2563

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความวิจัยเรื่อง "พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้" โดย นายอิมรอน ซาเหาะ และ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ ตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง “ชายแดนใต้: พื้นที่ ผู้คน และข้อเสนอเชิงนโยบาย” เป็นบทความที่มาจากรายงานวิจัยของ 9 โครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการงานวิจัยประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (SRI 13) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ณ ห้องประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพมหานคร

 

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา นายอิมรอน ซาเหาะ จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมด้วย ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้าร่วมนำเสนอผลการศึกษาโครงการวิจัยเรื่อง “พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ในงานสัมมนาวิชาการว่าด้วยเรื่อง “ชายแดนใต้: พื้นที่ ผู้คน และข้อเสนอเชิงนโยบาย” รายงานวิจัยภายใต้ชุดโครงการงานวิจัยประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ (SRI 13) จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ ห้องประชุม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ

โดยภายในงานมีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีก 2 โครงการวิจัย ได้แก่ โครงการวิจัยเรื่อง “การศึกษากลไกทางกฎหมายเพื่อการกลับคืนสู่สังคม ของกองกำลังติดอาวุธในจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับกลไกของอาเจะฮ์และมินดาเนา” โดย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ จากคณะนิติศาสตร์ และโครงการวิจัยเรื่อง “บทบาทผู้นำศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในสามจังหวัดชายแดนใต้” โดย รศ.ดร.ปัญญา เทพสิงห์ จากคณะศิลปศาสตร์

นอกจากนั้นยังมีผลงานวิจัยอีกหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น โครงการวิจัยเรื่อง “การเมืองของความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานี : ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความเป็นการเมืองในห้วง 15 ปีของความรุนแรง” โดย คุณ​รอมฎอน ปันจอร์ จาก Deep South watch โครงการวิจัย เรื่อง “สานฝันปาตานีโดยไม่ใช้ความรุนแรง: การวิเคราะห์จากบทสนทนาเพื่อสร้างจินตนาการใหม่” โดย รศ.ดร.มารค ตามไท โครงการวิจัยเรื่อง “ความคิด และปฏิบัติการทางการเมืองของผู้คนในพื้นที่สีแดง” โดย อ.อาทิตย์ ทองอินทร์ และ คุณ​ตูแวดานียา ตูแวแมแง โครงการวิจัยเรื่อง “ทบทวนประวัติศาสตร์ปัต (ปา) ตานี : มุมมองที่แตกต่างหลากหลาย” โดย ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล โครงการวิจัยเรื่อง “กฎหมายความมั่นคงและการบังคับใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และพื้นที่ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา” โดย ดร.กัลยา แซ่อั้ง และ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารี และ โครงการวิจัยเรื่อง “สันติศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งและความรุนแรง: กรณีศึกษาความเป็นไปได้ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย คุณ​ภัทรภร ภู่ทอง

โดยช่วงท้ายของงานสัมมนามีการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัย โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ คุณดนัย มู่สา ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนา ได้ที่ https://bit.ly/3nszRtH

รับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/user/sacvdochannel

ขอบคุณรูปภาพจาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำข้อเสนอชุดโครงการวิจัยเพื่อเตรียมการจัดทำข้อเสนอของบประมาณวิจัย Fundamental Fund ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ในฐานะผู้ประสานงานหลักในการจัดทำข้อเสนอการวิจัยเพื่อเสนอของบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้บรรยายหลักร่วมกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์​ศรี​ อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มีคณาจารย์และนักวิจัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจาก ม.อ. ทั้ง 5 วิทยาเขตเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมปริชญากร ชั้น 3 อาคารสำนักงานวิทยาเขตปัตตานี (ตึกเรือ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี​ และประชุมผ่านโปรแกรมซูม

