โควิด-19

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสื่อสารจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ชายแดนใต้ในชุมชนเชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวการณ์ระบาดของโควิด-19

 

ยาสมิน ซัตตาร์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สมัชชา นิลปัทม์

คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อิมรอน ซาเหาะ

สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

บทคัดย่อ

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวในการสื่อสารของกลุ่มคนรุ่นใหม่/เยาวชนชายแดนใต้ใน ชุมชนกายภาพและชุมชนออนไลน์ภายใต้ภาวะกรระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนเพื่อพัฒนารูปแบบของกลไก การใช้การสื่อสารเชิงรุกในชุมชนและชุมชนออนไลน์ของคนรุ่นใหม่/เยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่จะสามารถใช้ ในการหนุนเสริมการทำงานของชุมชนในการป้องกันการแพร่ของโรคระบาดและแสวงหาความเป็นไปได้ในการใช้ กลไกนี้ภายใต้ภาวะความปกติแบบใหม่ งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสัมภาษณ์ชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 9 คน จาก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย The Motive, MUSLIMITED และกลุ่มคนรุ่นหม่ในพื้นที่บันนังสตา ประกอบกับการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับงานสื่อสารใน ระดับพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับตัวอย่างและองค์กรสื่อในพื้นที่ ชายแดนใต้ การวิเคราะห์ข้อมูลได้ดำเนินการตามกรอบแนวคิดการสื่อสารในภาวะวิกฤต ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถมีบทบาทหนุนเสริมการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างเรื่องโรคระบาดได้โดยเฉพาะในรูปแบบ ออนไลน์ รูปแบบการสื่อสารในชุมชนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย มีการตรวจสอบ ข้อมูลลวงหรือข่าวลือที่เกิดขึ้นในภาวะการเกิดโรคระบาด แล้วนำไปสื่อสารด้วยรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อทั้งในชุมชน เชิงกายภาพและชุมชนออนไลน์ได้ แม้ว่าจะเห็นบทบาทของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ปรากฎ อยู่บ้างในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังไม่พบกลไกรองรับที่เป็นระบบเมื่อเกิดภาวะวิกฤต ดังนั้น ชุมชนและองค์กรสื่อในพื้นที่ชายแดนใต้ควรมีมาตรการรับมือในภาวะวิกฤตและมีกลไกที่ชัดเจนในการให้ ทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะทำให้มีกลไกเสริมหากกลไกการสื่อสารของรัฐไม่ สามารถทำงานได้ในกรณีเกิดวิกฤต และทำงานหนุนเสริมในกรณีที่กลไกของรัฐในภาวะวิกฤตเริ่มเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งในมิติของชุมชนจำเป็นที่จะต้องผ่านการออกแบบจากคนในชุมชนเอง

 

ที่มา Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia (JSHRA)

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ และ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ถอดบทเรียนการสื่อสารของเยาวชนคนรุ่นใหม่พื้นที่ชายแดนใต้ในภาวะการระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส 2019 ผ่านโปรแกรม Zoom ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเยาวชนที่ทำงานด้านการสื่อสารในพื้นที่ชายแดนใต้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนจำนวนมาก มีกำหนดการที่น่าสนใจ ดังนี้

ช่วงแรกเป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้น จากงานวิจัยเรื่องรูปแบบการสื่อสารของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้ภายใต้ห้วงการระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส 2019โดย ดร.ยาสมิน ซัตตาร์, ดร.สมัชชา นิลปัทม์ และ คุณอิมรอน ซาเหาะ คณะวิจัย

ช่วงต่อมาเป็นถอดบทเรียนข้อท้าทายของแพทย์จากการสื่อสารในภาวการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 และ

ข้อเสนอแนะต่ออนาคตการสื่อสารในภาวะวิกฤตของพื้นที่ชายแดนใต้ โดย นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ และนายแพทย์มัซลัน ตะเระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธารโต และผู้ก่อตั้งเพจ The IRON MASU

ช่วงถัดมาเป็นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ในการเข้ารักการรักษา COVID-19 และการอยู่ใน LocalQuarantine สู่ข้อเสนอแนะด้านการทำงานสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในอนาคต โดย คุณรอมฎอน ปันจอร์  และ คุณจาตุรนต์ เอี่ยมโสภา แล้เปิดโอกาสให้มีการร่วมแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนในประเด็นบทบาทของคนรุ่นใหม่ต่อการสื่อสารในภาวะวิกฤต

