จังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทสรุปผู้บริหาร

 

ชื่อโครงการ (ไทย)        รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด - 19

                 (อังกฤษ)        Approaches and Adaptation of Communication among Deep South’s Youths/Young People in the Physical Community and Online Platforms amidst the Spreading of COVID-19

 

ระยะเวลาวิจัย             12 เดือน เริ่มทำวิจัยตั้งแต่ กันยายน 2563 ถึง  สิงหาคม 2564

 

คณะผู้วิจัย

หัวหน้าโครงการ  ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

                            ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073330810 อีเมล [email protected]                                                                                                                                 

 

ผู้ร่วมวิจัย            ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073349692

อีเมล [email protected]

 

อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทรศัพท์ 073350433

อีเมล [email protected]   

 

ที่ปรึกษา            ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

                          ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000

อีเมล [email protected]

                            

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

ถ.เจริญประดิษฐ์ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000

อีเมล [email protected]

 

 

หน่วยงานหลัก              คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หน่วยงานสนับสนุน       สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

          คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

สรุปโครงการวิจัย         นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ได้เริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2562 กระทั่งถึงต้นปี 2563 กลับมาแพร่ระบาดในระลอกที่ 2 ระลอกที่ 3 ตลอดจนระลอกที่ 4 ในหลายประเทศ ซึ่งปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการคุมการระบาดของโรคนอกจากการกลายพันธุ์แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของการระบาดของโลก ความล่าช้าของข้อมูลการระบาดตลอดจนความล่าช้าในการผลิตและกระจายวัคซีน ภายใต้สถานการณ์นี้เอง พื้นที่ชายแดนใต้ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ในสถานการณ์วิกฤตระหว่างการระบาดในรอบแรก กลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนที่อยู่ในชุมชนบางพื้นที่ได้เริ่มมีบทบาทที่เห็นเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในการเผยแพร่องค์ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนและผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีการเผยแพร่สื่อสารองค์ความรู้ในชุมชนกายภาพที่จับต้องได้ มีลักษณะเป็นชุมชนแบบเดิม และในชุมชนเสมือนจริงบนพื้นที่ออนไลน์ โดยการสื่อสารของกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนเหล่านี้ มุ่งเน้นสื่อสารแนวทางการรับมือและมาตรการการป้องกัน รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลที่อาจมีผู้ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นนั้น

                             จากการสัมภาษณ์และการจัดทำการสนทนากลุ่มของผู้ให้ข้อมูลตัวแทนจากทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่าง รวมถึงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการออนไลน์เพื่อหาคำตอบของงานวิจัยในเรื่องการปรับตัวในการสื่อสารและกลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการสื่อสาร ในชุมชนกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ภายใต้ภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 มีการปรับตัวในการสื่อสารอย่างน่าสนใจในภาวะการระบาดระลอกแรก และมีข้อจำกัดมากขึ้นในการระบาดระลอกต่อๆ มา ทำให้การสื่อสารไม่มากเท่ากับในช่วงการระบาดในระลอกแรก ในขณะที่กลไกการใช้การสื่อสารเชิงรุกในชุมชนกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ของคนรุ่นใหม่/เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ในการหนุนเสริมการทำงานของชุมชนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค อยู่ในระดับชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนเสมือนจริงในพื้นที่ออนไลน์ ที่ได้ดำเนินการจากทั้งหน่วยงานรัฐและจากภาคเอกชน แต่ยังพบว่ามีข้อท้าทายหลายประการที่ปรากฏในระหว่างการสื่อสาร

