จังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ผ่านมา องค์การเยาวชนเมืองสาย (PerSAI) ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดปัตตานี ได้จัดกิจกรรมการแสดงวิสัยทัศน์นโยบายพรรคการเมืองของผู้สมัคร สส. เขต 4 ปัตตานี (อ.สายบุรี, อ.ไม้แก่น, อ.กะพ้อ, อ.ปะนาเระ) สนับสนุนโดย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว ณ Port City Street Walks ตลาดเมืองท่าบ้านใต้ (ตรงข้ามปั้ม ปตท.) ต.ตะลุบัน สายบุรี ปัตตานี

โดยเวทีประชันวิสัยทัศน์ ผู้สมัคร สส. เขต 4 ปัตตานี ประกอบไปด้วย ผู้สมัคร สส. ดังนี้

เบอร์ 1 นายโมฮำมัดรอฮมัด มามุ พรรคประชาชน

เบอร์ 3 ว่าที่ร้อยตรี โมฮามัดยาสรี ยูซง พรรคประชาธิปัตย์

เบอร์ 4 นายไซนุงดิง ยูโซะ พรรคพลวัต

เบอร์ 6 นายอาหมัดบูรฮัน ติพอง พรรคเพื่อไทย

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.นายือมิง มาหามะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี และ อิมรอน ซาเหาะ CSCD ม.อ.ปัตตานี

กล่าวเปิดงานโดย ผศ.ดร.สุทธิศักดิ ดือเระ ประธานศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดปัตตานี

โดยก่อนเริ่มประชันวิสัยทัศน์ มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อิสลามกับการเมือง: ธรรมาภิบาลการเมืองและการเลือกตั้งที่ปราศจากการทุจริต” โดย ผศ.ดร.มะกือตา หะยีแวสอเหาะ

ทั้งนี้ ช่วงเย็มยังมีวงเสวนาวิชาการ หัวข้อ รัฐธรรมนูญไทยกับอนาคตปาตานี  วิทยากรโดย ฟาเดล หะยียามา, อาเต็ฟ โซ๊ะโก และ ซอฮาบูดิน เลาะยะพา  ดำเนินรายการโดย อารีฟีน โสะ

กล่าวปิดงานโดย สุไลมาน ดือราโอะ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชูเกียรติ ปิติเจริญกิจ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การลงรหัสข้อมูลแบบสอบถามด้วยโปรแกรม Epidata” ให้แก่กลุ่มนักวิจัยเครือข่ายคนพิการในจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีคุณซีตีรอปีอะห์ มามะมา จากศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) เป็นวิทยากร

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนใต้” โดยมีคณะวิจัยประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ และอาจารย์ฟารีดาปันจอร์ ทั้งนี้ การอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่คนพิการชายแดนใต้ในด้านการลงรหัสข้อมูลและการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแบบสอบถาม ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงสถิติต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา Prof.Dr.Nazir Mohamed Ayyad ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนาอิสลามแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เดินทางเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเอกอัครราชทูตไทย ประจำเมืองไคโร ประเทศอียิปต์ ร่วมคณะ ซึ่งจุดแรกลงพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พบปะผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักศึกษา และขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Wasatiyyah (Moderation) in a Diverse Society” ทางสายกลางในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจต่อหลักการอิสลามสายกลางและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม 

ซึ่งก่อนการกล่าวปาฐกถาได้มีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ของนักศึกษาสาขาการสอนอิสลาม ชั้นปี 3 คณะวิทยาการอิสลาม โดยมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ  กว่า 400 คน ร่วมให้การต้อนรับ ณ คณะวิทยาการอิสลาม

จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการส่งเสริมศักยภาพสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างประเทศและเพิ่มพลังผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ ณ สำนักงานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และศูนย์เสริมสร้างศักยภาพสตรีและการเรียนรู้ (Women's Empowerment and Learning Center) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.สงขลานครินทร์ โดยมี นายอิมรอน ซาเหาะ บุคลากรประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ ร่วมให้การต้อนรับและพูดคุยแลกเปลี่ยน

