บริการวิชาการ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ถอดรหัสความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพสหรัฐอเมริกา - อิหร่าน

จากวงสันติสนทนา Ep.6  : ถอดรหัสการเจรจาสงบศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทำไมล้มเหลว ? เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการถอดรหัสเบื้องหลังการเจรจาสันติภาพที่ล้มเหลวระหว่างวันที่ 11 - 12 เมษายน 2569 ว่ามาจากปัจจัยใด และทิศทางของสถานการณ์หลังจากนี้จะดำเนินไปอย่างไร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะ ได้แก่

🧑‍🏫 ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดำเนินรายการโดย

🧝 อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ได้รวบรวมมุมมองเชิงลึกและนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะหลายขั้วอำนาจ โดยมีข้อค้นพบสำคัญที่ตอกย้ำว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่คือกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยกลไกค้ำประกันที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ

ภาพรวมพลวัตความขัดแย้ง

สงครามระหว่างกลุ่มพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับฝั่งอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้เกิดการโจมตีและตอบโต้กันอย่างรุนแรงยาวนานกว่า 40 วัน ก่อนจะนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในวันที่ 8 เมษายน ความพยายามทางการทูตเริ่มต้นขึ้นในการเจรจารอบแรกระหว่างวันที่ 11-12 เมษายน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน แม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการที่ทีมเทคนิคของทั้งสองฝ่ายยอมนั่งหารือในห้องเดียวกัน แต่ท้ายที่สุดกระบวนการเจรจากลับประสบความล้มเหลว ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลก สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยที่พุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท

 ปัจจัยที่ทำให้การเจรจาชะงักงัน

การล่มสลายของโต๊ะเจรจาเกิดจากรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ได้แก่

 สภาวะขาดความไว้วางใจ: สหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างไม่เชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริง

 ความแตกต่างสุดขั้วของข้อเรียกร้อง: การตั้งเงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาจำนวน 15 ข้อ และอิหร่าน 10 ข้อ ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนทางผลประโยชน์ที่สามารถตกลงกันได้เลย

 อิทธิพลของตัวแทรกแซงกระบวนการ: แม้อิสราเอลจะไม่อยู่ในโต๊ะเจรจา แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกา ทำให้การต่อรองซับซ้อนและถูกขัดขวาง

 ยุทธวิธีบีบบังคับทางการทูต: ท่าทีของสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นการกดดันเพื่อให้อิหร่านยอมจำนน มากกว่าการเจรจาต่อรองอย่างจริงจัง ทำให้อิหร่านปฏิเสธที่จะลดละข้อเรียกร้อง

 ข้อจำกัดของคณะผู้แทนเจรจา: ตัวแทนของสหรัฐอเมริกาขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ การต้องรอคำสั่งจากสายการบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้กระบวนการขาดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ

กรอบวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์

การวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านกรอบทฤษฎีความขัดแย้งช่วยอธิบายสภาวะที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีความสุกงอมของความขัดแย้งชี้ว่า คู่ขัดแย้งจะเข้าสู่การเจรจาอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายบอบช้ำอย่างหนักและตระหนักว่าอำนาจทางทหารไม่สามารถสร้างชัยชนะได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งยังเป็นกระบวนการที่ลึกซึ้งและต้องใช้เวลา

พฤติกรรมบนโต๊ะเจรจายังมีลักษณะคล้ายเกมวัดใจและกับดักนักโทษ กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันโดยไม่ยอมถอย เพราะเกรงว่าฝ่ายที่ยอมก่อนจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และด้วยความไร้ความเชื่อใจ ทั้งคู่จึงเลือกยุทธศาสตร์ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเมื่อประเมินผลลัพธ์ความเป็นไปได้ จะพบว่า

 - หากทั้งคู่ยอมประนีประนอม จะเกิดข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพึงพอใจและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

 - หากสหรัฐอเมริกายอมแต่อิหร่านไม่ยอม สหรัฐอเมริกาจะเสียบารมีและอิหร่านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

 - หากสหรัฐอเมริกาไม่ยอมแต่อิหร่านยอม สหรัฐอเมริกาจะได้ชัยชนะเต็มที่ขณะที่อิหร่านสูญเสีย

 - หากทั้งคู่ไม่ยอมประนีประนอมดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน จะนำไปสู่สงครามที่ยืดเยื้อและสร้างความเสียหายสูงสุดต่อทุกฝ่าย

บทบาทของผู้เล่นระดับโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ปากีสถาน:ทำหน้าที่จัดเตรียมพื้นที่เจรจาและรักษาความปลอดภัย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความเป็นอิสระและศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้บทบาทตัวกลางยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

 จีน: ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญที่อาจทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันข้อตกลง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามยังต้องประเมินท่าทีการยอมรับจากฝั่งสหรัฐอเมริกา

 อิสราเอล: เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้การเจรจายากขึ้น เนื่องจากไม่ยอมรับผลการเจรจาและพยายามแทรกแซงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

 ประเทศในภูมิภาคและยุโรป: สนับสนุนแนวทางการทูตและพยายามสกัดกั้นไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งลุกลาม

ฉากทัศน์อนาคตและผลกระทบระดับมหภาค

ทิศทางของความขัดแย้งสามารถประเมินได้ใน 3 ฉากทัศน์หลัก คือ

 1. การเจรจาทางการทูตดำเนินการต่อผ่านตัวกลางและการมีส่วนร่วมของมหาอำนาจอื่น ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การลดความตึงเครียดหรือการหยุดยิงชั่วคราว

 2. สงครามยืดเยื้อจากการเจรจาที่ล้มเหลว ซึ่งฝ่ายที่มีความทนทานมากกว่าอย่างอิหร่านอาจชิงความได้เปรียบในระยะยาว

 3. ความขัดแย้งขยายวงกว้างลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือระดับโลก โดยมีมหาอำนาจอื่นเข้าร่วม

ผลกระทบที่ตามมาคือความผันผวนอย่างหนักของราคาพลังงาน หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาถูกท้าทาย สวนทางกับบทบาทและการแสดงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เบื้องต้นต่อสังคมไทยในภาพรวม

ความล้มเหลวของการเจรจาสงบศึกสะท้อนความซับซ้อนของความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกันทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก สถานการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบอำนาจโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคของมหาอำนาจหลายขั้วอย่างเต็มรูปแบบ วิกฤตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นคลื่นกระแทกที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรง สังคมไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวดังนี้

 ระดับนโยบายภาครัฐ: ต้องเร่งวางกลยุทธ์รับมือผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การจัดหาทางเลือกพลังงานสำรอง เช่น การขุดเจาะแหล่งพลังงานใหม่ หรือการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดการพึ่งพิงตลาดโลกที่เปราะบาง

 ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม: ควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่มีความผันผวนสูง การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและการรักษาสภาพคล่องทางการเงินจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะแทรกซ้อนทางเศรษฐกิจ

 ภาคประชาชน: ต้องตระหนักถึงแนวโน้มของค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น การปรับพฤติกรรมการบริโภคพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยสามารถรับมือและก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของความขัดแย้งระดับโลกครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รายการ สันติสนทนา Ep.5 : "วิกฤติสหรัฐ-อิหร่าน กับการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกและความท้าทายของสันติภาพ" วันที่ 3 มีนาคม 2569

ร่วมสนทนาโดย

- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

- ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิทยาเขตอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดำเนินรายการโดย 

อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยากรร่วมกันวิเคราะห์บริบทสถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขความขัดแย้ง ปัจจัยยกระดับความรุนแรง และผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว โดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสภาพการณ์และบรรยากาศในอาบูดาบี ไม่ว่าจะเป็นระดับความรุนแรงจากการโจมตีด้วยอาวุธ ผลกระทบต่อประชาชน แนวทางการดูแลความปลอดภัยของประชาชน หรือคนไทยในอาบูดาบี ตลอดจนในมุมมองจากภูมิภาคอ่าวฯ กระแสความเห็นสาธารณะต่อความตึงเครียดครั้งนี้

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ และ ดร.รุสตั้ม หวันสู วิเคราะห์ถึงปมสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ในขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามในการจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา (อ้างอิง :  เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 3 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยังคงเป็นการเจรจาทางอ้อมที่มีโอมานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง) ตลอดจนวิเคราะห์ถึงวิกฤตระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ขณะนี้อยู่ใน “ระยะใด” ของวงจรความขัดแย้ง และมีตัวแปรใดที่อาจผลักดันไปสู่การยกระดับความรุนแรง

วิทยากรทั้ง 3 ท่านยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของประเทศอาหรับในอ่าวฯ เช่น ซาอุดีอารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือกาตาร์ มีแนวโน้ม “ถ่วงดุล” หรือ “เลือกข้าง” อย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางในอนาคตอย่างไร

ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ กล่าวถึงเรื่องของความรุนแรงที่หลายทฤษฎีถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เช่น ทฤษฎีสมคบคิด หรือทฤษฎีการใช้สงครามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ฯลฯ ซึ่งผู้นำหลายๆ ประเทศใช้กัน โดยเฉพาะประเทศที่ใช้อำนาจนิยม แม้แต่ประเทศไทยที่ช่วงก่อนเลือกก็มีสถานการณ์สงครามเพื่ออะไรบางอย่าง

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี กล่าวถึง แนวคิดทางด้านรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังเป็นที่ยอมรับในสังคมโลกในภาพรวม โดยหากปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต่อให้มีสงครามก็จะเป็นสงครามที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศมากกว่าที่เป็น

ทั้งนี้ วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากวิกฤตินี้ว่ามีอะไรบ้าง และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากการปะทะยังคงยืดเยื้อ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดการปะทะโดยตรงจะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างไร และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ จะนำไปสู่การจัดเรียงพันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลางหรือไม่ อย่างไร ตลอดจนประเทศเล็กๆ รวมทั้งประเทศไทยเรา หากเกิดการปะทะที่ยืดเยื้อเรื้อรัง จะส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติ เศรษฐกิจพลังงาน และความมั่นคงของรัฐขนาดเล็กในภูมิภาคหรือประเทศไทยอย่างไร

นอกจากนี้วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงความท้าทายของสันติภาพตะวันออกกลาง เช่น จากบทเรียนของกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คู่ขัดแย้งมหาอำนาจ “หันกลับสู่โต๊ะเจรจา” และในสถานการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจสูงมาก กลไกใดมีศักยภาพมากที่สุดในการ “หยุดวงจรการยกระดับ” ตลอดจนหากมองออกไป 3 – 5 ปีข้างหน้า โครงสร้างความมั่นคงในตะวันออกกลางมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากสำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อรับฟังการบรรยาทางวิชาการ ในหัวข้อ “การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งและความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ณ ห้องบรรยายและปฏิบัติการศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยากรโดย รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ นายอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

CSCD ร่วมกับสภาประชาสังคมฯ จัดวงสนทนาทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง อิสลาม ประชาธิปไตย และชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดรายการสันติสนทนา EP. 4 (Special Episode) Political Dialogue บทสนทนาทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง อิสลาม ประชาธิปไตย และชายแดนใต้

ร่วมสนทนาโดย:

ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่                                         

รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง  คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี

มูฮัมหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ  Projek Sama Sama

อิมรอน ซาเหาะ  CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี     

มีหลากหลายประเด็นที่ผู้ร่วมสนทนาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น ประเด็นอิสลามเข้ากันได้หรือไม่กับประชาธิปไตย ทั้งนี้ ความขัดแย้งมักไม่ได้อยู่ที่ "ศาสนาอิสลาม" กับ "ประชาธิปไตย" โดยตรง แต่อยู่ที่ "การตีความ" มากกว่า หากมองว่าประชาธิปไตยคือเครื่องมือในการคัดเลือกผู้นำอย่างเป็นธรรมและการตรวจสอบอำนาจ อิสลามก็มีหลักการรองรับ แต่ทว่าหากมองว่าประชาธิปไตยคือการที่มนุษย์สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่อิงกรอบจริยธรรมของศาสนา กลุ่มเคร่งครัดก็จะมองว่าเข้ากันไม่ได้

ประเด็นอำนาจอธิปไตยสูงสุด เป็นของพระเจ้ากับเป็นของประชาชน ขัดกันหรือไม่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคำนิยาม หากนิยามประชาธิปไตยว่า ประชาชนมีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสิ่งแม้แต่กฎของพระเจ้า แน่นอนว่าในทางอิสลามจะถือว่าขัดกัน แต่หากมองว่า ประชาชนคือผู้ได้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าให้มาบริหารจัดการและเลือกผู้นำตามหลักธรรมาภิบาล แน่นอนว่านี่คือรูปแบบหนึ่งที่สามารถไปด้วยกันได้

ประเด็นเสียงข้างมากถูกต้องหรือหลักการถูกต้อง ประเด็นนี้หากจะกล่าวว่าเสียงข้างมากไม่ถูกต้อง แสดงว่าเสียงข้างน้อยถูกต้องกระนั้นหรือ? ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ ดังนั้น การหยั่งเสียงคือการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคม ประชาธิปไตยใช้เสียงข้างมากเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อป้องกันความขัดแย้งและการใช้อำนาจเผด็จการ ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เสียงข้างมากเลือกจะต้องถูกต้องตามหลักศีลธรรมเสมอไป

หากจะเปรียบเทียบแล้วการฟังเสียงข้างมากคือใช้ตัดสินใจในเชิงบริหารหรือการอยู่ร่วมกัน ข้อควรระวัง คืออาจกลายเป็นพวกมากลากไปในทางที่ผิด ส่วนหลักการที่ถูกต้องของอิสลามใช้เป็นเข็มทิศทางศีลธรรมและศรัทธา ส่วนข้อควรระวัง คือ หากผู้ปกครองอ้างความถูกต้องโดยไม่ฟังใคร อาจกลายเป็นเผด็จการได้

ประเด็นการเลือกตั้งที่จะถึงเร็วๆ นี้ ในพื้นที่ชายแดนใต้เริ่มมีพรรคการเมืองใช้ศาสนา(อิสลาม)เป็นเครื่องมือในการหาเสียง และโจมตีพรรคคู่แข่งทางการเมือง ดังเช่นการเมืองในตั้งในหลายครั้งที่ผ่านมา สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน เพราะอ้างว่าจะตกนรกหากไปเลือกพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคอิสลาม หรือจะได้เข้าสวรรค์หากเลือกพรรคเรา ฯลฯ ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ใช้ศาสนาในการหาเสียงเช่นเดียวกัน

ผู้ร่วมสนทนามีความกังวลต่อประเด็นเงินเทาที่เข้ามาซื้อเสียงประชาชนในพื้นที่หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและผิดหลักการอิสลาม ทั้งนี้ จะโทษประชาชนและนักการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฝ่ายที่มีหน้าที่รักษากติกาหรือรักษาความสงบเรีบยร้อยของบ้านเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเท่าที่ควร

โดยผู้ร่วมสนทนาเรียกร้องให้พรรคการเมืองหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายนี้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำเสนอนโยบายที่แต่ละพรรคต้องการจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มุ่งโจมตีใส่ร้ายป้ายสีพรรคคู่แข่ง เพราะการใส่ร้ายกันย่อมผิดหลักการของศาสนาอิสลามอย่างชัดเจนตามที่ทุกคนต่างก็ทราบกันดี 

 

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สันติสนทนา EP. 4 (Special Episode)
Political Dialogue บทสนทนาทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง อิสลาม ประชาธิปไตย และชายแดนใต้

ร่วมสนทนาโดย:
ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่
ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี
รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
มูฮัมหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ Projek SAMA SAMA
อิมรอน ซาเหาะ CSCD ม.อ.ปัตตานี

วันพุธที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 19.00 – 21.00 น.

