ผู้หญิง

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ

คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร

สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้

มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน

งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ

ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด

ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้

เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า

เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่

หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก

ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้

ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์

ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน

สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์


บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป

 

ที่มา : ThisAble.me

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วันนี้ (22 มิถุนายน 2566) คณะทำงานจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นำโดย คุณเซฟเวอรีน ลีโอนาดี รองผู้อำนวยการ พร้อมด้วย คุณสันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็ก และ คุณอลิญา หมัดหมาน เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็ก ได้เดินทางมายังห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อรับฟังข้อมูลด้านงานวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสถานการณ์ในพื้นที่ ประเด็นการขับเคลื่อนงานด้านคุ้มครองเด็ก รวมถึงบทบาทของเยาวชนและผู้หญิงในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นดังกล่าว

โดยมี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และอาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารยืประจำสถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา เป็นผู้บรรยายสรุป พร้อมด้วยคุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ด้วย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รายการ : มุ่งสู่ประชาธิปไตย ไปกับสถาบันพระปกเกล้า (วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564)
รับฟังการสัมภาษณ์ อ.ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์วิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประเด็น เสียงของผู้หญิงในภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่


ติดตามรับฟังได้ทาง
สถานีวิทยุ FM 87.5 MHz , Am 1071 KHz และ พร้อมทั้ง 14 เครือข่ายทั่วประเทศ ในเวลา 20.00 - 21.00 น.
ทางวิทยุรัฐสภาออนไลน์
http://tpchannel.org

ทาง Mobile Application : TPchannel
และทาง Facebook แฟนเพจ : วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา
และรับฟังย้อนหลังได้ทาง Youtube TP Channel และ KPI Channel

สามารถดาวน์โหลดแอพ TPchannel ฟรี ได้ที่ App Store สำหรับระบบ iOS และที่ Play Store สำหรับระบบ Android

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นผลให้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 รัฐบาลได้ออกมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ซึ่งรวมทั้งสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องประสบปัญหาต่างทับซ้อนกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ อีกทั้งจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่หน้าด่านของการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จนถึงขณะนี้ (1 กรกฎาคม 2564) พบจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 2,180 ราย จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2,158 ราย และจังหวัดยะลา จำนวน 1,989 ราย ขณะที่พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 จังหวัดปัตตานี จำนวน 7 ราย จังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 คน และจังหวัดยะลา จำนวน 13 ราย สถานการณ์ของสตรีและเด็กรวมทั้งกลุ่มเปราะบางต่างๆ มีรายละเอียดเป็นการเฉพาะ

ในการนี้ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้​ สถาบันสันติศึกษา​ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ​และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ จึงได้จัดเสวนาสาธารณะออนไลน์ “ผู้หญิงและเด็กชายแดนใต้กับสถานการณ์โควิด 19 ระลอกใหม่" เมื่อวันที่ 4  กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก https://www.facebook.com/CSCD-PSU-Pattani 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ข้อถกเถียงว่าด้วยการเป็นผู้นำทางการเมืองกับผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้

ยาสมิน ซัตตาร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

อิมรอน ซาเหาะ

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อับดุลเอาว์วัล สิดิ

โครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

 

บทคัดย่อ

จุดประสงค์ บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องพื้นที่ทางการเมืองแบบเป็นทางการของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้: บทบาท โอกาส และข้อท้าทาย โดยงานชิ้นนี้ต้องการอภิปรายข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องการเป็นผู้นำของสตรีในอิสลาม โดยมีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้

 

วิธีการศึกษา งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการศึกษาผ่านงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการศึกษาผ่านการเก็บข้อมูลในพื้นที่สนามการเมืองชายแดนใต้ที่มีสตรีมลายูมุสลิมอยู่ในพื้นที่

 

ผลการศึกษา พบว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้มีข้อท้าทายประการสำคัญสำหรับผู้หญิงมุสลิมในการเข้าสู่พื้นที่ทางการเมือง นั่นคือข้อถกเถียงเรื่องบทบาทของผู้หญิงมุสลิมในพื้นที่ทางการเมืองซึ่งมีการตีความของนักกฎหมายอิสลามและผู้รู้ในอดีตในบริบทที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีการมองบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้หญิงหรือมีจารีตประเพณีในแต่ละสังคม และสำหรับผู้รู้ศาสนาอิสลามบางท่านก็ไม่ได้มองว่าการมีบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้นำไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการศาสนา ตราบใดที่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้นแล้วผู้หญิงคนนั้นยังคงสามารถรักษาการปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาอิสลามเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันในพื้นที่ชายแดนใต้พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงไม่ยอมรับในบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิง ซึ่งมีผลต่อตัวนักการเมืองสตรีในพื้นที่ที่แม้จะมีต้นทุนในเรื่องต่าง ๆ ประกอบกันแล้ว ก็อาจทำให้ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตได้

 

การนำผลวิจัยไปใช้ ผลของงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำไปแลกเปลี่ยนกับตัวแทนสมาชิกผู้แทนราษฎรหญิงในพื้นที่ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนในการพัฒนาศักยภาพของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งใช้ประกอบในการดำเนินงานต่อไป


ที่มา วารสารอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เสวนา​เครือข่าย​วิชาการ​ออนไลน์​ว่าด้วย​เรื่อง​ "ผู้​หญิง​กับการเมือง​สหรัฐอเมริกา​: มุมมอง​และนัยยะต่อพื้นที่​ทางการเมือง​ของ​ผู้หญิง​ในชายแดน​ใต้" วิทยากรโดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ New York University Abu Dhabi, ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ดร.เขมนิจ วัฒนทินโชติ อาจารย์ประจำสำนักพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดำเนินรายการโดย อ.ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก https://www.facebook.com/302421399918586/videos/424807962033064

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ณ คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายอิมรอน ซาเหาะ จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้าร่วมนำเสนอบทความวิจัย เรื่อง “ข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องผู้หญิงมุสลิมกับการทำงานในพื้นที่สาธารณะผ่านการศึกษานักการเมืองสตรีมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ (Discussion on Muslim Women and Public Space through the Case Study of Muslim Women Politicians in the Deep South of Thailand)” โดยเขียนร่วมกับ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ นายอับดุลเอาว์วัล สิดิ จากโครงการมะดีนะตุสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ในการประชุมวิชาการระดับชาติอิสลามศึกษามุสลิมศึกษา ครั้งที่ 5 ประจำปี 2564 (The 5th National Conference on Islamic and Muslim Studies 2021) "อิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ความท้าทายในยุค New Normal"

โดยบทความดังกล่าวนี้ได้รับรางวัล​การนำเสนอ​ผลงานวิจัย​ภาคบรรยาย​ ระดับดีเด่น โดยมี 7 บทความ จาก 101 บทความที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่นในครั้งนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหลายบทความที่น่าสนใจ อาทิ บทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์อิลมู (ความรู้) :ความหมาย ความแตกต่างและการจำแนกชนิดอิลมู (ความรู้) อิสลาม ในโลกอาหรับ, มลายู, สยาม และปาตานี” นำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์โชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ มีคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษาอีกกว่าร้อยคน/ร้อยบทความเข้าร่วมนำเสนอในครั้งนี้ด้วย

ขอบคุณภาพจาก Faculty of Islamic Sciences - คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี