เครือข่ายวิชาการ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา และ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมจัดงานเสวนาสาธารณะ ภายใต้หัวข้อ “20 ปี ทำไมต้องพูดคุยสันติภาพ?” ร่วมกล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา และ ผศ.ดร.สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ภายในงานมีกำหนดการหลากหลายช่วงที่น่าสนใจ อาทิ การบรรยายพิเศษ หัวข้อ Timeline กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี โดย ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต่อด้วยวงเสวนาสาธารณะ เรื่อง ทำไมต้องพูดคุยสันติภาพ? ถ้าไม่คุยชายแดนใต้/ปาตานีจะเป็นอย่างไร? วิทยากรโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (CSCD, IPS, PSU), ผศ.ดร.มุคตาร์ อับดุลกอเดร์ และ ดร.ยูเนี่ยนสาสมีต้า สาเมาะ สถาบันปาตานีเพื่อการวิจัยและพัฒนามนุษย์ (INSANI), คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และ คุณซุลกิฟลี ลาเต๊ะ The Patani ดำเนินรายการโดย คุณซาฮารี เจ๊ะหลง The motive

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 วงเสวนาสาธารณะที่น่าสนใจ คือ วงเสวนาเรื่อง "เสียงของคนกลางดงไฟ" วิทยากรโดย คุณรุจิรดา วงศ์แก้ว ต้นกล้าพันธุ์ใหม่, คุณปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (PAOW) และ คุณพาดีละห์ นิโซะ มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ดำเนินรายการโดย คุณลม้าย มานะการ สภาประชาสังคมชายแดนใต้

ปิดท้ายด้วยวงเสวนา เรื่อง "บอกเล่าประสบการณ์งานชายแดนใต้/ปาตานี" วิทยากรโดย คุณกนกพร ชูพันธ์ กลุ่มเพื่อนเยาวชนและคนพุทธ, คุณคนึงนิจ มากชูชิต สมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา, คุณโซรยา จามจุรี เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้หรือ (Civic Women), คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม, คุณอัสนี ดอราแม็ง องค์การเยาวชนเมืองสาย Persatuan Pemuda/Pemudi Sai - (Persai) ดำเนินรายการโดย คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (CSCD, IPS, PSU)

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงานมีการอ่านข้อเสนอแนะจากภาควิชาการและภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี ซึ่งมีรายละเอียดข้อเสนอดังนี้

1. ท่ามกลางสถานการณ์ของความรุนแรงชายแดนใต้/ปาตานีที่เข้มข้นขึ้นในเวลานี้ เราขอให้พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ได้มีศาสนาได้โปรดอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ที่มีลักษณะยั่วยุให้เกิดความหวาดระแวงและแตกแยกระหว่างกัน  สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ยิ่งต้องทำให้เราเห็นอกเห็นใจกัน เป็นกำลังใจให้กัน 

2. ขอให้สื่อมวลชนได้โปรดใช้ความระมัดระวังในการรายงานข่าวสารที่อาจจะกลายเป็นการเลือกปฏิบัติ ตีตรา เหมารวม หรือทำให้เป็นอื่น สร้างอคติ ความเกลียดชังระหว่างศาสนาและชาติพันธุ์

3. "เสียงจากคนใน" เสียงจากคนในพื้นที่ทั้งพุทธ มุสลิมและศาสนาอื่นพวกเราไม่เอาความรุนแรงและต้องการให้ใช้สันติวิธี เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันต่อกระบวนการสันติภาพโดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในการใช้ความรุนแรง ต้องยุติการกระทำที่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน และร่วมออกแบบอนาคตด้วยความรับผิดชอบและเกียรติภูมิ

4. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม รัฐบาลต้องเดินหน้าการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการด้วยท่าทีที่เปิดกว้าง ไปให้พ้นจากวาทกรรมทางการเมืองคุยกับโจรหรือวาทกรรมเรื่องตัวจริง-ตัวปลอม วาทกรรมเหล่านี้คือตัวถ่วงทำลายกระบวนการพูดคุยสันติภาพอันเป็นกระบวนการหลักสากลในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก

5. สันติวิธีคือทางออกเดียวของปัญหาความขัดแย้ง  กระบวนการสันติภาพไม่ใช่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์แต่คือการเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้งและซื่อตรง ไม่มีพื้นที่ขัดแย้งใดในโลกที่ความขัดแย้งจบลงด้วยปลายกระบอกปืน ความขัดแย้งจบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ร่วมอ่านข้อเสนอโดยตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ประกอบไปด้วย คุณรุจิรดา วงศ์แก้ว (น้องสปาย) ผู้แทนกลุ่มต้นกล้าพันธุ์ใหม่, คุณอัสนี ดอราแม็ง ผู้แทนองค์การเยาวชนเมืองสาย Persatuan Pemuda/Pemudi Sai - (Persai), คุณฟาฏิล จามจุรี ผู้แทนเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้หรือ (Civic Women), คุณซุลกิฟลี ลาเต๊ะ ผู้แทน The Patani และคุณพาดีละห์ นิโซะ ผู้แทนมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

กล่าวสรุปและปิดงานโดย ดร.ฮาฟีส สาและ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องบรรยาย IPS301 สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อาจารย์ธรรมศาสตร์ โสตถิพันธุ์ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากหลากหลายสาขาวิชาจำนวน 35 คน จาก Universiti Pendidikan Sultan Idris (UPSI) ประเทศมาเลเซีย เพื่อศึกษาดูงานภายใต้โครงการ "Dacross: Dialogue Across Borders – Discovering Asia through Education" จัดโดย Harun Aminurrashid Residential College Student Council, UPSI

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วยการแนะนำมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของทั้งสองสถานศึกษา พร้อมทั้งเปิดเวทีให้นักศึกษาจาก UPSI ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนองค์กรนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ว่าด้วยเรื่องระบบการศึกษาของทั้งสองประเทศ รวมถึงบริบททางสังคม ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา ที่อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในระดับก่อนอุดมศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักศึกษาทั้งสองมหาวิทยาลัยในมิติด้านวัฒนธรรม การศึกษา และสังคม

ในโอกาสนี้ สถาบันสันติศึกษา ขอขอบคุณ กองพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้การสนับสนุนและเชิญชวนตัวแทนจากองค์กรนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดียิ่ง

===========

Institute for Peace Studies, Prince of Songkla University, Welcomed Students from Universiti Pendidikan Sultan Idris (UPSI), Malaysia

--------------------------------------------

On 8 May 2025, Ms. Thammasat Sotthibandhu, Deputy Director of the Institute for Peace Studies, Prince of Songkla University (PSU), welcomed a delegation of 35 undergraduate students from Universiti Pendidikan Sultan Idris (UPSI), Malaysia, for a study visit under the program "Dacross: Dialogue Across Borders – Discovering Asia through Education" organized by Harun Aminurrashid Residential College Student Council, UPSI.

The session included presentations introducing both universities, followed by an engaging dialogue between UPSI students and student representatives from PSU. Discussions covered a wide range of topics including educational systems in both countries, as well as the social contexts and complexities related to ethnicity, religion, and language that may influence student learning experiences prior to entering higher education. In addition, students exchanged ideas about academic structures, teaching methods, and campus life at both universities, fostering mutual understanding in areas of culture, education, and community.

IPS would like to take this opportunity to extend our sincere appreciation to the Student Development and Alumni Affairs Division of PSU for their kind support in coordinating and inviting student representatives to join this meaningful activity.

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) สถาบันพระปกเกล้า และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ  เศรษฐมาลินี และนางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์  พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางสาวรตญา  กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วม ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี

โดยการเสวนาในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา และปาฐกถา หัวข้อ “บทบาท กสม. กับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  ต่อมาเป็นกิจกรรมสันติสนทนา ( Peace Dialogue ) หัวข้อ “บริบทของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

วิทยากรโดย คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ดร.ขดดะรี บินเซ็น ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พันตรีพนมกรณ์ พันพรมมา ผู้แทน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า พันตำรวจโทเสกสันต์ คงคืน ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า คุณดนัย มู่สา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ธตรฐ สนธิเณร สถาบันพระปกเกล้า ทนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูตะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม คุณละม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้ คุณพงษ์ศักดิ์  พรหมสังข์ ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณอับดุลเลาะ เงาะ ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ดำเนินรายการโดย ดร.อภิญญา ดิสสะมาน สถาบันพระปกเกล้า

ภาคบ่ายเป็นกิจกรรม Justice Discussion หัวข้อ กระบวนการยุติธรรมภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่น

