สภาผู้แทนราษฎร

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมเครือข่าย ประกอบไปด้วย สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ มูลนิธิ Digital4Peace ดิจิทัลเพื่อสันติภาพ

จัดสภาสนทนา บทสนทนาว่าด้วยเรื่องบทบาทของนักกิจกรรมทางสังคม “จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้สู่สภาผู้แทนราษฎร"

ดำเนินรายการโดย อิมรอน ซาเหาะ และ ฆอซาลี อาแว

กล่าวเปิดวงสนทนาโดย คุณลม้าย มานะการ  ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ 

วิทยากรโดย อดีตสมาชิกสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบไปด้วย

รักชาติ สุวรรณ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (อดีตประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้/อดีตประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้)

อับดุลการีม อัสมะแอ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (อดีตผู้แทนสถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี/อดีตประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้)

รุสลัน โต๊ะปาเก ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จ.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ (อดีตประธานกลุ่มยือรีงา)

บาสรี มะเซ็ง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคเพื่อไทย (อดีตอุปนายกสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี)

โดยบทสนาทนาเริ่มตั้งแต่ แรงผลักดันอะไรที่ทำให้เข้าสู่สนามการเมือง แต่ละท่านมีความฝันอะไร ตลอดจนประเด็นอะไรที่ท่านจะผลักดันเมื่อได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ที่สำคัญนโยบายเด่นๆ โดยเฉพาะนโยบายการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต และกระบวนการสร้างสันติภาพฯ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สภาสนทนา... บทสนทนาว่าด้วยเรื่องบทบาทของนักกิจกรรมทางสังคม... “จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้สู่สภาผู้แทนราษฎร"

เปิดวงสนทนาโดย ลม้าย มานะการ

ร่วมสนทนาโดย

รักชาติ สุวรรณ พรรคประชาชน

อับดุลการีม อัสมะแอ พรรคประชาชาติ

รุสลัน โต๊ะปาเก พรรคประชาธิปัตย์

บาสรี มะเซ็ง พรรคเพื่อไทย

ดำเนินรายการโดย ฆอซาลี อาแว และ อิมรอน ซาเหาะ

วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 20.00 – 21.00 น.

ไลฟ์สดผ่านเพจ…  สภาประชาสังคมชายแดนใต้, Digital4Peace, CSCD - PSU Pattani, The Poligens News และเพจอื่นๆ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอเชิญร่วมงานเวทีสาธารณะ สภาผู้แทนราษฎรกับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุม

พุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.00 – 16.00 น. ห้องน้ำพราว 2 โรงแรมซีเอส อ.เมือง จ.ปัตตานี (ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน QR Code)

การเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในการร่วมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง ตลอด 21 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้แสดงบทบาทที่หลากหลายในการสะท้อนความความต้องการและความกังวลของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งยังต้องอาศัยการทำงานของสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ โดยเฉพาะรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ทางการเมืองภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีบทบาทในการทำงานสร้างสันติภาพในมุมมองต่างๆ ที่มีความหลากหลาย

กำหนดการ

13.00-13.10 น. กล่าวเปิดงาน โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

13.10-13.30 น. "สภาผู้แทนราษฎรกับสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดย คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

13.30-13.45 น. สรุปสถานการณ์ การทำงานของภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนใต้

13.45-16.00 น. การประชุมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้แทนราษฎร องค์กรภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ในประเด็นต่างๆ เช่น สถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ สิทธิมนุษยชน การศึกษา ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ฯลฯ

จัดโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ กรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร และสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย” (Mother Tongue-Based Education) ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร และห้องประชุม ชั้น  สำนักงานวิทยาเขตปัตตานี ม.องปัตตานี โดยมีผู้เชี่ยวชาญในหลายหลากสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาระดมความคิดเห็น อาทิ Prof.Joseph Lo Bianco ศาสตราจารย์ด้านภาษา การเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมและการสร้างสันติภาพ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และ Prof. Tejendra Pherali ศาตราจารย์ด้านการศึกษา ความขัดแย้งและสันติภาพจาก University College London

