บทความวิจัย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ภาษา ถ้อยคำและอำนาจในทัศนะของมิเชล ฟูโกต์กับการศึกษาเรื่องการเมือง สันติภาพ

และความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบันจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

 โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

มิเชล ฟูโกต์ได้อธิบายการทำงานที่ซับซ้อนของภาษาและอำนาจโดยอธิบายกระบวนการแปรเปลี่ยนจากคำพูด ถ้อยแถลงและบทสนทนาไปสู่การสร้างอำนาจ ภาษาจึงผ่านการต่อสู้และเครือข่ายความสัมพันธ์ของถ้อยคำและถ้อยแถลงในสนามที่เรียกว่า อุบัติการณ์ของภาษา ทำให้วัตถุทางภาษาและวาทกรรมมีอำนาจในโลกแห่งปฏิบัติการ จุดสำคัญของแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การมองว่าอำนาจภาษาไม่ใช่อยู่ที่ผู้พูดและองค์ประธานของถ้อยแถลงเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกันของถ้อยแถลง รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่าสนามหรือพื้นที่ที่ภาษาอุบัติขึ้นและคลี่คลายขยายตัวไป ในการนี้ วัตถุของภาษาหรือวาทกรรมเกิดขึ้น ทับซ้อนกัน เชื่อกันและขัดกัน และในที่สุดเกิดการแปรเปลี่ยนไปพร้อมกันของวัตถุทางภาษาเหล่านี้ในสนามของวาทกรรมและการปฏิสัมพันธ์ จากนั้น เราจึงอธิบายว่าอำนาจกระจายกันอยู่คล้ายกับภาษาไม่มีเจ้าของแต่มีความตั้งใจ และที่ใดมีอำนาจที่นั่นมีการต่อต้าน พัฒนาการคำพูดและภาษาทางนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สอดคล้องกับคำอธิบายนี้ การต่อสู้ในเรื่องถ้อยคำและภาษาในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีอยู่ตราบจนปัจจุบัน

 

ที่มา วารสารวาระการเมืองและสังคม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วารสารความขัดแย้งและสันติศึกษา

ฉบับปฐมฤกษ์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2565)

ชวนอ่านฉบับออนไลน์ได้ที่ https://so07.tci-thaijo.org/.../cpsj_psu/issue/view/vol1no1

พบกับบทความพิเศษ

บทความวิจัย บทความวิชาการ และ บทแนะนำหนังสือ จากนักวิชาการด้านความขัดแย้งและสันติศึกษา และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้สนใจส่งบทความสำหรับตีพิมพ์ในวารสารฉบับที่ 2 ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

งานวารสารฯ โทร. 074 28 9450

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการประชุมวิชาการพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม ครั้งที่ 2 (แบบออนไลน์)

Session 3: Museum interpretation
พฤหัสบดีที่ 9 มิ.ย.65
10.00-12.00 น.

ลงทะเบียนได้ที่ : https://bit.ly/3GJ1bxD

ชมการถ่ายทอดผ่านทาง: Zoom หรือ Page facebook: พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

กล่าวเปิด โดย รศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ Director, International program in Architectural Heritage Management and Tourism คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

บทความ
ความเป็นอยู่ (being) ของวัตถุจัดแสดง ในหอจดหมายเหตุ (archive) บ้านศิลปิน มณเฑียร บุญมา (Montien Atelier)
โดย วรเทพ อรรคบุตร

มากกว่ากระดูก: Skeleton โครงร่างสร้างเรื่อง กับการก้าวข้ามความท้าทายในการสื่อสารวิทยาศาสตร์
โดย สุชาดา คำหาและชลวิทย์ ทองเจริญชัยกิจ

ความฉาบฉวยในโลกออนไลน์กับการกลายเป็นวัตถุทางศิลปะในหอจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ กรณีศึกษานิทรรศการ ASMR “WEIRD SENSATION FEELS GOOD”
โดย วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วานและโกสุม โอมพรนุวัฒน์

พิพิธภัณฑ์อิสลามในพื้นที่ชายแดนใต้: จากอัตลักษณ์มลายูมุสลิมสู่มรดกแห่งวัฒนธรรม
โดย อิมรอน ซาเหาะ, ยาสมิน ซัตตาร์, และวสมน สาณะเสน

ผู้ให้ความเห็น: ผศ.ดร.วรรณพร เรียนแจ้ง

ติดตาม Session อื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ : Page facebook: พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

An Analysis of the Power Structure in Southern Border Provinces Reflected through the Capital Accumulation of a Malay Muslim Politician: The Case Study of Abdullateh Yagad

Asama Mungkornchai

lecturer, The Faculty of Political Science, Prince of Songkla University, Pattani Campus.

 

Abstract

This article employs the concept of capital of Pierre Bourdieu as a tool to analyse the power structure of three southern border provinces. The methods of data collection include in- depth interview and life histories of the researched. The accumulation, categorization, and analysis of capitals have revealed the political power structure in the region, and how politician in the area entering into such power. The chosen case study is the Malay Muslim politician named Abdullateh Yagad, who was the first Chief Executive of the Provincial Administration Organization of Yala, Thailand. He was from a poor family and had climbed up to leading positions in business and a political arena in the province. This study shows that an educational institution in his youth was an initial sphere that supported him to accumulate diverse capitals. In particular, social capital was his early accumulation that reinforced him to acquire other types of capitals later on.

   The life history of Abdullateh Yagad has reflected the political situation in southernmost area in the post -Cold War era. The Order of the Office of the Prime Minister No. 66/2523 patronized him to build up relationships with Thai military elites. This encouraged him to create immense social capitals, leading to a symbolic capital which was considered charisma in the patronage system. However, due to the political conflicts, he was accused of being involved in security-issued crime, which with the consequently struggled for more than seven years. The accusation had eventually waned his accumulated symbolic capitals or charismatic power over time.

Yet, Abdullateh Yagad was different from most of his contemporary politicians or the current ones in the southern border provinces. He was not born to an influential politician family, or a Malay Royal one, or was not a son of any Islamic leaders; different capital accumulation had been achieved by himself. This study all in all considers his life path and capital accumulation contributed to the understanding of the relationship of state agencies in southern border area where political power structure was contextually appropriated. 

ที่มา วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

การสอนสันติภาพศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ฟารีดา ปันจอร์

อาจารย์วิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ยาสมิน ซัตตาร์

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 

บทคัดย่อ

บทความวิจัยเรื่อง การสอนสันติภาพศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีมีเป้าหมายมุ่งเน้นศึกษาพัฒนาการ แนวทางการสอนความรู้เรื่องสันติภาพ ตลอดจนนำผลสะท้อนความคิดเห็นจากการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไป 117-114 คิด ทำ นำสุข (Living a Peaceful Life) ในปีการศึกษาที่ 1/2561 เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาตามแนวทางการศึกษาเพื่อสันติภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารการเก็บรวมรวมข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ผู้เรียนและผู้สอน ผลการศึกษาพบว่า 1) การศึกษาด้านสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้มีพัฒนาการจากการปรับใช้ความรู้ด้านสันติวิธีขององค์กรภาคประชาสังคม และก่อตัวเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยภายใต้บริบทของนโยบายการศึกษาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่และการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม ส่วนเนื้อหาของรายวิชา คิด ทำ นำสุข ได้ถ่ายทอดมุมมองทั่วไปด้าน “สันติภาพ”  ที่มีความหลากหลาย ได้แก่ การเข้าใจหลักคิดในเรื่องของการรู้จักตัวเองและผู้อื่น การเข้าใจความหลากหลายของอัตลักษณ์ การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม การรู้จักความขัดแย้งและการสื่อสารเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ2) ผลการจัดการศึกษาตามแนวทางสันติภาพศึกษาผู้เรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อเนื้อหาการเรียนการสอน แต่ปรากฏข้อข้อท้าทายหลายประการด้วยกัน อาทิ กรณีศึกษาความขัดแย้งที่จังหวัดชายแดนใต้ ผู้เรียนตั้งคำถามและต้องการเรียนรู้มุมมองด้านอัตลักษณ์ของผู้คนกลุ่มต่างๆในด้านลึก พวกเขามีความต้องการของผู้เรียนในการเรียนรู้จากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง อีกทั้งมีความต้องการกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นในชั้นเรียน ข้อค้นพบดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาการเรียนการสอน ได้อย่างสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาเพื่อสันติภาพ

 

ที่มา Journal of Human Rights and Peace Studies

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ข้อถกเถียงว่าด้วยการเป็นผู้นำทางการเมืองกับผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้

ยาสมิน ซัตตาร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อิมรอน ซาเหาะ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อับดุลเอาว์วัล สิดิ

โครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

 

บทคัดย่อ

จุดประสงค์ บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องพื้นที่ทางการเมืองแบบเป็นทางการของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้: บทบาท โอกาส และข้อท้าทาย โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องการเป็นผู้นำของสตรีในอิสลาม โดยมีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้

 

วิธีการศึกษา งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการศึกษาผ่านงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการศึกษาผ่านการเก็บข้อมูลในพื้นที่สนามการเมืองชายแดนใต้ที่มีสตรีมลายูมุสลิมอยู่ในพื้นที่

 

ผลการศึกษา พบว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้มีข้อท้าทายประการสำคัญสำหรับผู้หญิงมุสลิมในการเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง นั่นคือข้อถกเถียงเรื่องบทบาทของผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ทางการเมืองซึ่งมีการตีความของนักกฎหมายอิสลามและผู้รู้ในอดีตในบริบทที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีการมองบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงหรือมีจารีตประเพณีในแต่ละสังคม และสำหรับผู้รู้ศาสนาอิสลามบางท่านก็ไม่ได้มองว่าการมีบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการศาสนา ตราบใดที่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้นแล้วผู้หญิงคนนั้นยังคงสามารถรักษาการปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาอิสลามเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันในพื้นที่ชายแดนใต้พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่ยอมรับในบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิง ซึ่งมีผลต่อตัวนักการเมืองสตรีในพื้นที่ที่แม้จะมีต้นทุนในเรื่องต่าง ๆ ประกอบกันแล้ว ก็อาจทำให้ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตได้

 

การนำผลวิจัยไปใช้ ผลของงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำไปแลกเปลี่ยนกับตัวแทนสมาชิกผู้แทนราษฎรหญิงในพื้นที่ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนในการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งใช้ประกอบในการดำเนินงานต่อไป


ที่มา วารสารอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความวิจัยเรื่อง "พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้" โดย นายอิมรอน ซาเหาะ และ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ ตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง “ชายแดนใต้: พื้นที่ ผู้คน และข้อเสนอเชิงนโยบาย” เป็นบทความที่มาจากรายงานวิจัยของ 9 โครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการงานวิจัยประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (SRI 13) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ณ ห้องประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพมหานคร