บทความวิจัย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

จินตธรรม: บทบาทของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และสื่อเพื่อสันติภาพในชายแดนใต้

 

ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่

สถาบันสันติศึกษา และ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์

คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

          บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทและศักยภาพของนักสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ แก่นสาระ รูปแบบและเนื้อหาสารของสื่อเชิงสร้างสรรค์เพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้ระเบียบวิธีการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย เยาวชน ศิลปิน นักออกแบบ นักสื่อสาร และนักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

          ผลการวิจัยพบว่า ในพื้นที่มีความเคลื่อนไหวด้านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนแปลงผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบที่เกิดกับปัจเจกบุคคลและชุมชนอันเป็นผลมาจากความขัดแย้ง มีการพูดคุยถกเถียงและแสวงหาความร่วมมือในการลดผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้ง และเพิ่มศักยภาพของบุคคลให้เติบโตทั้งทางกายภาพ อารมณ์ ทัศนคติต่อความขัดแย้งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในกระบวนการสร้างสันติภาพ มีการใช้การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ในการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ห่างเหินและสร้างความหวังในอนาคตร่วมกัน ใช้การสื่อสารเพื่อย้ำให้คนในสังคมตระหนักว่า เสรีภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่หา การยอมรับ อัตลักษณ์และการเคารพในความแตกต่างเป็นสิ่งที่สังคมสามารถสร้างได้จริง

ในการสร้างสันติภาพ อย่างไรก็ตาม จินตนาการและการสร้างสรรค์ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงโครงสร้างอำนาจซึ่งกลายเป็นปัจจัยกำหนดบทบาทของประชาชนในกระบวนการสร้างสันติภาพ

          ข้อเสนอจากงานวิจัยนี้คือ สันติภาพชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมส่งเสริมการเปิดพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์และพื้นที่ของเสรีภาพในการแสดงออก การให้โอกาสให้ผู้คนในพื้นที่ได้คิดและออกแบบอนาคตของตนเองด้วยความสร้างสรรค์ การหนุนเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพ และสนับสนุนกิจกรรมและแนวทางการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ให้เติบโตและเบ่งบาน

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ชายแดนใต้/ปาตานีกับการเลือกตั้ง 2566: อัตลักษณ์ เงินตรา และการเปลี่ยนผ่าน?

โดย อิมรอน ซาเหาะ

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่ปรากฏในระหว่างการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ของพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในระดับชาติโดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของพรรคก้าวไกลในฐานะผู้ที่ได้รับที่นั่งในสภามากที่สุด แม้ว่ากระแสของพรรคก้าวไกลอาจจะไม่สามารถไปสู่พื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีจนมีผู้สมัครได้รับเลือกเข้าสภา แต่พบปรากฏการณ์และพลวัตที่สำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานีในห้วงการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยที่พบว่า มีประเด็นสำคัญเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี ประกอบด้วย อัตลักษณ์ของผู้คนชายแดนใต้/ปาตานีกับการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมุสลิม ความเป็นมลายู ความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงการพบว่าข้อถกเถียงว่าด้วยความสำคัญของเงินกับการเป็นผู้สมัครในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี ก็ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญ และพบว่ามีข้อสังเกตความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนของผู้ที่เคยทำงานในหน่วยงานภาคประชาสังคมในการเมืองเพิ่มขึ้น การเกิดขึ้นของพรรคเป็นธรรม รวมไปถึงการเห็นรูปแบบการหาเสียงที่เน้นนำเสนอนโยบายในเวทีดีเบตต่างๆ

ที่มา วารสารวาระการเมืองและสังคม (JPSA) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ทัศนะต่อการพูดคุยสันติภาพของชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้: ผลสำรวจจากโครงการ Peace Survey