                             สรุปผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น The Motive , MUSLIMITED หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในบันนังสตา พบว่า รูปแบบการสื่อสารของทั้งสามกลุ่มมีลักษณะเฉพาะปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบของกลุ่มเป้าหมายที่แต่ละกลุ่มต้องการสื่อสารด้วย ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ออนไลน์หรือในชุมชนเชิงกายภาพ โดยรูปแบบการนำเสนอของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มมีสิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับใช้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีการนำเอาภาษามลายูถิ่นมาใช้เพื่อทำให้ผู้รับสารเข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อมากขึ้น รวมถึงการใช้เครื่องมือในการสื่อสารที่เน้นความง่ายและเข้าถึงผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ภาวะวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ต้องการเน้นเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คน อาจจะผ่านการทำสรุป Infographic คลิปวิดีโอ การไลฟ์สด โปสเตอร์ ใบปลิว รถแห่ หรือกระทั่งการนั่งพูคคุยกับผู้คนในชุมชน ตลอดจนรูปแบบการใช้ผู้นำทางความคิดหรือ Influencer เข้ามาในการสื่อสารทั้งในพื้นที่ออนไลน์หรือเป็นผู้นำทางความคิดในระดับชุมชน โดยในที่นี้อาจเป็นผู้นำศาสนาในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งในกระบวนการแปลงสารให้น่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในรูปแบบออนไลน์นี่เองที่เป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะสามารถเข้ามาเติมเต็มการสื่อสารในภาวะวิกฤตได้ดีขึ้น นอกจากนั้นรูปแบบการสื่อสารในชุมชนที่สื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะมีการตรวจสอบข้อมูลลวงหรือข่าวลือที่เกิดขึ้นในภาวะการเกิดโรคระบาด แล้วนำไปสื่อสารต่อในชุมชนได้ดีกว่า การสื่อสารประเด็นใหม่ในภาวะโรคระบาดที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่มา จึงเป็นอีกหนึ่งประการสำคัญที่ทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารในภาวะการแพร่ระบาดได้ ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า การสื่อสารในชุมชนแบบกายภาพในภาวะวิกฤตเป็นวิธีการที่เข้าถึงผู้รับสารที่ตรงจุดได้ดีกว่า โดยเฉพาะในระดับชุมชน แต่การใช้ช่องทางออนไลน์ในชุมชนเสมือนจริง จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบางกลุ่ม และเป็นเนื้อหาที่สื่อสารกับคนวงกว้างในสังคมได้มากกว่ามุ่งเน้นสื่อสารในพื้นที่ชุมชนทางกายภาพใดๆ แบบเฉพาะเจาะจง

งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะต่อฝ่ายนโยบายและภาคประชาชนในมิติการสื่อสารในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังต่อไปนี้

ต่อฝ่ายนโยบาย

- ในภาวะวิกฤติจะมีการความพยายามรับมือกับปัญหาด้วยด้วยตัวของชุมชนเองเกิดขึ้นเสมอ ภาครัฐควรมองเป็นเรื่องปกติและให้การสนับสนุน

- แม้การบริหารและสื่อสารในภาวะวิกฤติมีความจำเป็นที่จะต้องรวมศูนย์เอาไว้ส่วนกลางเพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานเพื่อการสื่อสารที่คมชัด แต่ภายใต้สถานการณ์การระบาดที่ซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ๆ มีความพิเศษในทางภาษาวัฒนธรรม มีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ ที่จะเอื้อให้การริเริ่มปรับตัวและการสื่อสารของภาคประชาชน ทั้งนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและมีกลไกการสร้างความร่วมมือเพื่อการสร้างการทำงานร่วมกัน

- สื่อบุคคล มีความสำคัญอย่างมากในภาวะวิกฤติ แต่นโยบายของรัฐจะต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสมากเพียงพอ มิเช่นนั้นสื่อบุคคลจะสูญเสียความน่าเชื่อถือและจะไม่สามารถทำหน้าที่ในชุมชนได้อีก

- หน่วยงานภาครัฐอาจจำเป็นต้องมีชุดข้อมูลที่ละเอียดและเปิดเผยอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นข้อมูลที่คำนึงในมิติพื้นที่ระดับชุมชน ตลอดจนในมิติเพศ ที่จะทำให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถนำเอาข้อมูลนี้ไปสื่อสารต่ออย่างชัดเจนและตอบโจทย์กลุ่มเฉพาะเช่น กลุ่มผู้หญิงและเด็ก ได้

- การผนวกเอาคนรุ่นใหม่เข้าไปอยู่ในกลไกที่ทำงานของรัฐในการสื่อสาร อาจทำให้การสื่อสารมีความหลากหลาย และสามารถเข้าถึงกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ด้วยกับธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ที่มีความไวต่อเทคโนโลยีและมีการเข้าถึงข้อมูลความรู้ รวมถึงการย่อยภาพและสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

- สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้แล้วในภาวะวิกฤติโรคระบาด ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดการมัสยิดอย่างรอบด้าน เพราะมัสยิดไม่ได้จุดกระจายโรคระบาดเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งมัสยิด คือหัวใจของชุมชนมุสลิมและเป็นหัวใจของการสื่อสารภายในชุมชน