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

บทคัดย่อ

งานวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องพื้นที่ทางการเมืองแบบเป็นทางการของผู้หญิงมลายูมุสลิมชายแดนใต้: บทบาท โอกาส และข้อท้าทาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) คำถามวิจัยของงานชิ้นนี้ต้องการตอบคำถามว่าเพราะค่านิยมที่อยู่บนฐานคิดของอัตลักษณ์ความเป็นมลายูหรือความเป็นมุสลิมหรือไม่ที่ส่งผลต่อการเข้าสู่พื้นที่การเมืองแบบทางการไม่มากนักหรือว่าเป็นฐานคิดที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยโดยรวมที่แม้ไม่ใช่มลายูมุสลิมแต่ก็มีข้อจำกัดทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและวิเคราะห์ถึงการขับเคลื่อนและข้อจำกัดในพื้นที่ทางการเมืองแบบทางการของผู้หญิงมลายูมุสลิมท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนใต้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึงพ.ศ. 2563

ผลการวิจัยพบว่า ความเป็นผู้หญิงภายใต้ ความเป็นมลายู ความเป็นมุสลิมและวัฒนธรรมในสังคมไทย ล้วนแล้วแต่เป็นชั้นของวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการมีบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่การเมืองแบบทางการ ฐานคิดของอัตลักษณ์ความเป็นมลายูที่มีความใกล้ชิดกับความเป็นมุสลิมของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีอิทธิพลต่อการที่ผู้หญิงจะเข้าไปในทางการเมือง กล่าวคือ การตัดสินใจของทั้งตัวผู้หญิงที่เข้าไปในพื้นที่ทางการเมืองและสังคมที่จะเลือกผู้หญิงเข้าไปในพื้นที่ทางการเมืองแบบทางการมีการคำนึงถึงอัตลักษณ์ความเป็นมลายูรวมถึงมุสลิม แม้ว่าจะดูเหมือนความเป็นสังคมมลายูจะยอมรับบทบาทของผู้หญิงในสังคมหรือในพื้นที่สาธารณะแล้ว แต่ในตำแหน่งของผู้นำในเชิงการเมืองก็ยังคงมีการมองที่ยึดกับภาพของความเป็นผู้ชายอยู่ นอกเหนือจากนั้นการมองบทบาทของผู้หญิงมุสลิมก็มักจะถูกถ่ายทอดในมุมมองที่ส่งเสริมการดูแลครอบครัวเสียมากกว่า ซึ่งในที่นี้ยังรวมไปถึงการที่มองว่าถึงที่สุดแล้วหากไม่มีความจำเป็น ผู้หญิงก็อาจจะไม่เหมาะที่จะเข้าไปมีบทบาทในการเป็นผู้นำทางการเมือง ประกอบเข้าไปกับโครงสร้างการเมืองไทยที่มีลักษณะของการมีนักการเมืองที่มักจะเป็นชาย จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่านักการเมืองหญิงที่มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่การเมืองแบบทางการมักจะต้องมีทุนที่เกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะเป็นครอบครัวเดียวกับนักการเมืองเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นแล้วการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงมลายูมุสลิมจึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดูท้าทายทั้งจากชั้นวัฒนธรรมของศาสนา ค่านิยมในสังคมมลายู รวมถึงสังคมการเมืองของไทย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเวลาในการถกเถียงเพื่อนำไปสู่กรอบคิดหรือคุณค่าแบบใหม่ ที่จะส่งผลต่อการมีส่วนร่วมมากขึ้นของผู้หญิงมลายูมุสลิมในพื้นที่การเมืองแบบทางการต่อไป

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

19 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00 - 17.00 น.

ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้

ช่วงที่ 1 : การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้

1. โครงการวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดย ดร.ชาคร ประพรหม

2. โครงการวิจัย เรื่อง โครงการเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลาและ นราธิวาส) ในการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดย อ.วาสนา คงขันธ์ และคณะ

3. โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการยกระดับผลการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขยายโอกาส : กรณีศึกษานวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach) โดย ดร.รัชดา เชาวน์เสฏฐกุล

ช่วงที่ 2 : กระบวนการสันติภาพ/สันติสุขสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

1. โครงการวิจัย เรื่อง ชุมชนเยียวยาจิตใจผู้เสียหาย/ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบด้วยกระบวนการประยุกต์ศาสตร์สมอง โดย ผศ.ดร.ปรียา แก้วพิมล และคณะ