ช่วงบ่ายเริ่มด้วยการถอดบทเรียนในหัวข้อ พลวัตการสื่อสารในภาวการณ์ระบาดของโรคโควิด-19: มุมมองจากคนทำงานสื่อ โดย คุณฐิตินบ โกมลนิมิ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ThaiPBS ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสุขภาพและสังคม และคุณพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการอาวุโส The MATTER และมีการร่วมแลกเปลี่ยนและเสนอแนะในการสร้างกลไกการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ และที่ทางของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในกลไกการสื่อสาร

ช่วงสุดท้ายเป็นการสรุปและสะท้อนประเด็นจากวง  โดย ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ. และ ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ปรึกษาโครงการวิจัย

โดยมีตัวแทนของกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนหลากหลายองค์กร อาทิ กลุ่ม muslimited, The motive, เยาวชนบันนังสตา, เฌอบูโด, The Pen, สำนักสื่อ Wartani, สภาเด็กและเยาวชนปัตตานี, Digital4Peace เป็นต้น

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นผลให้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 รัฐบาลได้ออกมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ซึ่งรวมทั้งสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องประสบปัญหาต่างทับซ้อนกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ อีกทั้งจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่หน้าด่านของการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จนถึงขณะนี้ (1 กรกฎาคม 2564) พบจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 2,180 ราย จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2,158 ราย และจังหวัดยะลา จำนวน 1,989 ราย ขณะที่พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 จังหวัดปัตตานี จำนวน 7 ราย จังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 คน และจังหวัดยะลา จำนวน 13 ราย สถานการณ์ของสตรีและเด็กรวมทั้งกลุ่มเปราะบางต่างๆ มีรายละเอียดเป็นการเฉพาะ

ในการนี้ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้​ สถาบันสันติศึกษา​ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ​และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ จึงได้จัดเสวนาสาธารณะออนไลน์ “ผู้หญิงและเด็กชายแดนใต้กับสถานการณ์โควิด 19 ระลอกใหม่" เมื่อวันที่ 4  กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก https://www.facebook.com/CSCD-PSU-Pattani 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ความท้าทายของกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด -19

ฟารีดา ปันจอร์

อาจารย์นักวิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา

 

สาระสังเขป 

สถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดมาตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนชายแดนใต้เป็นอย่างมากทั้งการเดินทาง การประกอบอาชีพ และการศึกษา นอกจากนี้ ยังกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ/สันติสุขในแง่ของความต่อเนื่องในการดเนินการ เนื่องจากมีอุปสรรคด้านการปิดพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซียเนื่องจากความรุนแรงของโรคระบาด อย่างไรก็ตามการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข ภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในการแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืน

 

ที่มา RUSAMILAE JOURNAL

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 6 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ณ สวนอาหารริมน้ำ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส นายอิมรอน ซาเหาะ บุคลากรสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดการประชุมแบบสนทนากลุ่ม (Focus group) ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มเยาวชนชายแดนใต้ในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ออนไลน์ภายใต้ภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมเฉพาะพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อาทิ กลุ่ม MUSLIMITED (ดารานายู) เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านสาธารณสุข ฯลฯ

โดยโครงการวิจัยข้างต้นมี ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหัวหน้าโครงการ และมี ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร และ นายอิมรอน ซาเหาะ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นนักวิจัยร่วม 

นอกจากนี้ยังมี ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะ​วิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ

โดยการประชุมแบบสนทนากลุ่ม (Focus group) ในอีก 2 พื้นที่ ซึ่งผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย คณะทำงานของสำนักสื่อ The Motive คณะทำงานกลุ่มเยาวชนบันนังสตาร์ และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ฯลฯ จำเป็นต้องจัดประชุมในรูปแบบออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ 

ภาพบรรยากกาศการประชุมแบบสนทนากลุ่ม (Focus group) ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและการปรับตัวของการสื่อสารจากกลุ่มเยาวชนชายแดนใต้ในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ออนไลน์ภายใต้ภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมเฉพาะพื้นที่จังหวัดปัตตานี อาทิ กลุ่ม The Motive หมอ และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านสาธารณสุข ฯลฯ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ห้องเรียนสันติภาพ เสวนาเครือข่ายวิชาการออนไลน์  “โควิด-19 กับชีวิตผู้คนที่ชายแดนใต้และเมียนมาร์”

C-19

วิทยากรโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี, ผศ.ดร.ปิยะพงษ์ บุษบงก์, ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ อาจารย์ ดร.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล และ อาจารย์รุสนันท์ เจ๊ะโซ๊ะ

ดำเนินรายการโดย อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

 

11 มิถุนายน 2563 เวลา 19.30 - 21.30 น.