- การสื่อสารสองทางคือหัวใจของการรับฟังปัญหาจากพื้นที่เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง
ดังนั้นภาครัฐควรต้องให้ความสำคัญต่อกลไกการสื่อสารนี้ โดยอาจมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเพื่อที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาถูกต้องแม่นยำเป็นไปตามความต้องการของชุมชน

 

ต่อภาคประชาชน

- กลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ยังต้องการกลไกการสื่อสารในระดับพื้นฐานที่สามารถจะเข้าถึงพื้นที่ได้ดี เช่น วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว รถกระจายข่าว โฆษกชุมชน ที่สามารถทำงานคู่ไปกับการทำงานในระดับสาธารณสุขพื้นฐาน กลไกเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่

- การสื่อสารสองทางคือหัวใจของการบอกความต้องการของพื้นที่ ดังนั้นกลไกการสื่อสารจากพื้นที่จึงมีความสำคัญในการที่จะบอกกล่าวความต้องการของชุมชนและทักท้วงนโยบายที่ไม่เหมาะสมที่จะส่งผลกระทบต่อชุมนุมในภาครัฐได้รับรู้

- การสร้างกลไกในระดับชุมชนที่เป็นระบบชัดเจน หรือการออกแบบธรรมนูญชุมชนเป็นสิ่งสำคัญซึ่งควรมีการระบุถึงการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตหรือภาวะเสี่ยงอื่นๆ เพื่อหากเกิดภาวะวิกฤตแล้วสามารถรับมือได้ทันท่วงที โดยในกลไกนี้ควรมีเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญ

- การสื่อสารในพื้นที่ออนไลน์จำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ อาจผ่านรูปแบบ
การรณรงค์ออนไลน์ การส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนมีโครงการที่จะมีส่วนร่วมในการสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการรับมือและแนวทางแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต หรือการมีส่วนร่วมของผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) ในพื้นที่ออนไลน์ ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร

- สื่อและองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ควรมีการติดตามว่าในแต่ละช่วงของภาวะวิกฤตควรสื่อสารกับกลุ่มใดเป็นพิเศษ และควรสื่อสารในประเด็นใดที่ตลอดจนรูปแบบใดที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมร่วมจากทุกฝ่ายในชุมชนได้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วันที่ 24 มีนาคม 2564 นายอุสมาน หวังสนิ นักวิจัย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมด้วยนายอิมรอน ซาเหาะ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางบูรณาการความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ชายแดน ปีงบประมาณ 2564 ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ณ ห้องประชุมปัตตานีภิรมย์ ชั้น 3 อาคารสำนักงานวิทยาเขตปัตตานี (ตึกเรือ)

โดยมี รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี พร้อมด้วยผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาเขตปัตตานี ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาเขตปัตตานี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ และประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนภาคใต้ พร้อมทีมงาน เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย

 

จากการหารือและพูดคุยแลกเปลี่ยนเบื้องต้น ได้ข้อสรุปแนวทางในการขับเคลื่อนร่วมกันใน 4 ประเด็นหลัก 1. การขับเคลื่อนงานพื้นที่ร่วม 1 ตำบล 1 มหาลัย เพื่อเป็นพื้นที่ร่วมในการขับเคลื่อนงานพัฒนา 2. การขับเคลื่อนหนุนเสริมชุมชนต่อเนื่องจากงานวิจัย โครงการแก้จนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 3. การแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัย กระบวนการสำรวจ การจัดระบบฐานข้อมูล(Data Center)เพื่อนำไปสู่การหนุนเสริมแก้ปัญหาร่วมกัน และ 4. การส่งเสริมธุรกิจชุมชน ว่าด้วยการเติมความรู้ ศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาให้เกิดรายได้เพิ่มในชุมชน

              ทั้งนี้จากการหารือแนวการทำงานร่วมกันเบื้องต้น และจะมีเวทีร่วมในการออกแบบเครื่องมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนร่วมกันอีกครั้ง เพื่อเป็นรูปแบบแนวทางในการจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการต่อไป

 