โดย ฟารีดา ปันจอร์

กระบวนการสันติภาพเป็นกระบวนการทางสังคมและการเมืองในพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างอย่างเปิดเผย โดยประสบการณ์ความขัดแย้งในทุกที่ทุกแห่งในโลกชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนจากประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืน การใช้เครื่องมือแบบสำรวจความคิดเห็น หรือที่เรียกว่า Peace Poll หรือ Peace Survey ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยให้ได้มาซึ่งเสียงความต้องการของประชาชนด้วยกระบวนการที่น่าเชื่อถือได้ในทางวิชาการ  การสำรวจครั้งนี้จัดทำโดยองค์กรวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนใต้กว่า 24 องค์กร ซึ่งดำเนินการเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2564 โดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากการใช้แบบสอบถาม จำนวน 1,391 ตัวอย่าง ที่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย  ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จำนวน 1,029 คน (ร้อยละ 78.5) และผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ จำนวน 281 คน (ร้อยละ 21.4) นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสันติภาพ จำนวน 80 คน จากผลสำรวจชาวพบว่ามลายูมุสลิมส่วนกว่า  828 คน (ร้อยละ 63.2) สนับสนุนการพูดคุย/เจรจาฯ แต่มีข้อสังเกตว่าแม้ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข ว่ายังคงเป็นกระบวนการหลักในการแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านกระบวนการสันติภาพมาอย่างยาวนานให้ความเห็นว่า แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะยังคงสนับสนุนกระบวนการพูดคุยในฐานะวิธีการ แต่ยังคงมีความไม่เชื่อมั่นด้วยเหตุผลต่างๆ เนื่องจากการการพูดคุยสันติภาพในปัจจุบันไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีการสื่อสารต่อประชาชนมากพอ  นอกจากนี้วิธีการการทำงานในฝ่ายของเจ้าหน้าที่รัฐเองที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งการขาดองค์กรหลักในการหนุนเสริมการพูดคุยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความไม่จริงจังของรัฐมากพอในการดำเนินการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ 

 

ที่มา เอกสารประกอบ งานประชุมวิชาการมุสลิมศึกษาระดับชาติครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านของสังคมมุสลิมในสังคมไทย ในรอบ 100 ปี”

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสร้างสันติภาพในภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายู และความห่างทางสังคมของคนรุ่นใหม่ในปัตตานี

โดย

ธนัญกรณ์ หิรัญญ์ไพสิฐกุล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มะรอนิง สาแลมิง คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

          งานวิจัยนี้ค้นหาแนวทางสร้างสันติจากความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูกับความห่างทางสังคมของคนรุ่นใหม่ในปัตตานี จากการบ่มเพาะทางสังคม เพศ และศาสนาที่ต่างกัน ศึกษากับนักศึกษามหาวิทยาลัยในปัตตานี จำนวน 320 ราย ใช้แบบประเมินค่าภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายู (α = 0.820) กับแบบสอบถามวัดความห่างทางสังคมของโบกาดัส (α = 0.927) วิเคราะห์ความแตกต่างและความสัมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า 1) การบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็งแกร่ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าการบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียนรัฐ 2) ศาสนาอิสลามมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าศาสนาพุทธ 3) เพศหญิงมีภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูที่ระดับแข็ง และมีความห่างทางสังคมมากกว่าเพศชาย และ 4) ภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความห่างทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้ง 4 กรณี ประจักษ์ถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ต่างกันในพื้นที่จากการบ่มเพาะทางสังคมจากโรงเรียน ศาสนา และเพศที่ต่างกัน

          ในการสร้างสันติภาพคือหลีกเลี่ยงเจตคติเชิงลบที่คนมลายูรู้สึกถูกกลืนกลายให้เป็นพหุวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว เป็นวัฒนธรรมไทยเชิงเดี่ยวจากรัฐ และสังคมมลายูมุสลิมควรปรับลดระดับภาพพจน์เหมารวมอัตลักษณ์มลายูลงในระดับที่เป็นกลางผ่านการบ่มเพาะทางศาสนาอิสลาม

