ชายแดนใต้/ปาตานี

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

projek Sama Sama ชวนแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาสาธารณะ “เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย” พร้อมรับฟังข้อเสนอจุดยืนนักเคลื่อนไหวต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. (บ่ายโมงครึ่ง เป็นต้นไป) ณ พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา


กำหนดการ

13.30 ร่วมลงชื่อประชาชนปาตานี/ชายแดนใต้ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256

14.00 - 14.15 น. กล่าวปาฐกถา โดย ตัวแทนสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ CAP

14.15 - 16.30 น. เสวนาสาธารณะ หัวข้อ “เขียนอนาคตปาตานี ปลดล็อกรัฐธรรมนูญไทย”

วิทยากร

- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา ม.อ.

- ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.

- คุณรอมฎอน ปันจอร์
ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร 

- คุณอาเต็ฟ โซ๊ะโก
ประธาน เดอะ ปาตานี (The Patani)

ดำเนินรายการโดย

- ซาฮารี เจ๊ะหลง
THE MOTIVE


*16.30 - 16.45 น. อ่านแถลงจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญ ยืนยันเจตจำนงของภาคีเครือข่ายนักกิจกรรมประชาคมปาตานี ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องมีสันติภาพปาตานี และเปิดตัวการรณรงค์เชิญชวนเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน


หมายเหตุ : กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

Eid Mubarak 2026

SELAMAT HARI RAYA AIDIL ADHA 1447 H.
MAAF ZAHIR DAN BATIN

สุขสันต์วันอีดอีดิ้ลอัฎฮา พ.ศ. 2569

Center for Conflict Studies and Cultural Diversity [CSCD], Institute for Peace Studies (IPS), Prince of Songkla University (PSU).

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

سلامت هاري راي عيد الاضحى ١٤٤٧ هجرية
معاف ظاهير دان باطن

ڤوسة ڤڽليديقكن كونفليك دانكڤلباڬين بوداي سلاتن 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม มูลนิธิศูนย์กลางเพื่อการพัฒนายะลา นายอิมรอน ซาเหาะ บุคลากรสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ในฐานะประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้เข้าร่วมประชุมสมาชิกสามัญองค์กรสมาชิกสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ประจำภาคใต้ตอนล่าง

จัดโดย สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการศูนย์ประสานงานสภาเครือข่ายฯ ประจำภาคใต้ตอนล่าง (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เพื่อหารือแนวทางการบริหารงาน และคัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ (วาระปี 2569 - 2573)  

เปิดการประชุม และบรรยาย เรื่อง "ความร่วมมือและการขับเคลื่อนภารกิจด้วยความเป็นเครือข่าย" โดย นพ.อนันต์ชัย ไทยประทาน ประธานสภาเครือข่ายฯ โดย นายอนุสรณ์ ศรีอดุลย์พันธุ์ เลขาธิการสภาเครือข่ายฯ ได้อธิบายบทบาทและกลไกการทำงานของศูนย์ประสานงานฯ

เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เรื่อง "รูปแบบและวิธีการในการมีส่วนร่วมขององค์กรสมาชิกฯ" โดย นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาองค์กร นอกจากนี้ ยังมีการคัดเลือกกรรมการศูนย์ประสานสภาเครือข่าย ประจำภาคใต้ตอนล่างชุดใหม่ด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้นำเสนอ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ถอดบทเรียนการทำงานของสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 2. Mapping องค์กรสมาชิกของสภาเครือข่ายฯ และ 3. สร้างความร่วมมือ กับหน่วยงานภาครัฐ เช่น ศอ.บต. กอ.รมน. ฯลฯ

นอกจากนี้ยังได้เสนอประเด็นการมีส่วนร่วมกับองค์กรสมาชิกและเครื่องข่ายโดยการขยายพันธกิจจากการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติอย่างเดียว ให้มีการช่วยเหลือด้านความเดือดร้อนจากสถานการณ์ความไม่สงบด้วย โดยไม่แบ่งแยกศาสนา ชาติพันธุ์ ยึดหลักการช่วยเหลือในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นหลัก

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ

คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร

สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้

มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน

งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ

ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด

ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้

เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า

เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่

หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก

ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้

ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์

ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน

สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์


บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป

 

ที่มา : ThisAble.me

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

🎧 Live วิดีโอ พอดแคสต์
⭐ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569
Blue talk by โซรยา จามจุรี
EP 16 ประเด็นมุมมองนักวิชาการต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

WHITENEWS TALK วันนี้ชวนคุยประเด็น "เงิน ศาสนา และการเลือกตั้ัง จากหลักการสู่ปรากฏการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้" กับ อิมรอน ซาเหาะ เจ้าหน้าที่/นักวิจัย CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความวิชาการของบุคลากรของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ได้รับการในตีพิมพ์ในหนังสือรวมรวมบทความวิชาการ และบทความวิจัยในโครงการการพัฒนาและกระบวนการสร้างประชาคมในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (2020-2024) นำโดย University of the Ryukyus ได้แก่

1. ประชาสังคมหญิงชายแดนใต้กับการขับเคลื่อนสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ โดย อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์

2. หนึ่งทศวรรษแห่งการต่อสู้ทางภาษา บทสนทนาและวาทกรรมของสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่

หนังสือรวมงานวิชาการและบทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยและการพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศไทยและประเทศลาวในประเด็นบทบาทของประชาคมและการพัฒนาท้องถิ่น ได้แก่ University of the Ryukrus, Niigata Univerity, Ibarki University, Doshisha, Hokkaido University จากประเทศไทยได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิทยาลัยชุมชนยโสธร, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และจากประเทศลาว National University of Laos

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 11:00 น.-15:30 น. ณ ห้องประชุมชูเกียรติปิติเจริญ ชั้น 3 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ได้เข้าร่วมการประชุมภาคีโครงการสหภาพยุโรปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี คุณ Audrey-Anne Rochelemagne ผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และคุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้จัดการโครงการ เป็นผู้นำการประชุม

ในการนี้ ตัวแทนจากสถานวิจัยฯ นำโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์ความไม่สงบและความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกัน อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ พร้อมคณะ ได้นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces (MODE-SBP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Minority Rights Group (MRG) และสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ภายในที่ประชุมยังมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการอื่น ๆ ได้แก่ โครงการ “Creating an Inclusive and Transformative Youth-Led Climate Action Movement (CINTALAM)” ดำเนินงานโดย Save the Children Thailand ร่วมกับมูลนิธิภาคใต้สีเขียว และโครงการ “Advancing Gender Responsive Governance through Women’s and Youth’s Leadership in Thailand’s Southern Border Provinces” ดำเนินงานโดยมูลนิธิรักษ์ไทยร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📢 ชวนคิด ชวนคุย ชวนตั้งคำถามกับอนาคตชายแดนใต้

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ขอเชิญร่วมกิจกรรม “สัมมนาวิชาการ”
ในหัวข้อ
✨ “หากพรุ่งนี้ไม่มีกฎหมายพิเศษในชายแดนใต้” ✨

หาก “กฎหมายพิเศษ” หายไป…
พื้นที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
สันติภาพจะเดินต่อไปในทิศทางไหน?

💬 ร่วมเปิดมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิเคราะห์สถานการณ์
กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรงจากพื้นที่
บนเวทีวิชาการ

🗓 วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569
⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.
📍 ณ ห้องประชุมชูเกียรติ ปิติเจริญกิจ คณะวิทยาการสื่อสาร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
💻 และเข้าร่วมออนไลน์ผ่าน Zoom

🔗 ลงทะเบียนได้ที่: https://link.psu.th/Pckwtr

หรือสแกน QR Code จากภาพ

📌 อย่าพลาดเวทีสำคัญ ที่จะชวนคุณมอง “อนาคต” ผ่านคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 23 - 24 มีนาคม 2569 ที่หาดวาสุกรี ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ CAP และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน Melayu Raya 2026 หรืองานมลายูรายอวันแรก เป็นกิจกรรมของเยาวชนชาย หรือ เปอมูดอ มีเยาวชนชายจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ทยอยเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขผู้เข้าร่วมงานประมาณ  44,000 คน ส่วนในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ถูกกำหนดให้เป็นวันของเยาวชนสตรี หรือเปอมูดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 23,000 คน สะท้อนการตอบรับอย่างล้นหลามจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี รวมถึงผู้เข้าร่วมจากประเทศเพื่อนบ้าน

Melayu Raya 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Melayu Berkualiti, Maruah Terpuji, Patani Dihormati” (มลายูที่มีคุณภาพ ศักดิ์ศรีที่ได้รับการเชิดชู และปาตานีที่ได้รับการให้เกียรติ) มุ่งสร้างพื้นที่สาธารณะให้เยาวชนและประชาชนได้พบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงออกทางวัฒนธรรม ภายใต้บริบทความท้าทายด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี

นอกจากจะมีผู้เข้าร่วมงานที่เป็นชาวมลายูมุสลิมแล้ว ยังมีประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทสเขาร่วมเรียนรู้วัฒนธรรมมลายูในบูธต่างๆ ในโซนนิทรรศการ ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีใหญ่และเวทีย่อยต่างๆ ทั้งนี้ ยังมีบูธของหน่วยงานด้านความมั่นคงมารร่วมเปิดบูธจัดแสดงชุดข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวมลายูด้วยเช่นเดียวกัน

โดยมี อ.ฟารีดา ปันจอร์ และนายอิมรอน ซาเหาะ บุคลากรประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้าร่วมงาน Melayu Raya 2026 ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายอิมรอน ซาเหาะ ยังได้รับเชิญจากองค์การเยาวชนเมืองสาย (Persatuan Pemuda Sai - Persai) ให้ร่วมกล่าวให้โอวาทแก่ปือมูดอ ณ มัสยิดรายอ สายบุรี ก่อนเข้าร่วมงาน Melayu Raya 2026

Photo Credit: Melayu Raya