Prof.Dr.Nazir Mohamed Ayyad  ได้ชื่นชมศูนย์แห่งนี้ที่ถึงแม้จะพึ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นานแต่มีการพัฒนาและเติบโตได้อย่างดีเยี่ยม มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นหลายด้าน โดยมีการขับเคลื่อนงานร่วมกันของแกนนำผู้หญิงจากองค์กรประชาสังคมที่ได้นำหลักคิดที่แตกต่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ชี้ให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของผู้หญิงชายแดนใต้ เป็นการนำความเป็นมนุษย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง ทั้งนี้อยากให้มีการยกระดับคุณค่าของผู้หญิง และนำบทบาทของผู้หญิงมาพัฒนาสังคม พร้อมทั้งรักษาสมดุลสิทธิของผู้หญิงต่อไป

นอกจากนี้ Prof.Dr.Nazir Mohamed Ayyad ได้เดินทางไปเยี่ยมชมมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี และพบปะผู้นำศาสนา ตลอดจนเยาวชนและศิษย์เก่าประเทศอียิปต์ ซึ่งได้กล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจที่ท่าน Prof.Dr.Nazir Mohamed Ayyad ได้เดินทางมาพบ นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก ต้องขอบคุณทางหน่วยงานภาครัฐที่ได้ดำเนินการกิจกรรมดีๆ แบบนี้ จากนั้นคณะฯ ได้ร่วมกันละหมาดมัฆริบ (มักริบ) พร้อมเพรียงกันด้วย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้จัดวงสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้โครงการบรรยายสาธารณะ เรื่อง ถอดบทเรียนเส้นทางร่าง พรบ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กับนัยยะสำคัญต่อพื้นที่ชายแดนใต้

ณ สำนักงานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ชั้น 1 อาคาร 51 B ห้อง We Center พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดยมีวิทยากร 2 ท่าน จาก คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร คือ คุณอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และคุณจตุรนต์ เอี่ยมโสภา รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี

ดำเนินรายการโดย คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์/ประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

กล่าวต้อนรับโดย ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และกล่าวเปิดงานโดย คุณลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ประเด็นสำคัญของงานเสวนาในครั้งนี้ คือ ความเป็นมาและความสำคัญของ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลาย และวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งยังเป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อให้ความสำคัญกับการดำรงอยู่ของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษา และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยกระบวนการร่าง พ.ร.บ. มีการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรต่างๆ

กระบวนการร่างและบทเรียนที่ได้ คือ การผลักดันกฎหมายลักษณะนี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองและโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างการรับรู้ในสังคมวงกว้าง ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นกฎหมายเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “กฎหมายเพื่อความเสมอภาคและอยู่ร่วมกัน” มีบทเรียนจากการทำงานเชิงเครือข่ายระหว่างภาควิชาการ องค์กรประชาสังคม และกลุ่มชาติพันธุ์เอง

ส่วนนัยยะต่อพื้นที่ชายแดนใต้นั้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่ง พ.ร.บ. นี้จะช่วยสร้างความมั่นใจว่ารัฐจะเคารพสิทธิในการดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ เช่น ภาษา การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่น อีกทั้งยังสามารถลดความรู้สึก “ถูกกดทับ” หรือ “ถูกทำให้เป็นชายขอบ” ของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ ที่สำคัญยังสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผ่านการยอมรับความหลากหลาย

ทั้งนี้ ความท้าทายและก้าวต่อไป คือ ความเข้าใจและการยอมรับของสังคมวงกว้าง ตลอดจนกลไกในการทำให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียง “ตัวหนังสือ” สิ่งที่สำคัญก็คือการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และชุมชนชาติพันธุ์

งานเสวนานี้มุ่งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของชนกลุ่มน้อย แต่เป็นเรื่องของ สิทธิ ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่มีความหลากหลายสูง

รับชมวงสนทนาย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📣 สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้โครงการบรรยายสาธารณะ เรื่อง ถอดบทเรียนเส้นทางร่าง พรบ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กับนัยยะสำคัญต่อพื้นที่ชายแดนใต้