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่วิถีทางการเมืองของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานีกับความท้าทายของการต่อสู้ในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทย

โดย

อิมรอน ซาเหาะ  สถานวิจัยความขัดแย้งฯ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    

                  

บทคัดย่อ

          บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่การใช้แนวทางทางการเมืองของกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่ชายแดนใต้” ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายประเด็นการแปรเปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรงสู่การใช้แนวทางทางการเมืองของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานีกับความท้าทายของการต่อสู้ในระบบการเมืองการเลือกตั้งของประเทศไทย งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกของอดีตกองกำลังแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN โดยใช้ตลอดจนเทคนิคการวิจัยแบบศึกษาประวัติชีวิต (Life History) ผลการศึกษาพบว่าการยุติการใช้ความรุนแรงของอดีตนักรบพบว่าในกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจากการใช้ความรุนแรงสู่การไม่ใช้ความรุนแรงจำเป็นต้องมองทั้งในระดับบุคคลและความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมและเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ มีข้อท้าทายหลายประการที่ทำให้การแปรเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างไม่สามารถก้าวไปได้มากนัก โดยเฉพาะแนวทางที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลไทยที่มีต่อกระบวนการพูดคุยและแนวทางจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นแนวทางทางการทหารเป็นหลัก รวมถึงความไม่เป็นเอกภาพของกลุ่มองค์กรที่ต่อสู้กลุ่มต่างๆ นอกจากนี้การแปรเปลี่ยนมาต่อสู้ในพื้นที่ทางการเมืองของอดีตนักรบในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยในปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับข้อท้าทายหลากหลายประการทั้งพื้นที่การเมืองในระดับท้องถิ่นตลอดจนการเมืองในระดับชาติ

 

ที่มา เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 24 (KPI Congress) ความท้าทายของความมั่นคงใหม่กับประชาธิปไตย

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

การเพ่งพินิจ การแสดงด้วยภาพและการสร้างความรู้: พัฒนาการของระบบฐานข้อมูลติดตามและเฝ้าระวังความขัดแย้งของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

โดย

ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

          การวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัยแบบที่ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว (Research Using Available Data) ชี้ให้เห็นว่าระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพ โดยทั่วไป ฐานข้อมูลต้องพัฒนามาจากฐานความรู้ซึ่งเป็นผลพวงมาจากแนวความคิดในเรื่องสันติภาพที่เสรี (Liberal Peace) ซึ่งมีความเชื่อที่ว่าศักยภาพในการเก็บรวบรวม เผยแพร่และตีความข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพที่มีเสรีภาพ การเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยี ทำให้มีพัฒนาการวิธีการในการเก็บข้อมูลและนำเสนอในสถานการณ์ความขัดแย้งให้ซับซ้อนขึ้น Deep South Watch เป็นระบบฐานข้อมูลซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ทางวิชาการต่อสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากสถาบันการศึกษาในพื้นที่โดยมีพัฒนาการต่อเนื่องมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

          อีกด้านหนึ่งงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเฝ้าระวังนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นภาพและความรับรู้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างวาทกรรมแห่งความรู้และการสื่อสารความรู้ อันเป็นการสร้างความจริงอีกแบบหนึ่ง การมองเห็นด้วยภาพมีความสัมพันธ์กับความรู้ใหม่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแบบเดียวกับการพัฒนาความรู้ของพยาธิวิทยากายวิภาคศาสตร์ในโลกยุคใหม่ ระบบฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังภาคใต้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “การเพ่งพินิจ” (Gazing) และ “การแสดงภาพ” (Visualization) ทำให้เกิดการมองเห็นพลวัตของความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นใหม่ ทั้งในมิติเวลาและสถานที่ ทั้งนี้ ฐานข้อมูลเฝ้าระวังที่สร้างจากหลายภาคส่วนในพื้นที่จึงต่างจากฐานข้อมูลด้านความมั่นคงที่เคยสร้างมาก่อนหน้าซึ่งมีมิติปิดลับ แข็งตัวและไม่มีความยืดหยุ่น

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด-19

 

ยาสมิน ซัตตาร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สมัชชา นิลปัทม์

คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อิมรอน ซาเหาะ

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวในการสื่อสารของกลุ่มคนรุ่นใหม่/เยาวชนชายแดนใต้ใน ชุมชนกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวะกรระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนเพื่อพัฒนารูปแบบของกลไก การใช้การสื่อสารเชิงรุกในชุมชนและชุมชนออนไลน์ของคนรุ่นใหม่/เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่จะสามารถใช้ ในการหนุนเสริมการทำงานของชุมชนในการป้องกันการแพร่ของโรคระบาดและแสวงหาความเป็นไปได้ในการใช้ กลไกนี้ภายใต้ภาวะความปกติแบบใหม่ งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์ชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 9 คน จาก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย The Motive, MUSLIMITED และกลุ่มคนรุ่นหม่ในพื้นที่บันนังสตา ประกอบกับการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับงานสื่อสารใน ระดับพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับตัวอย่างและองค์กรสื่อในพื้นที่ ชายแดนใต้ การวิเคราะห์ข้อมูลได้ดำเนินการตามกรอบแนวคิดการสื่อสารในภาวะวิกฤต ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถมีบทบาทหนุนเสริมการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างเรื่องโรคระบาดได้โดยเฉพาะในรูปแบบ ออนไลน์ รูปแบบการสื่อสารในชุมชนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย มีการตรวจสอบ ข้อมูลลวงหรือข่าวลือที่เกิดขึ้นในภาวะการเกิดโรคระบาด แล้วนำไปสื่อสารด้วยรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อทั้งในชุมชน เชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ได้ แม้ว่าจะเห็นบทบาทของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ปรากฎ อยู่บ้างในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังไม่พบกลไกรองรับที่เป็นระบบเมื่อเกิดภาวะวิกฤต ดังนั้น ชุมชนและองค์กรสื่อในพื้นที่ชายแดนใต้ควรมีมาตรการรับมือในภาวะวิกฤตและมีกลไกที่ชัดเจนในการให้ ทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะทำให้มีกลไกเสริมหากกลไกการสื่อสารของรัฐไม่ สามารถทำงานได้ในกรณีเกิดวิกฤต และทำงานหนุนเสริมในกรณีที่กลไกของรัฐในภาวะวิกฤตเริ่มเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งในมิติของชุมชนจำเป็นที่จะต้องผ่านการออกแบบจากคนในชุมชนเอง

 

ที่มา Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia (JSHRA)

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รัฐธรรมนูญ หลักประกันกระบวนการสร้างสันติภาพ ในมินดาเนาและชายแดนใต้ของไทย ?

 

ฟารีดา ปันจอร์

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

บทความวิชาการรัฐธรรมนูญ หลักประกันกระบวนการสร้างสันติภาพในมินดาเนาและชายแดนใต้ของไทย? มีเป้าหมายเพื่อที่จะเข้าใจแนวทางการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งในมุมมองที่เกี่ยวข้องระหว่างรัฐธรรมนูญกับกระบวนการสันติภาพ โดยศึกษาเปรียบเทียบพื้นที่ความขัดแย้งบังซาโมโรในมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์กับจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย งานศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อมูลบางส่วนจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายของโครงการวิจัยที่กำลังดำเนินการ จากการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบค้นพบว่า ข้อตกลงสันติภาพ ตัวบทรัฐธรรมนูญ โครงสร้างการทำงานเพื่อสันติภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน กรณีศึกษาความขัดแย้งในบังซาโมโรพบว่าในความเป็นจริงแม้จะมีอุปสรรคในการสถาปนาโครงสร้างการเมืองการปกครองในพื้นที่ความขัดแย้งบังซาโมแต่การที่รัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการมีพื้นที่ปกครองตนเองมินดาเนา ถือได้ว่าเป็นหลักประกันในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพให้มีผลในทางกฎหมายที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขณะที่ความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ที่ยังมีความรุนแรงยืดเยื้อและการบริหารงานพื้นที่ถูกกำหนดผ่านกลไกและหน่วยงานพิเศษอย่างกองอำนวยการรักษาความสงบภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) บทเรียนจากมินดาเนาสามารถเป็นบทเรียนให้กับความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ว่าการแสวงหาทางออกทางการเมืองผ่านกระบวนการจำเป็นต้องมุ่งพิจารณาที่ไปรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองที่เกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นโครงสร้างการทำงานเพื่อสันติภาพที่ต้องการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการแสวงหาหลักประกันเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในชายแดนใต้

ที่มา วารสารสถาบันพระปกเกล้า

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สันติภาพที่ไม่เสรีกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการงบประมาณตามยุทธศาสตร์

และแผนงานยุทธศาสตร์งบประมาณบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560-2565

 

ฟารีดา ปันจอร์

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

กรอบแนวคิดที่สำคัญในการศึกษาก็คือ “สันติภาพแบบไม่เสรี” ซึ่งรัฐไทยนำเอาเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดการความขัดแย้งในแบบอำนาจนิยมมาใช้ในการ “แก้ไข” ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเกิดผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการกระบวนการงบประมาณและการคลังของรัฐในการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการศึกษาพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันและการจัดการงบประมาณจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายหลังจากการรัฐประหารของ คสช. ในปี พ.ศ. 2557 ผลที่ตามมาคือ งบประมาณทั้งหมดทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสำคัญอย่างมากกับงานในด้านความมั่นคงและโครงการก่อสร้างหรืองบประมาณด้านการลงทุน ส่วนงบประมาณด้านการศึกษา สวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจไม่ถูกเน้นหนักให้ความสำคัญ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบอบการจัดการความขัดแย้งแบบอำนาจนิยมมีแนวโน้มที่จะใช้งบประมาณสูงอย่างมากมายมหาศาลในการจัดการความขัดแย้งอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในการจัดการปัญหาทั้งหมด

 

ที่มา วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ริชวะฮ์กับการเลือกตั้ง: จากหลักการอิสลามสู่ปรากฏการณ์ในสังคมมลายูมุสลิมชายแดนใต้

 

อิมรอน ซาเหาะ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์

 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อับดุลเอาว์วัล สิดิ

โครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

 

บทคัดย่อ

บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องพลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายประเด็นริชวะฮ์หรือการให้สินน้ำใจหรือสินบนหรือการซื้อสิทธิขายเสียงกับการเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี งานชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้ หัวคะแนนหรือผู้ช่วยหาเสียงของนักการเมือง ตลอดจนนักวิชาการและผู้นำศาสนา ผลการศึกษาพบว่าในพื้นที่ชายแดนใต้การให้สินบนหรือการซื้อเสียงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลแพ้ชนะของการเลือกตั้งในแต่ละเขต หลักการศาสนาจึงถูกนำมาอธิบายถึงความชอบธรรมในการให้สินน้ำใจ และพยายามอธิบายว่าไม่เข้าข่ายริชวะฮ์ งานชิ้นนี้ได้ข้อสรุปว่าแม้ว่าในตัวบทของหลักการจะไม่เป็นที่อนุญาต แต่ในการปฏิบัติจริงมักจะมีการเลี่ยงบาลีเพื่ออ้างความชอบธรรมของการจ่ายริชวะฮ์อยู่จนเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในสังคม ด้วยหลักคิดที่ว่าหากสามารถเข้าสู่พื้นที่การเมืองได้แล้วจะเป็นประโยชน์มากกว่า ประกอบกับค่านิยมทั่วไปในสังคมยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

ที่มา วารสารวาระการเมืองและสังคม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์