สงคราม

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ถอดรหัสความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพสหรัฐอเมริกา - อิหร่าน

จากวงสันติสนทนา Ep.6  : ถอดรหัสการเจรจาสงบศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทำไมล้มเหลว ? เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการถอดรหัสเบื้องหลังการเจรจาสันติภาพที่ล้มเหลวระหว่างวันที่ 11 - 12 เมษายน 2569 ว่ามาจากปัจจัยใด และทิศทางของสถานการณ์หลังจากนี้จะดำเนินไปอย่างไร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะ ได้แก่

🧑‍🏫 ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดำเนินรายการโดย

🧝 อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ได้รวบรวมมุมมองเชิงลึกและนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะหลายขั้วอำนาจ โดยมีข้อค้นพบสำคัญที่ตอกย้ำว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่คือกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยกลไกค้ำประกันที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ

ภาพรวมพลวัตความขัดแย้ง

สงครามระหว่างกลุ่มพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับฝั่งอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้เกิดการโจมตีและตอบโต้กันอย่างรุนแรงยาวนานกว่า 40 วัน ก่อนจะนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในวันที่ 8 เมษายน ความพยายามทางการทูตเริ่มต้นขึ้นในการเจรจารอบแรกระหว่างวันที่ 11-12 เมษายน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน แม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการที่ทีมเทคนิคของทั้งสองฝ่ายยอมนั่งหารือในห้องเดียวกัน แต่ท้ายที่สุดกระบวนการเจรจากลับประสบความล้มเหลว ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลก สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยที่พุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท

 ปัจจัยที่ทำให้การเจรจาชะงักงัน

การล่มสลายของโต๊ะเจรจาเกิดจากรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ได้แก่

 สภาวะขาดความไว้วางใจ: สหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างไม่เชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริง

 ความแตกต่างสุดขั้วของข้อเรียกร้อง: การตั้งเงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาจำนวน 15 ข้อ และอิหร่าน 10 ข้อ ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนทางผลประโยชน์ที่สามารถตกลงกันได้เลย

 อิทธิพลของตัวแทรกแซงกระบวนการ: แม้อิสราเอลจะไม่อยู่ในโต๊ะเจรจา แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกา ทำให้การต่อรองซับซ้อนและถูกขัดขวาง

 ยุทธวิธีบีบบังคับทางการทูต: ท่าทีของสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นการกดดันเพื่อให้อิหร่านยอมจำนน มากกว่าการเจรจาต่อรองอย่างจริงจัง ทำให้อิหร่านปฏิเสธที่จะลดละข้อเรียกร้อง

 ข้อจำกัดของคณะผู้แทนเจรจา: ตัวแทนของสหรัฐอเมริกาขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ การต้องรอคำสั่งจากสายการบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้กระบวนการขาดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ

กรอบวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์

การวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านกรอบทฤษฎีความขัดแย้งช่วยอธิบายสภาวะที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีความสุกงอมของความขัดแย้งชี้ว่า คู่ขัดแย้งจะเข้าสู่การเจรจาอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายบอบช้ำอย่างหนักและตระหนักว่าอำนาจทางทหารไม่สามารถสร้างชัยชนะได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งยังเป็นกระบวนการที่ลึกซึ้งและต้องใช้เวลา

พฤติกรรมบนโต๊ะเจรจายังมีลักษณะคล้ายเกมวัดใจและกับดักนักโทษ กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันโดยไม่ยอมถอย เพราะเกรงว่าฝ่ายที่ยอมก่อนจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และด้วยความไร้ความเชื่อใจ ทั้งคู่จึงเลือกยุทธศาสตร์ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเมื่อประเมินผลลัพธ์ความเป็นไปได้ จะพบว่า

 - หากทั้งคู่ยอมประนีประนอม จะเกิดข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพึงพอใจและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

 - หากสหรัฐอเมริกายอมแต่อิหร่านไม่ยอม สหรัฐอเมริกาจะเสียบารมีและอิหร่านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

 - หากสหรัฐอเมริกาไม่ยอมแต่อิหร่านยอม สหรัฐอเมริกาจะได้ชัยชนะเต็มที่ขณะที่อิหร่านสูญเสีย

 - หากทั้งคู่ไม่ยอมประนีประนอมดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน จะนำไปสู่สงครามที่ยืดเยื้อและสร้างความเสียหายสูงสุดต่อทุกฝ่าย

บทบาทของผู้เล่นระดับโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ปากีสถาน:ทำหน้าที่จัดเตรียมพื้นที่เจรจาและรักษาความปลอดภัย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความเป็นอิสระและศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้บทบาทตัวกลางยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

 จีน: ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญที่อาจทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันข้อตกลง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามยังต้องประเมินท่าทีการยอมรับจากฝั่งสหรัฐอเมริกา

 อิสราเอล: เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้การเจรจายากขึ้น เนื่องจากไม่ยอมรับผลการเจรจาและพยายามแทรกแซงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

 ประเทศในภูมิภาคและยุโรป: สนับสนุนแนวทางการทูตและพยายามสกัดกั้นไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งลุกลาม

ฉากทัศน์อนาคตและผลกระทบระดับมหภาค

ทิศทางของความขัดแย้งสามารถประเมินได้ใน 3 ฉากทัศน์หลัก คือ

 1. การเจรจาทางการทูตดำเนินการต่อผ่านตัวกลางและการมีส่วนร่วมของมหาอำนาจอื่น ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การลดความตึงเครียดหรือการหยุดยิงชั่วคราว

 2. สงครามยืดเยื้อจากการเจรจาที่ล้มเหลว ซึ่งฝ่ายที่มีความทนทานมากกว่าอย่างอิหร่านอาจชิงความได้เปรียบในระยะยาว