👤วิทยากรโดย คุณอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

👤ดำเนินรายการโดย คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

📌 ในเสาร์วันที่ 23 สิงหาคม 2568 🕙 เวลา 13:00-15:00 น. 🏢 ณ สำนักงานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ห้อง We Center คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ( ตรงข้ามมัสยิด ม.อ.ปัตตานี ) 🩷 สนใจสแกน QRCode เพื่อลงทะเบียนล่วงหน้า

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

44 องค์กรภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมจัดมหกรรมสันติภาพฯ เรียกร้องรัฐบาลแสดงเจตจำนงสานต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ณ บักกะห์แลนด์ ฟาร์ม แอนด์ รีสอร์ท ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการ 44 องค์กรเครือข่าย ร่วมกันจัดงานมหกรรมสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ 2568 (Patani Peace Festival 2025) ภายใต้สโลแกน “หนึ่งเดียวเพื่อสันติภาพ” Solidarity for Peace หรือ Bersatu untuk Damai 

โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้เพื่อแสดงพลังร่วมกันนำเสนอทิศทางการสร้างสันติภาพที่ประชาชนต้องการ และให้ภาครัฐบาลได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ นำพากระบวนการสันติภาพนี้ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ทุกฝ่ายมีทางออกในการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในฐานะประธานจัดงานฯ กลาวว่า การจัดงานมหกรรมสันติภาพในครั้งนี้เพื่อทบทวนกระบวนการสันติภาพในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา และค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในการที่จะให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพมีความก้าวหน้า ในขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยไปในทิศทางใด แต่ทว่าภาคประชาสังคมและภาควิชาการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยืนยันว่าประชาชนต้องการสันติภาพ และต้องการให้รัฐบาลสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพสันติสุขในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้

นายแวรอมลี แวบูละ นายกสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา และนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน ในฐานะรองประธานจัดงานฯ และตัวแทนองค์กรเครือข่ายที่ร่วมจัดงานได้ร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า มีความกังวล หลังจากที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศแนวนโยบายทบทวนการบริหารจัดการกับปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รวมถึงประเด็นการพิจารณาตั้งคณะเจรจาเพื่อสันติภาพ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในแนวนโยบายการเจรจาสันติภาพ จึงมีข้อเรียกร้องสำคัญ อาทิ

ขอให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าจะสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

ให้ภาคประชาสังคมได้จัดเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ เพื่อหาทางออกทางการเมือง

ขอให้รัฐบาลและฝ่ายขบวนการตระหนักถึงความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนและผู้บริสุทธิ์ โดยให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและยุติการใช้ความรุนแรง

ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

ขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายสันติภาพตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทย หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทของภาคประชาชนในการหนุนเสริมการสร้างสันติภาพ โดย Cikgu MOHD AZMI BIN ABD HAMID ประธานสภาที่ปรึกษาองค์กรอิสลามแห่งมาเลเซีย (Malaysian Consultative Council of Islamic Organisation : MAPIM) แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวทีวี 3 มาเลเชียประจำประเทศไทย

โดยช่วงบ่ายยังมีวงเสวนา เรื่อง “ทางแพร่งของการสร้างสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี:ถอดบทเรียนสันติภาพสากลหรือสันติภาพแบบไทย (66/23)” วิทยากรโดย

1. ดร.พลเทพ ธนโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

2. ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และอาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

4. ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

5. คุณอาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani

6. คุณตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวทีวี 3 มาเลเชียประจำประเทศไทย

7. คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ รองผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) และคุณตูแวดานียา ตูแวแมแง เลขาธิการสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) 

ทั้งนี้ ช่วงท้ายของมหกรรมสันติภาพมีการขมวดประเด็นว่าด้วยทิศทางขบวนสันติภาพชายภาคประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี โดย คุณจำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาเอกชน ผ่านมุมมองจากคนทำงานพัฒนาที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย

กล่าวปิดงาน โดย คุณอิมรอน ซาเหาะ ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, อุปนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (Gerakan Damai Rakyat : GDR) และประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) สถาบันพระปกเกล้า และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ  เศรษฐมาลินี และนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวรตญา  กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วม ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี

โดยการเสวนาในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา และปาฐกถา หัวข้อ “บทบาท กสม. กับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  ต่อมาเป็นกิจกรรมสันติสนทนา ( Peace Dialogue ) หัวข้อ “บริบทของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