 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เสวนา​เครือข่าย​วิชาการ​ออนไลน์​ว่าด้วย​เรื่อง​ "ผู้​หญิง​กับการเมือง​สหรัฐอเมริกา​: มุมมอง​และนัยยะต่อพื้นที่​ทางการเมือง​ของ​ผู้หญิง​ในชายแดน​ใต้" วิทยากรโดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ New York University Abu Dhabi, ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ดร.เขมนิจ วัฒนทินโชติ อาจารย์ประจำสำนักพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดำเนินรายการโดย อ.ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก https://www.facebook.com/302421399918586/videos/424807962033064

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ณ คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายอิมรอน ซาเหาะ จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้าร่วมนำเสนอบทความวิจัย เรื่อง “ข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องผู้หญิงมุสลิมกับการทำงานในพื้นที่สาธารณะผ่านการศึกษานักการเมืองสตรีมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ (Discussion on Muslim Women and Public Space through the Case Study of Muslim Women Politicians in the Deep South of Thailand)” โดยเขียนร่วมกับ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ นายอับดุลเอาว์วัล สิดิ จากโครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ในการประชุมวิชาการระดับชาติอิสลามศึกษามุสลิมศึกษา ครั้งที่ 5 ประจำปี 2564 (The 5th National Conference on Islamic and Muslim Studies 2021) "อิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ความท้าทายในยุค New Normal"

โดยบทความดังกล่าวนี้ได้รับรางวัล​การนำเสนอ​ผลงานวิจัย​ภาคบรรยาย​ ระดับดีเด่น โดยมี 7 บทความ จาก 101 บทความที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่นในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหลายบทความที่น่าสนใจ อาทิ บทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์อิลมู (ความรู้) :ความหมาย ความแตกต่างและการจำแนกชนิดอิลมู (ความรู้) อิสลาม ในโลกอาหรับ, มลายู, สยาม และปาตานี” นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์โชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ มีคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษาอีกกว่าร้อยคน/ร้อยบทความเข้าร่วมนำเสนอในครั้งนี้ด้วย

ขอบคุณภาพจาก Faculty of Islamic Sciences - คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี

 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ, มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ.) และ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย จัดโครงการ "พลเมืองดิจิทัลเพื่อสันติภาพและความหลากหลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้" (Digital Citizenship for Peace and Diversity in Thailand’s Deep South) ระหว่างวันที่ 12 - 14 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมพาร์คอินทาวน์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

กิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

- แนะนำโครงการโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, อาจารย์กริยา หลังปูเต๊ะ, พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท และอาจารย์กรรณาภรณ์ อัครพิศาล

- กล่าวต้อนรับโดย คุณ Quadira Dantro, Assistant Cultural Affairs Officer, Public Affairs Section, U.S. Embassy Bangkok

- เวทีเสวนาว่าด้วยเรื่องภาพรวมของการสร้างสันติภาพผ่านกระบวนการสานเสวนาระหว่างศาสนา วิทยากรโดย พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ป. ธ. ๙ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (มูลนิธิ สกพ.) และ ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ดำเนินรายการโดย คุณฆอซาลี อาแว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

- บรรยาย พลเมืองดิจิทัลและกิจกรรมกลุ่มด้วยการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล โดย ผศ.ดร. กุสุมา กูใหญ่  รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- เสวนาหัวข้อ บทบาทของเยาวชนในการนำเสนอความเข้าใจร่วมกันผ่านพลเมืองดิจิทัล วิทยากรร่วมเสวนาโดย คุณมะรูฟ เจะบือราเฮง ผู้อำนวยการมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ และ คุณบูคอรี อีซอและคุณกรวรรณ ภูริวัฒน์ เพจแวรุงไปไหน  ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่    

- บรรยายพิเศษ หัวข้อ เทคนิคการสื่อสารและการเป็นพลเมืองดิจิทัลเพื่อสันติภาพ วิทยากรโดย  คุณอานัส พงศ์ประเสริฐ The Looker

- กิจกรรมสร้างสรรค์การเล่าเรื่องและ Micro-influencer ในแพลตฟอร์มดิจิทัล และการนำเสนอกิจกรรมการเล่าเรื่อง / Micro Influencer ในแพลตฟอร์มดิจิทัล

- การสะท้อนแนวคิด บทสรุปและข้อเสนอแนะของโครงการ โดยคณะวิทยากร

- การกำหนดแนวทางในอนาคตโดยคณะกรรมการและกล่าวปิดการอบรมโดย Miss Kanchalee Jitjang, Senior Cultural Specialist, Public Affairs Section, U.S. Embassy Bangkok