คง และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วิทยากรโดย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พลโทปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า พันตำรวจเอกรังษี มั่นจิตร ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณน้ำแท้ มีบุญสล้าง สำนักงานอัยการสูงสุด (ผ่านระบบสื่อออนไลน์ Zoom Meeting) ทนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม คุณนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ (หลานสาวของพลทหารวิเชียร เผือกสม) คุณอัรฟาน ดอเลาะ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย คุณวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี

ดำเนินรายการโดย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายสุเรนทร์ ปะดุกา ผู้อำนวยการสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคใต้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรม Human Rights Circle หัวข้อ “การเยียวยาความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” และกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดพัฒนาและจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกภาคส่วน

วิทยากรโดย  นายแพทย์ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ คุณนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร คุณโซรยา จามจุรี เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ คุณอนันต์ โตงนุแย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา คุณนภัสนันท์ ทรัพย์เจริญ ผู้แทนศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.ฟารีดา ปันจอร์ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ คุณแวกอเดร์ แวโน๊ะ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต.

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์

โดยช่วงท้ายของการสัมมนา นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวสรุปผลการสัมมนา และแนวทางการจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้และเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปิดโครงการ

อนึ่ง โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง 3 ฉบับ การดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และพัฒนากระบวนการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งใด ๆ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง จำนวน 100 คน

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติที่สอดคล้องเหมาะสมกับหลักสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานของรัฐเพื่อนำไปทบทวนแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และเพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและร่วมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ กรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ สภาผู้แทนราษฎร และสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานในชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย” (Mother Tongue-Based Education) ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร และห้องประชุม ชั้น  สำนักงานวิทยาเขตปัตตานี ม.องปัตตานี โดยมีผู้เชี่ยวชาญในหลายหลากสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาระดมความคิดเห็น อาทิ Prof.Joseph Lo Bianco ศาสตราจารย์ด้านภาษา การเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมและการสร้างสันติภาพ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และ Prof. Tejendra Pherali ศาตราจารย์ด้านการศึกษา ความขัดแย้งและสันติภาพจาก University College London

กิจกรรมในวันนี้เกี่ยวเนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนภาคใต้ฯ ได้ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้และทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาอย่างต่อเนื่อง และพบข้อเท็จจริงในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำที่สุดในประเทศมาอย่างยาวนาน ซึ่งการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่ในชายแดนภาคใต้คือภาษามาลายูได้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีหน่วยงานต่าง ๆ ศึกษาต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีจนมีข้อค้นพบว่าทำให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้น

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ. กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ทำงานร่วมกับ Summer institute of linguistics-SIL เพื่อนำร่องการใช้ภาษามาลายูในการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีประสบการณ์จัดการศึกษาโดยภาษาแม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลกหลายร้อยแห่ง และพบว่าการใช้ภาษาแม่เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นครั้งแรกจะทำให้เด็กสนใจเรียน มีความคิดสร้างสรรค์ และผลการศึกษาดี สอดคล้องกับงานวิจัยของยูเนสโกที่ระบุว่าการสอนภาษาแม่ควบคู่กับภาษาที่สอง (หรือภาษาประชาชาติ) ทำให้การเรียนภาษาที่สองและวิชาอื่น ๆ ดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้านักเรียนได้รับการสอนที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ความสามารถในการเรียนรู้จะลดลง จึงทำให้นักวิชาการทั่วโลกถือว่าการกีดกันเด็กจากการศึกษาโดยภาษาแม่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอย่างหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ตัวแทนคณะกรรมาธิการได้เข้าพบนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย นำมาสู่การพูดคุยหารือในประเด็นการใช้ภาษาแม่ในการจัดการศึกษา เนื่องจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา และเด็กทุกคนมีสิทธ์เรียนโดยใช้ภาษาแม่เมื่อเข้าเรียนในชั้นเด็กเล็ก จากนั้นเมื่อเรียนในชั้นสูงขึ้นมาเด็กสามารถเลือกเรียนในภาษาราชการที่ตนสนใจได้เอง

กมธ.จึงตั้ง “คณะทํางานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา” ขึ้นมา โดยประธานกรรมาธิการเสนอให้มีการปรึกษาหารือในการจัดทำ Workshop วันนี้ใน 4 ประเด็น ได้แก่

1. การใช้ภาษาแม่เป็นสื่อการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพอย่างไร และจะแตกต่างจากการใช้ภาษาประจำชาติอย่างเดียวอย่างที่ทำกันอยู่หรือไม่อย่างไร

2. การสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่ไม่ใช่ภาษาไทย เช่น เด็กชายแดนใต้ที่ใช้ภาษามลายู คือสอนภาษาไทยกับเด็กเหล่านี้แบบเดียวกับที่สอนเด็กในจังหวัดอื่นที่ใช้ภาษาไทยตั้งแต่เกิด 100% อย่างที่ทำกันอยู่นี้เป็นปัญหาหรือไม่

3. จากข้อที่ 2 เราสอนภาษาไทยกับเด็กที่มีภาษาแม่เป็นภาษามลายูด้วยวิธีการที่ผิดใช่หรือไม่

4. การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ต้องทำอย่างไร

“หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคทางภาษาศาสตร์ที่เป็นประเด็นเล็กๆ แต่ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดีเราจะพบว่านี่คือเรื่องใหญ่มากที่เราปล่อยให้ประชากรกว่า 1.8 ล้านคนที่มีภาษาแม่ที่ไม่ใช่ภาษาไทยได้รับการศึกษาจากการเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้ภาษาแม่ ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเขาไม่เข้าใจ เรื่องนี้สำหรับผมถือเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นเรื่องใหญ่ในระดับสากล ซึ่งนำมาสู่คำถามว่าประเทศไทยเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนและจะทำอย่างไรที่เราจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง” นายจาตุรนต์ กล่าว

ข้อสรุปและข้อค้นพบจากการจัด workshop ครั้งนี้จะนำไปทำเป็นข้อเสนอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายงานของ กมธ. ที่เตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคมนี้

“วันนี้เราจะสนับสนุนให้ใช้ภาษาแม่ในการจัดการเรียนการสอนแต่เมื่อเด็กโตขึ้นมาก็ต้องขยับมาเรียนภาษาประจำชาติ เพราะถึงอย่างไรประชาชนทุกคนก็มีสิทธิ์เข้าถึงภาษาประจำชาติเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศเช่นกัน” ประธาน กมธ. กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ งานประชุมในครั้งนี้ ดำเนินรายงานและกล่าวปิดการประชุมโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาการใช้ภาษาแม่เป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องศรีนาฆารา โรงแรมเซาร์เทิร์นปัตตานี สถาบันสันติศึกษา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยฟาฏอนี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคใต้ (สนง.กสม.ภาคใต้) สถาบันพระปกเกล้า สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแนวทางการพัฒนา/หลักสูตรพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติฯ

สำหรับ เป้าหมายที่จัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อหนุนเสริมภาคประชาสังคมให้เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้และเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เชื่อมโยงและส่งเสริมการทำงานอย่างเป็นหุ้นส่วนการทำงาน ร่วมแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นหุ้นส่วน เป็นแนวทางที่เน้นการร่วมมือกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชน อาทิ การใช้และพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน การสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน ตลอดจน การวางกลไกที่เหมาะสม การวางเป้าหมายและแผนงานร่วมกัน ร่วมสื่อสารและสร้างความเข้าใจร่วมกัน ด้วยการพัฒนาทักษะ และสร้างองค์ความรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการงบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

โดย รองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้เน้นย้ำการร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนา องค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหนุนเสริมประเด็นการพัฒนาที่สำคัญของพื้นที่ จชต. ที่เป็นแนวทางการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม และพร้อมขยายผลในประเด็นที่เป็นความสนใจของภาคประชาสังคม และ ศอ.บต. ตามหลักคิด“แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ให้สอดคล้องกับ (ร่าง) แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2567 – 2570 ในการขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของ ศอ.บต. ตามมาตรา 9 (10) ตาม พรบ.การบริหารราชการ จชต. ต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เปิดตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในระยะเวลาร่วม 20 ปี จากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 20,000 คน เสียงจากประชาชนเรียกร้องทุกฝ่ายหยุดความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เร่งให้รัฐบาลเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขให้ต่อเนื่อง ทั้งฝากความหวังไว้ที่พรรคการเมืองและสส.ในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7 โดยเครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY เพื่อเสนอ 7 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,312 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้นำความคิดเห็น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาและประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ จำนวน 85 คน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเครือข่าย Peace Survey ได้ให้ข้อมูลบทสรุปสถานการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ.2547จนถึงปัจจุบันว่า ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 22,166 ครั้ง ความรุนแรงดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 7,520 คน และผู้บาดเจ็บ 13,968 คน แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 หลังจากการพูดคุยสันติภาพในครั้งแรก และเหตุการณ์ความไม่สงบลดลงตามลำดับจนถึงปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของโควิด-19

ในรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนนั้น ได้มีการนำเสนอ 7 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ข้อเสนอแนะที่สำคัญลำดับต้น ๆ คือ การเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการลดความรุนแรงต่อประชาชน รวมทั้งการเร่งแก้ปัญการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งประชาชนกว่าร้อยละ 80 ในการสำรวจเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งความรุนแรงที่เป็นทางตรง เช่น การก่อเหตุรุนแรงที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน การปะทะด้วยกำลังอาวุธ การทำร้ายร่างกาย การวิสามัญฆาตกรรม และที่เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเลือกปฏิบัติ และการการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ข้อเสนอแนะอื่นที่เป็นทางออกสำหรับการสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้นั้น เครือข่าย Peace Survey ได้สังเคราะห์จากความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วย การให้มีกลไกทางการเมืองและกลไกทางกฎหมายรองรับกระบวนการพูดคุยที่ครอบคลุมทุกฝ่าย การพัฒนาและปรับปรุงกลไกการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างแพร่หลาย การเพิ่มบทบาทของประชาชนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทุกฝ่าย การกระจายอำนาจการปกครองให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ และข้อเสนอแนะสุดท้าย คือ การมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่โอกาสการสร้างสันติภาพเชิงบวกและยั่งยืน

ข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.1 สนับสนุนการพูดคุยสันติภาพ รวมทั้ง มีความไว้วางใจต่อพรรคการเมือง/นักการเมืองระดับชาติ (สส.) ในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงที่สุดเป็นอันดับที่หนึ่ง คือ ร้อยละ 28  

สำหรับเครือข่ายวิชาการ Peace Survey นี้เป็นความร่วมมือของสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพันธกิจและบทบาทในการทำงานเพื่อสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายภาคประชาสังคม และสถาบัน/องค์กรอื่นๆ อีกจำนวน 25 องค์กร โดยได้ดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาสภาพความเป็นอยู่ ความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย) ต่อปัญหาความไม่สงบ การสร้างสันติภาพและประเด็นอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในพื้นที่ รวมทั้งสาเหตุของปัญหาและข้อเสนอแนะต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2559

ทั้งนี้ มีตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน และตัวแทนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนนักวิชาการ นักศึกษา อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความเห็นในครั้งนี้ด้วย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

“PEACE SURVEY ครั้งที่ 7 : ฟังเสียงประชาชน ฟื้นกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้”

เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY ขอเชิญร่วมรับฟังการรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7

- ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 เวลา 13.30 – 16.30 น.

ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

- หรือติดตามทางออนไลน์ได้ทาง

Zoom ID : 683 5244 2328

Facebook Live : เพจ CSCD – PSU Pattani และเพจองค์กรเครือข่าย

- ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://forms.gle/qjJQHj2HZ7UNN6pC7

- กำหนดการ

@ การนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7

@ การนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

@ อภิปรายและแลกเปลี่ยน โดยตัวแทนพรรคการเมืองและผู้นำท้องถิ่น

* นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. พรรคประชาชาติ

* นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคก้าวไกล

* นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี

* ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น

- เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการวิชาการและองค์กรภาคประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 23 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องต่อสภาพการณ์และแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ โครงการนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 7

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 Professor Fumio Yoshino, Dean, Graduate School of International Cooperation Studies, Takushoku University, Japan และคุณ Misa Maruyama นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตร International Development, Graduate School of International Cooperation Studies, Takushoku University  เข้าพบ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา และอาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางเก็บข้อมูลวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในจังหวัดชายแดนใต้ ในหัวข้อ การใช้กฎหมายอิสลามกับความสัมพันธ์ของผู้คนที่แตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างมินดาเนาและจังหวัดชายแดนใต้ นอกจากนี้ทั้งสองได้มีโอกาสหารือแลกเปลี่ยนในประเด็นที่สนใจกับผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่อาทิ ผศ.ดร. สุทธิศักดิ์ ดือเระ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการอิสลาม สาขาวิชาอิสลามศึกษาและกฎหมายอิสลาม และคุณโซรยา จามจุรี นักวิชาการสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่องและประธานกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศป.ดส.)

สำหรับผู้สนใจหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา Graduate School of International Cooperation Studies สามารถเข้าไปที่เวบไซค์ https://lang.takushoku-u.ac.jp/en/graduate-school/ics/