ไลฟ์สดผ่านเพจ… Institute for Peace Studies : สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, CSCD - PSU Pattani, สภาประชาสังคมชายแดนใต้, The Poligens News และเพจอื่น

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมกับสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดโครงการ อบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสันติภาพสำหรับสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ โรงแรม Le Meridien Phuket Mai Khao Beach Resort ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

โครงการอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกระบวนการสันติภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทความขัดแย้ง การบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม บทบาทของภาคประชาชนและรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมยกระดับศักยภาพของสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจากประชาชนสู่หน่วยงานภาครัฐและส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ

กิจกรรมการอบรมประกอบด้วยการเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่หลากหลาย อาทิ

  • พัฒนาการของกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • แนวคิดเรื่องสภากระจายอำนาจ (Devolution Assembly) บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ และบทเรียนจากต่างประเทศ
  • การส่งเสริมความหลากหลายและการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม
  • รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการสันติภาพ
  • แนวคิดและประสบการณ์ด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

ทั้งนี้ คณาจารย์และบุคลากรของสถาบันสันติศึกษา ได้แก่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช คุณอิมรอน ซาเหาะ และ Dr. Anders Engvall จาก Stockholm School of Economics ประเทศสวีเดน ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

บรรยากาศการอบรมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามเชิงลึกและระดมสมองกับผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและภาควิชาการ เพื่อร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานสันติภาพในระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาควิชาการ เพื่อเสริมสร้างพลังทางความรู้และเครือข่ายการทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ให้สามารถมีบทบาทอย่างแท้จริงในการผลักดันการแก้ไขปัญหาและสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับ “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” นั้นเป็นกลไกที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มาตรา 19 บัญญัติให้มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมต่อการบริหาร การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  และเสริมสร้างความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน โดยสภาที่ปรึกษาฯ มีตัวแทนของประชาชนที่หลากหลาย ได้แก่ ผู้แทนศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้สอนและบุคคลากรทางการศึกษา  สถานศึกษาปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กลุ่มสตรี ผู้แทนภาคธุรกิจ สื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้น 13 กลุ่ม 47 คน

 

The National Security Council (NSC), Institute of Peace Studies (IPS) at Prince of Songkla University,  the Advisory Council on Administration and Development of Southern Border Provinces and the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC) jointly organized a workshop on 14-16 July 2025 at Le Meridien Phuket Mai Khao Beach Resort in Phuket, to enhance capacity of the Advisory Council’s members to drive peace process and peacebuilding in the southernmost provinces.

The workshop, presided over by the Secretary-General of the National Security Council (NSC), Mr. Chatchai Bangchuad, covers various issues such as the development of peace process, power sharing, cultural diversity and intercultural education, public participation in the peace process and transitional justice. The IPS team, led by IPS Director Asst. Prof. Dr. Kusuma Kooyai, includes Asst. Prof. Dr. Srisompob Jitpiromsri, Dr. Rungrawee Chalermsripinyorat, and Mr. Imron Sahoh, together with Dr. Anders Engvall from the Stockholm School of Economics in Sweden, joined the workshop as speakers and moderators.

The Advisory Council, established under the Southern Border Provinces Administration Act B.E. 2553, is designed to enhance people’s participation in development and conflict resolution in the Deep South. The 47-member Advisory Council consists of representatives from various sectors, including religious leaders, local leaders, civil society, education sector, women, business, mass media and experts.