ณ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ 

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ผู้ร่วมสนทนา:

  • นางรอกีเย๊าะ นิมะ ประธาน อสม. หมู่บ้านแยะไน ต.บาละ อ.กาบัง อ.ยะลา
  • นายมะยุ เจ๊ะนะ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ
  • ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี
  • ดร.ธวัช นุ้ยผอม คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี
  • ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้

ดำเนินรายการ โดย นายรอมฎอน ปันจอร์

จัดโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

Link: https://www.facebook.com/watch/?v=279116226781696

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

วันที่ 22 เมษายน 2563 เวลา 19.30 - 21.30 น.

ณ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ผู้ร่วมสนทนา:

ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ

รศ.อับดุลเลาะ อับรู

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

 มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ​

ดำเนิน​รายการ​โดย​ รอมฎอ​น​ ปันจอร์

จัดโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และองค์กรเครือข่าย

Link: https://www.facebook.com/302421399918586/videos/666083404211758/

 

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และมาตรการของรัฐ พบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 75 ได้รับผลกระทบด้านการประกอบอาชีพ ร้อยละ 83.6 ระบุมีรายได้ลดลง และบางส่วนร้อยละ 18.2 ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการและการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ แต่ยังพออยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือกันในชุมชน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 47.8 เห็นว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมที่พอจะรับสถานการณ์ได้ คือประมาณ 1-4 สัปดาห์ พร้อมให้คะแนนความพึงพอใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล 6.39 เต็ม 10

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 63 ได้มีการแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนด้านผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และมาตรการของรัฐ ซึ่งดำเนินการโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “การสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามความเห็นของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 820 ตัวอย่างจาก 164 ชุมชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวีและ อ.สะบ้าย้อย ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 5 มิ.ย. 2563 ถือเป็นการศึกษาการสนองตอบของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในด้านผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ รายได้ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในพื้นที่แห่งนี้ที่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงก็ตาม”

ประชาชนกว่าหนึ่งในสามได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากที่สุด

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้กล่าวถึงผลการสำรวจโดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โควิดและมาตรการของรัฐต่อประชาชนที่เห็นได้ชัดเจนคือ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งแต่เดิมประชาชนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่มีรายได้น้อย อัตราความยากจนสูงถึงร้อยละ 34 ของประชากร เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด การประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนจึงได้รับผลกระทบอย่างสูงและขยายวงกว้าง โดยมีผู้ตอบมากถึงร้อยละ 75.6 ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านอาชีพ และร้อยละ 83.6 ระบุว่ามีรายได้ลดลง ในขณะที่ร้อยละ 49.9 ระบุว่ามีรายจ่ายของครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

สำหรับลักษณะของผลกระทบด้านการประกอบอาชีพจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบว่า ร้อยละ 18.8 ของผู้ตอบระบุว่า ไม่สามารถออกไปทำเกษตรหรือประมงได้ ส่วนร้อยละ 14.3 ถูกพักงานชั่วคราว ร้อยละ 12.8 ไม่มีใครจ้างงาน และร้อยละ 9.9 จำเป็นต้องเลิกค้าขาย

ในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.3) ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านการศึกษาของตัวเองหรือบุตรหลานมาก รวมไปถึงด้านการเดินทางออกนอกพื้นที่ (ร้อยละ 49.5) การเดินทางไปประกอบอาชีพหรือทำเกษตร  (ร้อยละ 43.4) การไปจับจ่ายซื้อของในชีวิตประจำวัน (ร้อยละ 37.6) และการปฏิบัติศาสนกิจ (ร้อยละ 31.1)

ในด้านความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ ผลการสำรวจยังพบอีกว่า ประเด็นที่ประชาชนวิตกกังวลมากที่สุดคือเรื่องการเดินทางที่ลำบากมากขึ้น (ร้อยละ 82.9) รองลงมาคือกังวลว่าไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติที่มัสยิดหรือวัด (ร้อยละ 67.4) และกังวลว่าจะถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังการติดโรค (ร้อยละ 61.1) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้จะยังมีอยู่ โดยมีผู้กังวลร้อยละ 47.2 แต่ระดับความกังวลไม่มากเท่ากับความกังวลด้านผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค

ประชาชนสนับสนุนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด แต่ก็ต้องไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

สำหรับความคิดเห็นต่อมาตรการของรัฐในการป้องกันการแพร่ระบาด มาตรการที่ประชาชนเห็นด้วย 5 อันดับแรกได้แก่ 1) การต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน (ร้อยละ 93.8 ระบุเห็นด้วย) 2) การให้เงินชดเชยและสวัสดิการแก่ประชาชนที่เดือดร้อนจากมาตรการควบคุมโรค (ร้อยละ 92.3) 3) การห้ามซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 88.9) 4) การปิดหมู่บ้านที่มีผู้ติดเชื้อ (ร้อยละ 86.8) และ 5) การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ (ร้อยละ 85.6)

ในขณะที่มาตรการที่ประชาชนไม่เห็นด้วยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) การให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์/ทางไกลในปีการศึกษาใหม่ (ร้อยละ 54.1) 2) การปิดบริการขนส่งมวลชนสาธารณะทุกประเภท (ร้อยละ 47.3) 3) การงดละหมาดที่มัสยิด (ร้อยละ 46.2) 4) การห้ามขายอาหารในร้าน (ร้อยละ 41.8) 5) การห้ามออกจากบ้านระหว่างเวลา 22.00 – 4.00 น. (ร้อยละ 36.7)

คนชายแดนใต้บางส่วนยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ แต่อยู่ได้ด้วยตาข่ายนิรภัยทางสังคม

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน ผศ.ดร.ศรีสมภพวิเคราะห์ว่า การมีสวัสดิการจากรัฐและการช่วยเหลือกันของคนในชุมชนเปรียบเสมือนตาข่ายนิรภัยรองรับความเจ็บป่วยทางสังคมเศรษฐกิจและจิตใจ (Social Safety Net) ซึ่งผลการสำรวจพบว่า สวัสดิการที่ประชาชนได้รับ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 73.1 ได้รับ รวมไปถึง สวัสดิการด้านสุขภาพจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ที่มีผู้ได้รับสิทธิ ร้อยละ 57.1 และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ร้อยละ 34.9 นอกจากนี้ ในส่วนของการได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท อันเป็นมาตรการเยียวยาในช่วยวิกฤติโควิด-19  พบว่ามีกลุ่มผู้ตอบร้อยละ 60.2 สมัครและได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ตอบอีกร้อยละ 18.2 ที่สมัครแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน คนกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องมีการติดตามและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ในด้านความช่วยเหลือของคนในชุมชน พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 69.9 ระบุว่าเคยได้รับของบริจาคหรือถุงยังชีพ การได้รับบริจาคที่ครอบคลุมเช่นนี้อาจมาทั้งจากหน่วยงานของรัฐและการช่วยเหลือบริจาคจากประชาชนด้วยกันเองและกลุ่ม/องค์กรการกุศล หรือองค์กรด้านศาสนาและมนุษยธรรมอื่น ๆ ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต้นทุนทางสังคมและชี้ให้เห็นฐานของความยึดเหนี่ยวกันทางสังคมที่ดำรงอยู่แต่เดิม

ประชาชนยังอยู่ได้ แต่ให้เวลาอีกเพียง 1 เดือน

ระยะเวลาที่ประชาชนต้องทนรับสภาพสถานการณ์ต่อไปได้นั้นค่อนข้างจำกัด ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบร้อยละ 57.1 ระบุว่ายังคงรับได้หากสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมโรคยังคงอยู่ต่อไปอีก 1 เดือน  ในขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 42.9 ระบุว่า ไม่สามารถทนรับสถานการณ์ได้ต่อไปอีก 1 เดือน ผู้ตอบส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.8 มีความเห็นว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมที่ประชาชนจะพอรับได้ คือประมาณ 1-4 สัปดาห์หรือหนึ่งเดือน (นับจากช่วงเวลาที่สำรวจคือปลายเดือนพฤษภาคม)

คะแนนความพึงพอใจต่อการทำงานด้านการป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาล

อาจกล่าวโดยภาพรวม ด้วยผลคะแนนความพึงพอใจกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาล พบว่า ประชาชนให้คะแนนที่ค่าเฉลี่ย 6.39 จากคะแนนเต็ม 10 โดยหน่วยงานที่ประชาชนพึงพอใจในผลงานการแก้ปัญหามากที่สุด ได้แก่ หน่วยงานสาธารณสุขและอสม. (ร้อยละ 54.4) ผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน (ร้อยละ 16) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) (ร้อยละ 10.5)

- - - - -

ติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โทร. 089-869-6584 E-mail: [email protected], [email protected]

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการแถลงผลได้ที่ https://cscd.psu.ac.th/th