วิทยากรโดย คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ดร.ขดดะรี บินเซ็น ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พันตรีพนมกรณ์ พันพรมมา ผู้แทน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า พันตำรวจโทเสกสันต์ คงคืน ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า คุณดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ธตรฐ สนธิเณร สถาบันพระปกเกล้า ทนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูตะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม คุณละม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้ คุณพงษ์ศักดิ์  พรหมสังข์ ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณอับดุลเลาะ เงาะ ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ดำเนินรายการโดย ดร.อภิญญา ดิสสะมาน สถาบันพระปกเกล้า

ภาคบ่ายเป็นกิจกรรม Justice Discussion หัวข้อ กระบวนการยุติธรรมภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่น

คง และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วิทยากรโดย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พลโทปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า พันตำรวจเอกรังษี มั่นจิตร ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณน้ำแท้ มีบุญสล้าง สำนักงานอัยการสูงสุด (ผ่านระบบสื่อออนไลน์ Zoom Meeting) ทนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม คุณนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ (หลานสาวของพลทหารวิเชียร เผือกสม) คุณอัรฟาน ดอเลาะ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย คุณวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี

ดำเนินรายการโดย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรม Human Rights Circle หัวข้อ “การเยียวยาความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” และกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดพัฒนาและจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกภาคส่วน

วิทยากรโดย  นายแพทย์ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ คุณนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร คุณโซรยา จามจุรี เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ คุณอนันต์ โตงนุแย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา คุณนภัสนันท์ ทรัพย์เจริญ ผู้แทนศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.ฟารีดา ปันจอร์ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ คุณแวกอเดร์ แวโน๊ะ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต.

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์

โดยช่วงท้ายของการสัมมนา นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวสรุปผลการสัมมนา และแนวทางการจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้และเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปิดโครงการ

อนึ่ง โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง 3 ฉบับ การดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และพัฒนากระบวนการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งใด ๆ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง จำนวน 100 คน

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติที่สอดคล้องเหมาะสมกับหลักสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานของรัฐเพื่อนำไปทบทวนแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และเพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและร่วมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ กรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร และสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย” (Mother Tongue-Based Education) ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร และห้องประชุม ชั้น  สำนักงานวิทยาเขตปัตตานี ม.องปัตตานี โดยมีผู้เชี่ยวชาญในหลายหลากสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาระดมความคิดเห็น อาทิ Prof.Joseph Lo Bianco ศาสตราจารย์ด้านภาษา การเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมและการสร้างสันติภาพ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และ Prof. Tejendra Pherali ศาตราจารย์ด้านการศึกษา ความขัดแย้งและสันติภาพจาก University College London

กิจกรรมในวันนี้เกี่ยวเนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ ได้ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้และทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่อง และพบข้อเท็จจริงในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในชายแดนภาคใต้คือภาษามาลายูได้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีหน่วยงานต่าง ๆ ศึกษาต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีจนมีข้อค้นพบว่าทำให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้น

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ทำงานร่วมกับ Summer institute of linguistics-SIL เพื่อนำร่องการใช้ภาษามาลายูในการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีประสบการณ์จัดการศึกษาโดยภาษาแม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกหลายร้อยแห่ง และพบว่าการใช้ภาษาแม่เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นครั้งแรกจะทำให้เด็กสนใจเรียน มีความคิดสร้างสรรค์ และผลการศึกษาดี สอดคล้องกับงานวิจัยของยูเนสโกที่ระบุว่าการสอนภาษาแม่ควบคู่กับภาษาที่สอง (หรือภาษาประชาชาติ) ทำให้การเรียนภาษาที่สองและวิชาอื่น ๆ ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้านักเรียนได้รับการสอนที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ความสามารถในการเรียนรู้จะลดลง จึงทำให้นักวิชาการทั่วโลกถือว่าการกีดกันเด็กจากการศึกษาโดยภาษาแม่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอย่างหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ตัวแทนคณะกรรมาธิการได้เข้าพบนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย นำมาสู่การพูดคุยหารือในประเด็นการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษา เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา และเด็กทุกคนมีสิทธ์เรียนโดยใช้ภาษาแม่เมื่อเข้าเรียนในชั้นเด็กเล็ก จากนั้นเมื่อเรียนในชั้นสูงขึ้นมาเด็กสามารถเลือกเรียนในภาษาราชการที่ตนสนใจได้เอง

