2563

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงที่ส่งผลต่อสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อวิเคราะห์หารูปแบบและความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเทพา นาทวี สะบ้าย้อย และจะนะ ในจังหวัดสงขลา และการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) จากฐานข้อมูลของคณะทำงานฐานข้อมูลเหตุการณ์ชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในช่วงปี 2547 – 2560 ทำการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ร้อยละ 37. โดยเป็นโรงเรียนรัฐบาลร้อยละ 55.6 และโรงเรียนเอกชน ร้อยละ 44.4 ส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนแบบสายสามัญ ร้อยละ 64.1 สายศาสนา ร้อยละ 26.4 และสายศาสนาควบคู่สามัญ ร้อยละ 9.4 และประมาณครึ่งหนึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมและประถมศึกษา (ร้อยละ 50.8) ในประเด็นการวิเคราะห์หารูปแบบและความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา พบว่า การก่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ระหว่าง ปี 2547 – 2560 มีทั้งสิ้น 1,197 เหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 18.00 - 23.59 น. โดยมีรูปแบบการก่อเหตุสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ 1) การวางเพลิง 2) ยิง และ3) การระเบิด ซึ่งผลกระทบจากเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ในพื้นที่จังหวัดจังหวัดปัตตานี มีจำนวนเหตุการณ์โดยรวม จำนวนการเกิดเหตุวางเพลิง ยิง และระเบิด สูงที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษากับเหตุการณ์ภาพรวมความรุนแรงในพื้นที่ พบว่า แนวโน้มการก่อเหตุในสถานศึกษาจะสูงในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ความรุนแรง ตั้งแต่ปี 2547- ปี 2551 ซึ่งต่างกับเหตุการณ์ความรุนแรงในภาพรวมที่มีสถานการณ์ดีขึ้น สำหรับช่วงเวลาของเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในภาพรวม ส่วนใหญ่อยู่ใน ช่วงเวลา 06.00 - 11.59 น. แต่การเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาสูง คือ ช่วงเวลา 00.00 - 05.59 น. โดยการก่อเหตุในสภานการณ์ความรุนแรงภาพรวม ส่วนใหญ่เป็นการยิง แต่การก่อเหตุในสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์วางเพลิง และการเกิดเหตุความรุนแรงในภาพรวมส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แต่ความรุนแรงในสถานศึกษาของพื้นที่จังหวัดปัตตานี

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ควรมีมาตรการดูแลความปลอดภัยด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อม ออกแบบและจัดทำระบบรักษาความปลอดภัยมีความรัดกุมและมาตรฐานระดับสากลที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลัก และการให้ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในการดูแลความปลอดภัยให้สถานศึกษา ที่เชื่อมโยงกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน นอกจากนี้ ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดันให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่ไม่มีปฏิบัติการจากทั้งกลุ่มขบวนการ และเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวต่อครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม

คำสำคัญ: สถานการณ์ความไม่สงบ, รอมฎอน , กระบวนการสันติภาพ, จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ในกระบวนการสร้างสันติภาพ : กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย

 

บทคัดย่อ

ในห้วงเวลาความขัดแย้งที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นเวลากว่า16 ปีที่ผ่านมา นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพชายแดนใต้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ ปี 2556 ซึ่งถือเป็นเป็นหมุดหมายสำคัญในการริเริ่มกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้อย่างเป็นทางการ เป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่จะศึกษาเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพทั้งสองพื้นที่ความขัดแย้ง คือ ชายแดนใต้ของประเทศไทยและจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียว่ามีการพัฒนา การสื่อสาร รวมทั้งปรับประยุกต์ใช้ข้อมูลและความรู้ของตนเองอย่างไรเพื่อสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการสร้างสันภาพที่ยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้เน้นวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิธีเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่าจากประสบการณ์ของอาเจะห์ นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพสามารถปรับใช้ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่ห้วงเวลาของความขัดแย้งและพยายามปรับใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ยึดโยงกับข้อตกลงสันติภาพ และการคงไว้ซึ่งหลักสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน อย่างไรก็ตามอาเจะห์ยังต้องพัฒนาความรู้ในแง่เศรษฐกิจและสังคมอีกมากหลังความขัดแย้งสิ้นสุดล

ขณะที่การทำงานของนักปฏิบัติการชายแดนใต้พบว่า การทำงานระหว่างนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพและนักวิชาการในช่วงระหว่างความขัดแย้งยังพบความไม่ลงรอยกัน ดังนั้นการทำงานของนักปฏิบัติการไม่ควรอิงอยู่กับสูตรความสำเร็จ แต่ในความจริงจำเป็นต้องใช้กรอบคิด ถกเถียงหาทางเลือกต่างๆ ซึ่งบางครั้งต้องมีกระบวนการชัดเจนและต้องกระทำภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการความรู้ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในชายแดนใต้ คือ การร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการและนักปฏิบัติการสร้างสันติภาพที่สามารถพัฒนาและสื่อสารประเด็นใหม่ๆได้อย่างอิสระและไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

 

คำสำคัญ จังหวัดชายแดนใต้ อาเจะห์ การจัดการความรู้ กระบวนการสร้างสันติภาพ นักปฏิบัติการสร้างสันติภาพ

 

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การเสริมสร้างแนวทางสมานฉันท์เพื่อการพัฒนาชายแดนใต้อย่างยืน

นโยบายความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน แต่จุดที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการปรับนโยบายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อมาก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างปี พ.ศ. 2547 จนถึงปี 2559 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆหลายครั้ง เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลที่เกิดตามมาก็คือการเกิดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในปี พ.ศ. 2551 และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2553 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากอีกครั้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2557 คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นจากคำประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 98/2557 เรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อันมีผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่แนวทางยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับนโยบาย ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติและระดับหน่วยปฏิบัติซึ่งได้อยู่ในระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของนโยบายดังกล่าวก็คือการระบุว่า “โดยที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีปัญหาความ มั่นคงของชาติและความไม่สงบในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้านอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีการปฏิบัติงานอย่าง บูรณาการและเป็นเอกภาพโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการอันจะทำให้สามารถบรรลุ ผลในการขจัดหรือลดปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดความสงบสุขในพื้นที่ ความปลอดภัยในชีวิตและความเป็น อยู่ของประชาชน เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนตลอดจนมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม” ดังนั้น คำว่าบูรณาการ เอกภาพและประสิทธิภาพเป็นคำที่สำคัญใน นโยบายนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาและสันติสุขอย่างยั่งยืน

อีกด้านหนึ่ง ในแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมของชาติในปี 2560-61 รัฐบาลมุ่งจะเพิ่มความสามารถในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการและคุณภาพชีวิตของประชาชนมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและชุมชนในเรื่องสำคัญตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาในพื้นที่ชุมชนและ สังคม รวมทั้งข้อเสนอแนะในการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน การวิจัยและพัฒนาในประเด็นสำคัญ ด้านความมั่นคง สังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน  รวมทั้งการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคม เป้าหมายทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อเสนอของโครงการวิจัยท้าทายไทยและโครงการวิวิจัยมุ่งเป้า

ดังนั้น การบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงเป็นกระบวนการและผลลัพธ์ที่พึง ปรารถนาเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และเป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการท้าทายไทยเพื่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากวิสัยทัศน์ของกรอบยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีของรัฐบาลที่ ตั้งไว้ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2579 เพื่อให้ประเทศไทยเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วอย่างมั่นคง มั่งคั่งและ ยั่งยืนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

ตัวแบบการสร้างองค์ความรู้ท้าทายไทยในที่นี้ก็เพื่อการสร้างผลลัพธ์สุดท้ายของโครงการวิจัย (Outcome) ซึ่งก็คือการเพิ่มระดับความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาชนตลอดจนมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม

การสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้ความรู้นั้นจะได้มาด้วย การสร้าง พื้นที่ซึ่งประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุข ทั้งภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาครัฐ มีการสื่อสารระหว่างกันด้วยความเชื่อมั่น การสร้าง พื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่กลางจึงอาศัยสองส่วนคือกระบวนการสื่อสารเพื่อสันติสุขและกิจกรรมภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาครัฐในความรู้ทั้งในด้านสันติภาพ/สันติสุข การมีส่วนร่วมในทาง การศึกษา กิจกรรมในทางสังคมวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างพื้นที่กลาง และพื้นที่ปลอดภัยในด้านต่างๆ จึงเป็นกระบวนการ (Processes) เพื่อให้เกิดความสามารถในการ แข่งขัน

กิจกรรมความรู้ที่สร้างกระบวนการดังกล่าวข้างต้นมีสามองค์ประกอบคือองค์ประกอบในด้านความมั่นคงและการเมือง (Security and Politics) องค์ประกอบด้านความมั่งคั่ง (Economic Wellbeing) และองค์ประกอบในด้านความยั่งยืน (Sustainability) องค์ประกอบทั้งสามด้านเป็นกิจกรรมในการ ศึกษาและโครงการวิจัยต่างๆเช่นการสร้างสันติภาพ การปกครองท้องถิ่น การจัดการความขัดแย้ง การเยียวยา การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบยั่งยืน การพัฒนาในด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรมและ การท่องเที่ยว และการสื่อสารสันติภาพ เป็นต้น งานและกิจกรรมในด้านต่างๆ (Works&Activities) นี้จะถือเป็นผลผลิตของโครงการ (Outputs) ที่จะมีการบูรณาการเพื่อผลักดันขับเคลื่อนกระบวนการ สมานฉันท์/สันติภาพ/สันติสุข  (Reconciliation and Peace Processes) ให้เกิดพื้นที่กลางหรือพื้นที่ ปลอดภัยซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์  (Outcomes) คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้  

โดยแผนงานการเสริมสร้างแนวทางสมานฉันท์เพื่อการพัฒนาชายแดนใต้อย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย 4 โครงการย่อย ดังนี้

 

ลำดับ รหัสอ้างอิง รหัสโครงการ ชื่อโครงการ หัวหน้าโครงการย่อย ::
1 21019 PPN610631d การศึกษารูปแบบการจัดการความรู้ในกระบวนการสร้างสันติภาพ : กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย นางฟารีดา ปันจอร์
สำนักงานอธิการบดี วิทยาเขตปัตตานี
 
2 21012 PPN610631a การศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดเหตุความรุนแรงที่ส่งผลต่อสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวสุวรา แก้วนุ้ย
สำนักงานอธิการบดี วิทยาเขตปัตตานี
 
3 21003 PPN610631b การสื่อสารสาธารณะเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในกระบวนการสันติภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่
คณะวิทยาการสื่อสาร
 
4 20906 PPN610631c บทบาทนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเขตพื้นที่ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ
คณะรัฐศาสตร์
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

Peace Survey 5 การแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภายใต้ ครั้งที่ 5