กิจกรรมในวันนี้เกี่ยวเนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ ได้ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้และทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่อง และพบข้อเท็จจริงในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในชายแดนภาคใต้คือภาษามาลายูได้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีหน่วยงานต่าง ๆ ศึกษาต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีจนมีข้อค้นพบว่าทำให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้น

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ทำงานร่วมกับ Summer institute of linguistics-SIL เพื่อนำร่องการใช้ภาษามาลายูในการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีประสบการณ์จัดการศึกษาโดยภาษาแม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกหลายร้อยแห่ง และพบว่าการใช้ภาษาแม่เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นครั้งแรกจะทำให้เด็กสนใจเรียน มีความคิดสร้างสรรค์ และผลการศึกษาดี สอดคล้องกับงานวิจัยของยูเนสโกที่ระบุว่าการสอนภาษาแม่ควบคู่กับภาษาที่สอง (หรือภาษาประชาชาติ) ทำให้การเรียนภาษาที่สองและวิชาอื่น ๆ ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้านักเรียนได้รับการสอนที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ความสามารถในการเรียนรู้จะลดลง จึงทำให้นักวิชาการทั่วโลกถือว่าการกีดกันเด็กจากการศึกษาโดยภาษาแม่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอย่างหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ตัวแทนคณะกรรมาธิการได้เข้าพบนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย นำมาสู่การพูดคุยหารือในประเด็นการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษา เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา และเด็กทุกคนมีสิทธ์เรียนโดยใช้ภาษาแม่เมื่อเข้าเรียนในชั้นเด็กเล็ก จากนั้นเมื่อเรียนในชั้นสูงขึ้นมาเด็กสามารถเลือกเรียนในภาษาราชการที่ตนสนใจได้เอง

กมธ.จึงตั้ง “คณะทํางานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา” ขึ้นมา โดยประธานกรรมาธิการเสนอให้มีการปรึกษาหารือในการจัดทำ Workshop วันนี้ใน 4 ประเด็น ได้แก่

1. การใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพอย่างไร และจะแตกต่างจากการใช้ภาษาประจำชาติอย่างเดียวอย่างที่ทำกันอยู่หรือไม่อย่างไร

2. การสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่ไม่ใช่ภาษาไทย เช่น เด็กชายแดนใต้ที่ใช้ภาษามลายู คือสอนภาษาไทยกับเด็กเหล่านี้แบบเดียวกับที่สอนเด็กในจังหวัดอื่นที่ใช้ภาษาไทยตั้งแต่เกิด 100% อย่างที่ทำกันอยู่นี้เป็นปัญหาหรือไม่

3. จากข้อที่ 2 เราสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่เป็นภาษามลายูด้วยวิธีการที่ผิดใช่หรือไม่

4. การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ต้องทำอย่างไร

“หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคทางภาษาศาสตร์ที่เป็นประเด็นเล็กๆ แต่ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดีเราจะพบว่านี่คือเรื่องใหญ่มากที่เราปล่อยให้ประชากรกว่า 1.8 ล้านคนที่มีภาษาแม่ที่ไม่ใช่ภาษาไทยได้รับการศึกษาจากการเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้ภาษาแม่ ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเขาไม่เข้าใจ เรื่องนี้สำหรับผมถือเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นเรื่องใหญ่ในระดับสากล ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าประเทศไทยเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนและจะทำอย่างไรที่เราจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง” นายจาตุรนต์ กล่าว

ข้อสรุปและข้อค้นพบจากการจัด workshop ครั้งนี้จะนำไปทำเป็นข้อเสนอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายงานของ กมธ. ที่เตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคมนี้

“วันนี้เราจะสนับสนุนให้ใช้ภาษาแม่ในการจัดการเรียนการสอนแต่เมื่อเด็กโตขึ้นมาก็ต้องขยับมาเรียนภาษาประจำชาติ เพราะถึงอย่างไรประชาชนทุกคนก็มีสิทธิ์เข้าถึงภาษาประจำชาติเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศเช่นกัน” ประธาน กมธ. กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ งานประชุมในครั้งนี้ ดำเนินรายงานและกล่าวปิดการประชุมโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้