 3. ความขัดแย้งขยายวงกว้างลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือระดับโลก โดยมีมหาอำนาจอื่นเข้าร่วม

ผลกระทบที่ตามมาคือความผันผวนอย่างหนักของราคาพลังงาน หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาถูกท้าทาย สวนทางกับบทบาทและการแสดงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เบื้องต้นต่อสังคมไทยในภาพรวม

ความล้มเหลวของการเจรจาสงบศึกสะท้อนความซับซ้อนของความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกันทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก สถานการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบอำนาจโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคของมหาอำนาจหลายขั้วอย่างเต็มรูปแบบ วิกฤตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นคลื่นกระแทกที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรง สังคมไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวดังนี้

 ระดับนโยบายภาครัฐ: ต้องเร่งวางกลยุทธ์รับมือผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การจัดหาทางเลือกพลังงานสำรอง เช่น การขุดเจาะแหล่งพลังงานใหม่ หรือการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดการพึ่งพิงตลาดโลกที่เปราะบาง

 ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม: ควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่มีความผันผวนสูง การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและการรักษาสภาพคล่องทางการเงินจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะแทรกซ้อนทางเศรษฐกิจ

 ภาคประชาชน: ต้องตระหนักถึงแนวโน้มของค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น การปรับพฤติกรรมการบริโภคพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยสามารถรับมือและก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของความขัดแย้งระดับโลกครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รายการ สันติสนทนา Ep.5 : "วิกฤติสหรัฐ-อิหร่าน กับการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกและความท้าทายของสันติภาพ" วันที่ 3 มีนาคม 2569

ร่วมสนทนาโดย

- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

- ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิทยาเขตอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดำเนินรายการโดย 

อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยากรร่วมกันวิเคราะห์บริบทสถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขความขัดแย้ง ปัจจัยยกระดับความรุนแรง และผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว โดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสภาพการณ์และบรรยากาศในอาบูดาบี ไม่ว่าจะเป็นระดับความรุนแรงจากการโจมตีด้วยอาวุธ ผลกระทบต่อประชาชน แนวทางการดูแลความปลอดภัยของประชาชน หรือคนไทยในอาบูดาบี ตลอดจนในมุมมองจากภูมิภาคอ่าวฯ กระแสความเห็นสาธารณะต่อความตึงเครียดครั้งนี้

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ และ ดร.รุสตั้ม หวันสู วิเคราะห์ถึงปมสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ในขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามในการจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา (อ้างอิง :  เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 3 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยังคงเป็นการเจรจาทางอ้อมที่มีโอมานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง) ตลอดจนวิเคราะห์ถึงวิกฤตระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ขณะนี้อยู่ใน “ระยะใด” ของวงจรความขัดแย้ง และมีตัวแปรใดที่อาจผลักดันไปสู่การยกระดับความรุนแรง

วิทยากรทั้ง 3 ท่านยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของประเทศอาหรับในอ่าวฯ เช่น ซาอุดีอารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือกาตาร์ มีแนวโน้ม “ถ่วงดุล” หรือ “เลือกข้าง” อย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางในอนาคตอย่างไร

ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ กล่าวถึงเรื่องของความรุนแรงที่หลายทฤษฎีถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เช่น ทฤษฎีสมคบคิด หรือทฤษฎีการใช้สงครามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ฯลฯ ซึ่งผู้นำหลายๆ ประเทศใช้กัน โดยเฉพาะประเทศที่ใช้อำนาจนิยม แม้แต่ประเทศไทยที่ช่วงก่อนเลือกก็มีสถานการณ์สงครามเพื่ออะไรบางอย่าง

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี กล่าวถึง แนวคิดทางด้านรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังเป็นที่ยอมรับในสังคมโลกในภาพรวม โดยหากปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต่อให้มีสงครามก็จะเป็นสงครามที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศมากกว่าที่เป็น

ทั้งนี้ วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากวิกฤตินี้ว่ามีอะไรบ้าง และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากการปะทะยังคงยืดเยื้อ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดการปะทะโดยตรงจะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างไร และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ จะนำไปสู่การจัดเรียงพันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลางหรือไม่ อย่างไร ตลอดจนประเทศเล็กๆ รวมทั้งประเทศไทยเรา หากเกิดการปะทะที่ยืดเยื้อเรื้อรัง จะส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติ เศรษฐกิจพลังงาน และความมั่นคงของรัฐขนาดเล็กในภูมิภาคหรือประเทศไทยอย่างไร

นอกจากนี้วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงความท้าทายของสันติภาพตะวันออกกลาง เช่น จากบทเรียนของกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คู่ขัดแย้งมหาอำนาจ “หันกลับสู่โต๊ะเจรจา” และในสถานการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจสูงมาก กลไกใดมีศักยภาพมากที่สุดในการ “หยุดวงจรการยกระดับ” ตลอดจนหากมองออกไป 3 – 5 ปีข้างหน้า โครงสร้างความมั่นคงในตะวันออกกลางมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

PEACE: "18 ปี สงครามและกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้"

เสวนาออนไลน์ เวลา 18.30 น.- 20.00 น.
ถ่ายทอดสดทาง The Reporters , Patani NOTES

ผู้ร่วมเสวนา
- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์
- รักชาติ สุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
- มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ
- ฮารา ชินทาโร่ นักวิชาการอิสระ
- นวลน้อย ธรรมเสถียร Patani NOTES
- ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporters

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

คลิปที่ 2 คลิ๊ก ที่นี่