กมธ.จึงตั้ง “คณะทํางานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา” ขึ้นมา โดยประธานกรรมาธิการเสนอให้มีการปรึกษาหารือในการจัดทำ Workshop วันนี้ใน 4 ประเด็น ได้แก่

1. การใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพอย่างไร และจะแตกต่างจากการใช้ภาษาประจำชาติอย่างเดียวอย่างที่ทำกันอยู่หรือไม่อย่างไร

2. การสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่ไม่ใช่ภาษาไทย เช่น เด็กชายแดนใต้ที่ใช้ภาษามลายู คือสอนภาษาไทยกับเด็กเหล่านี้แบบเดียวกับที่สอนเด็กในจังหวัดอื่นที่ใช้ภาษาไทยตั้งแต่เกิด 100% อย่างที่ทำกันอยู่นี้เป็นปัญหาหรือไม่

3. จากข้อที่ 2 เราสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่เป็นภาษามลายูด้วยวิธีการที่ผิดใช่หรือไม่

4. การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ต้องทำอย่างไร

“หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคทางภาษาศาสตร์ที่เป็นประเด็นเล็กๆ แต่ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดีเราจะพบว่านี่คือเรื่องใหญ่มากที่เราปล่อยให้ประชากรกว่า 1.8 ล้านคนที่มีภาษาแม่ที่ไม่ใช่ภาษาไทยได้รับการศึกษาจากการเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้ภาษาแม่ ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเขาไม่เข้าใจ เรื่องนี้สำหรับผมถือเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นเรื่องใหญ่ในระดับสากล ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าประเทศไทยเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนและจะทำอย่างไรที่เราจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง” นายจาตุรนต์ กล่าว

ข้อสรุปและข้อค้นพบจากการจัด workshop ครั้งนี้จะนำไปทำเป็นข้อเสนอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายงานของ กมธ. ที่เตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคมนี้

“วันนี้เราจะสนับสนุนให้ใช้ภาษาแม่ในการจัดการเรียนการสอนแต่เมื่อเด็กโตขึ้นมาก็ต้องขยับมาเรียนภาษาประจำชาติ เพราะถึงอย่างไรประชาชนทุกคนก็มีสิทธิ์เข้าถึงภาษาประจำชาติเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศเช่นกัน” ประธาน กมธ. กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ งานประชุมในครั้งนี้ ดำเนินรายงานและกล่าวปิดการประชุมโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องศรีนาฆารา โรงแรมเซาร์เทิร์นปัตตานี สถาบันสันติศึกษา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยฟาฏอนี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคใต้ (สนง.กสม.ภาคใต้) สถาบันพระปกเกล้า สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแนวทางการพัฒนา/หลักสูตรพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติฯ

สำหรับ เป้าหมายที่จัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อหนุนเสริมภาคประชาสังคมให้เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้และเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เชื่อมโยงและส่งเสริมการทำงานอย่างเป็นหุ้นส่วนการทำงาน ร่วมแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นหุ้นส่วน เป็นแนวทางที่เน้นการร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชน อาทิ การใช้และพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน การสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน ตลอดจน การวางกลไกที่เหมาะสม การวางเป้าหมายและแผนงานร่วมกัน ร่วมสื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกัน ด้วยการพัฒนาทักษะ และสร้างองค์ความรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการงบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

โดย รองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้เน้นย้ำการร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนา องค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหนุนเสริมประเด็นการพัฒนาที่สำคัญของพื้นที่ จชต. ที่เป็นแนวทางการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม และพร้อมขยายผลในประเด็นที่เป็นความสนใจของภาคประชาสังคม และ ศอ.บต. ตามหลักคิด“แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ให้สอดคล้องกับ (ร่าง) แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2567 – 2570 ในการขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของ ศอ.บต. ตามมาตรา 9 (10) ตาม พรบ.การบริหารราชการ จชต. ต่อไป