใต้:

การปกป้องอัตลักษณ์มลายูมุสลิมโดยใช้แนวทางสันติวิธี

Voices from the Islamic Museum in the Southern Border Provinces of Thailand:

Safeguarding Melayu Muslim Identity through Nonviolent Means

 

อิมรอน ซาเหาะ[1]

ยาสมิน ซัตตาร์[2]                                       

 

บทคัดย่อ

          บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องการพัฒนาศักยภาพพิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัลกุรอาน จังหวัดนราธิวาสสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายประเด็นพิพิธภัณฑ์อิสลามในพื้นที่ชายแดนใต้กับการปกป้องอัตลักษณ์มลายูมุสลิมโดยใช้แนวทางสันติวิธี งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมสนทนากลุ่ม ผลการศึกษา พบว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้มีองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อิสลามในภูมิภาคนูซันตาราจำนวนมาก การผนวกเอาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อนำมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบพร้อมการนำเอาเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอกสารโบราณ ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการประวัติศาสตร์ในพื้นที่ยังพบไม่มากนัก พิพิธภัณฑ์อิสลามอำเภอยี่งอจึงเป็นความพยายามแรกที่พบในพื้นที่ ที่จะมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยการสนับสนุนพิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัลกุรอานของกรมศิลปากรนับได้ว่าเป็นการส่งเสริมให้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ปกป้องและรักษาอัตลักษณ์ของตนเองโดยใช้แนวทางสันติวิธี ทั้งนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนการปกป้องอัตลักษณ์โดยใช้สันติวิธีในรูปแบบอื่นๆ ด้วย จึงสามารถหนุนเสริมให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคตได้

 

ที่มา การประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 15


[1] สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, [email protected]

[2] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, [email protected]

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

จินตธรรม: บทบาทของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และสื่อเพื่อสันติภาพในชายแดนใต้

 

ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่

สถาบันสันติศึกษา และ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์

คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

          บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทและศักยภาพของนักสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ แก่นสาระ รูปแบบและเนื้อหาสารของสื่อเชิงสร้างสรรค์เพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้ระเบียบวิธีการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย เยาวชน ศิลปิน นักออกแบบ นักสื่อสาร และนักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

          ผลการวิจัยพบว่า ในพื้นที่มีความเคลื่อนไหวด้านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนแปลงผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบที่เกิดกับปัจเจกบุคคลและชุมชนอันเป็นผลมาจากความขัดแย้ง มีการพูดคุยถกเถียงและแสวงหาความร่วมมือในการลดผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้ง และเพิ่มศักยภาพของบุคคลให้เติบโตทั้งทางกายภาพ อารมณ์ ทัศนคติต่อความขัดแย้งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในกระบวนการสร้างสันติภาพ มีการใช้การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ในการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ห่างเหินและสร้างความหวังในอนาคตร่วมกัน ใช้การสื่อสารเพื่อย้ำให้คนในสังคมตระหนักว่า เสรีภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่หา การยอมรับ อัตลักษณ์และการเคารพในความแตกต่างเป็นสิ่งที่สังคมสามารถสร้างได้จริง

ในการสร้างสันติภาพ อย่างไรก็ตาม จินตนาการและการสร้างสรรค์ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงโครงสร้างอำนาจซึ่งกลายเป็นปัจจัยกำหนดบทบาทของประชาชนในกระบวนการสร้างสันติภาพ

          ข้อเสนอจากงานวิจัยนี้คือ สันติภาพชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมส่งเสริมการเปิดพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์และพื้นที่ของเสรีภาพในการแสดงออก การให้โอกาสให้ผู้คนในพื้นที่ได้คิดและออกแบบอนาคตของตนเองด้วยความสร้างสรรค์ การหนุนเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพ และสนับสนุนกิจกรรมและแนวทางการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ให้เติบโตและเบ่งบาน

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

พื้นที่แห่งการเรียนรู้...พื้นที่ของสันติภาพ

** รายงานประจำปี 2564-2565 สถาบันสันติศึกษา ม.อ. **

พบกับเรื่องราวการทำงานเพื่อขับเคลื่อนงานด้านสันติศึกษา ผ่านกิจกรรม โครงการ และงานวิจัยมากมาย

** อ่านฉบับเต็มออนไลน์ได้ที่:**
https://link.psu.th/5Eyjd

** สแกน QR-code ในภาพ**

#พื้นที่ของสันติภาพ #สันติศึกษา #มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
👇
👇
ติดตามข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Institute for Peace Studies : สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ CSCD - PSU Pattani

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ชายแดนใต้/ปาตานีกับการเลือกตั้ง 2566: อัตลักษณ์ เงินตรา และการเปลี่ยนผ่าน?

โดย อิมรอน ซาเหาะ

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่ปรากฏในระหว่างการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ของพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในระดับชาติโดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของพรรคก้าวไกลในฐานะผู้ที่ได้รับที่นั่งในสภามากที่สุด แม้ว่ากระแสของพรรคก้าวไกลอาจจะไม่สามารถไปสู่พื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีจนมีผู้สมัครได้รับเลือกเข้าสภา แต่พบปรากฏการณ์และพลวัตที่สำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีในห้วงการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยที่พบว่า มีประเด็นสำคัญเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี ประกอบด้วย อัตลักษณ์ของผู้คนชายแดนใต้/ปาตานีกับการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมุสลิม ความเป็นมลายู ความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงการพบว่าข้อถกเถียงว่าด้วยความสำคัญของเงินกับการเป็นผู้สมัครในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี ก็ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญ และพบว่ามีข้อสังเกตความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนของผู้ที่เคยทำงานในหน่วยงานภาคประชาสังคมในการเมืองเพิ่มขึ้น การเกิดขึ้นของพรรคเป็นธรรม รวมไปถึงการเห็นรูปแบบการหาเสียงที่เน้นนำเสนอนโยบายในเวทีดีเบตต่างๆ

ที่มา วารสารวาระการเมืองและสังคม (JPSA) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ทัศนะต่อการพูดคุยสันติภาพของชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้: ผลสำรวจจากโครงการ Peace Survey

โดย ฟารีดา ปันจอร์

กระบวนการสันติภาพเป็นกระบวนการทางสังคมและการเมืองในพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างอย่างเปิดเผย โดยประสบการณ์ความขัดแย้งในทุกที่ทุกแห่งในโลกชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนจากประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืน การใช้เครื่องมือแบบสำรวจความคิดเห็น หรือที่เรียกว่า Peace Poll หรือ Peace Survey ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยให้ได้มาซึ่งเสียงความต้องการของประชาชนด้วยกระบวนการที่น่าเชื่อถือได้ในทางวิชาการ  การสำรวจครั้งนี้จัดทำโดยองค์กรวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนใต้กว่า 24 องค์กร ซึ่งดำเนินการเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2564 โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากการใช้แบบสอบถาม จำนวน 1,391 ตัวอย่าง ที่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย  ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จำนวน 1,029 คน (ร้อยละ 78.5) และผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ จำนวน 281 คน (ร้อยละ 21.4) นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสันติภาพ จำนวน 80 คน จากผลสำรวจชาวพบว่ามลายูมุสลิมส่วนกว่า  828 คน (ร้อยละ 63.2) สนับสนุนการพูดคุย/เจรจาฯ แต่มีข้อสังเกตว่าแม้ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข ว่ายังคงเป็นกระบวนการหลักในการแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านกระบวนการสันติภาพมาอย่างยาวนานให้ความเห็นว่า แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะยังคงสนับสนุนกระบวนการพูดคุยในฐานะวิธีการ แต่ยังคงมีความไม่เชื่อมั่นด้วยเหตุผลต่างๆ เนื่องจากการการพูดคุยสันติภาพในปัจจุบันไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีการสื่อสารต่อประชาชนมากพอ  นอกจากนี้วิธีการการทำงานในฝ่ายของเจ้าหน้าที่รัฐเองที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งการขาดองค์กรหลักในการหนุนเสริมการพูดคุยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความไม่จริงจังของรัฐมากพอในการดำเนินการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ 

 

ที่มา เอกสารประกอบ งานประชุมวิชาการมุสลิมศึกษาระดับชาติครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านของสังคมมุสลิมในสังคมไทย ในรอบ 100 ปี”

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความวิจัยพิเศษ

สองทศวรรษแห่งความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานีมุมมองเหตุการณ์ ประเด็นความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน

โดย ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ

สถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่ถ้านับเหตุการณ์ในยุคสมัยปัจจุบันเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม  2566 ที่ผ่านมา นับเป็นเวลา 20 ปีเต็มแล้ว ในระหว่างห้วงเวลาที่ผ่านมาเหตุการณ์แปรผันไปหลายอย่างโดยที่เหตุการณ์ความขัดแย้งยังไม่ยุติลงเลย ณ บัดนี้ นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเหตุการณ์ที่กินเวลายาวนานที่สุดในประเทศไทยแม้จะเปรียบเทียบได้กับสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาลไทยซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าวก็ใช้เวลาถึง 18 ปี ในระหว่าง 2508-2526 กว่าจะสิ้นสุดลง แต่เหตุการณ์ภาคใต้ใช้เวลานานกว่าและยังถือว่าไม่ยุติลงแม้จะมีความริเริ่มกระบวนการสันติภาพแล้ว

บทความนี้เป็นการสรุปและวิเคราะห์ปัญหาที่สำคัญในเรื่องเหตุการณ์ในพื้นที่ในรอบ 20 ปีซึ่งเนื้อหาจะรวมถึงกระบวนการสันติภาพและประเด็นในเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสร้างสันติภาพในภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายู และความห่างทางสังคมของคนรุ่นใหม่ในปัตตานี

โดย

ธนัญกรณ์ หิรัญญ์ไพสิฐกุล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มะรอนิง สาแลมิง คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

          งานวิจัยนี้ค้นหาแนวทางสร้างสันติจากความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูกับความห่างทางสังคมของคนรุ่นใหม่ในปัตตานี จากการบ่มเพาะทางสังคม เพศ และศาสนาที่ต่างกัน ศึกษากับนักศึกษามหาวิทยาลัยในปัตตานี จำนวน 320 ราย ใช้แบบประเมินค่าภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายู (α = 0.820) กับแบบสอบถามวัดความห่างทางสังคมของโบกาดัส (α = 0.927) วิเคราะห์ความแตกต่างและความสัมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า 1) การบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็งแกร่ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าการบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียนรัฐ 2) ศาสนาอิสลามมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าศาสนาพุทธ 3) เพศหญิงมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าเพศชาย และ 4) ภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความห่างทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 4 กรณี ประจักษ์ถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ต่างกันในพื้นที่จากการบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียน ศาสนา และเพศที่ต่างกัน

          ในการสร้างสันติภาพคือหลีกเลี่ยงเจตคติเชิงลบที่คนมลายูรู้สึกถูกกลืนกลายให้เป็นพหุวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว เป็นวัฒนธรรมไทยเชิงเดี่ยวจากรัฐ และสังคมมลายูมุสลิมควรปรับลดระดับภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูลงในระดับที่เป็นกลางผ่านการบ่มเพาะทางศาสนาอิสลาม

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่วิถีทางการเมืองของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานีกับความท้าทายของการต่อสู้ในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทย

โดย

อิมรอน ซาเหาะ  สถานวิจัยความขัดแย้งฯ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    

                  

บทคัดย่อ

          บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่การใช้แนวทางทางการเมืองของกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่ชายแดนใต้” ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายประเด็นการแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่การใช้แนวทางทางการเมืองของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานีกับความท้าทายของการต่อสู้ในระบบการเมืองการเลือกตั้งของประเทศไทย งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN โดยใช้ตลอดจนเทคนิคการวิจัยแบบศึกษาประวัติชีวิต (Life History) ผลการศึกษาพบว่าการยุติการใช้ความรุนแรงของอดีตนักรบพบว่าในกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจากการใช้ความรุนแรงสู่การไม่ใช้ความรุนแรงจำเป็นต้องมองทั้งในระดับบุคคลและความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมและเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ มีข้อท้าทายหลายประการที่ทำให้การแปรเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างไม่สามารถก้าวไปได้มากนัก โดยเฉพาะแนวทางที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลไทยที่มีต่อกระบวนการพูดคุยและแนวทางจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นแนวทางทางการทหารเป็นหลัก รวมถึงความไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มองค์กรที่ต่อสู้กลุ่มต่างๆ นอกจากนี้การแปรเปลี่ยนมาต่อสู้ในพื้นที่ทางการเมืองของอดีตนักรบในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยในปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับข้อท้าทายหลากหลายประการทั้งพื้นที่การเมืองในระดับท้องถิ่นตลอดจนการเมืองในระดับชาติ

 

ที่มา เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 24 (KPI Congress) ความท้าทายของความมั่นคงใหม่กับประชาธิปไตย