2. โครงการวิจัย เรื่อง บทบาทภาคประชาสังคมกับการสร้างสันติภาพในบริบทอาเซียน กรณีศึกษาประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย โดย ดร.ฆายนีย์ ช.บุญพันธ์

3. โครงการวิจัย เรื่อง การวิจัยและพัฒนา เยียวยา สมานฉันท์ และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้ โดย ดร.มายือนิง อิสอ

ดำเนินรายการ : ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ติดตามบันทึกได้ที่ Facebook Live : https://www.facebook.com/watch/?v=639162336979997&extid=hJZvr3MtANKWWVPg

 

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 – 16.00 น. ณ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ  ได้จัดประชุมหัวข้อ “งานด้านความขัดแย้งและสันติศึกษา : การปรับตัว การเปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพร้อม” โดยมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ Dr. Norbert Ropers ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative) ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ 

ารประชุมครั้งนี้เป็นการประเมินบริบทงานด้านความขัดแย้งและสันติศึกษาและการวางแนวทางการทำงานของสถาบันสันติศึกษาในอนาคตให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา ด้านการวิจัยและพันธกิจการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และมาตรการของรัฐ พบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 75 ได้รับผลกระทบด้านการประกอบอาชีพ ร้อยละ 83.6 ระบุมีรายได้ลดลง และบางส่วนร้อยละ 18.2 ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการและการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ แต่ยังพออยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือกันในชุมชน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 47.8 เห็นว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมที่พอจะรับสถานการณ์ได้ คือประมาณ 1-4 สัปดาห์ พร้อมให้คะแนนความพึงพอใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล 6.39 เต็ม 10

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 63 ได้มีการแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนด้านผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และมาตรการของรัฐ ซึ่งดำเนินการโดย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “การสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามความเห็นของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 820 ตัวอย่างจาก 164 ชุมชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวีและ อ.สะบ้าย้อย ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 5 มิ.ย. 2563 ถือเป็นการศึกษาการสนองตอบของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในด้านผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ รายได้ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในพื้นที่แห่งนี้ที่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงก็ตาม”

ประชาชนกว่าหนึ่งในสามได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากที่สุด

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้กล่าวถึงผลการสำรวจโดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โควิดและมาตรการของรัฐต่อประชาชนที่เห็นได้ชัดเจนคือ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งแต่เดิมประชาชนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่มีรายได้น้อย อัตราความยากจนสูงถึงร้อยละ 34 ของประชากร เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด การประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชนจึงได้รับผลกระทบอย่างสูงและขยายวงกว้าง โดยมีผู้ตอบมากถึงร้อยละ 75.6 ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านอาชีพ และร้อยละ 83.6 ระบุว่ามีรายได้ลดลง ในขณะที่ร้อยละ 49.9 ระบุว่ามีรายจ่ายของครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

สำหรับลักษณะของผลกระทบด้านการประกอบอาชีพจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบว่า ร้อยละ 18.8 ของผู้ตอบระบุว่า ไม่สามารถออกไปทำเกษตรหรือประมงได้ ส่วนร้อยละ 14.3 ถูกพักงานชั่วคราว ร้อยละ 12.8 ไม่มีใครจ้างงาน และร้อยละ 9.9 จำเป็นต้องเลิกค้าขาย

ในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.3) ระบุว่าได้รับผลกระทบด้านการศึกษาของตัวเองหรือบุตรหลานมาก รวมไปถึงด้านการเดินทางออกนอกพื้นที่ (ร้อยละ 49.5) การเดินทางไปประกอบอาชีพหรือทำเกษตร  (ร้อยละ 43.4) การไปจับจ่ายซื้อของในชีวิตประจำวัน (ร้อยละ 37.6) และการปฏิบัติศาสนกิจ (ร้อยละ 31.1)

ในด้านความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ ผลการสำรวจยังพบอีกว่า ประเด็นที่ประชาชนวิตกกังวลมากที่สุดคือเรื่องการเดินทางที่ลำบากมากขึ้น (ร้อยละ 82.9) รองลงมาคือกังวลว่าไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติที่มัสยิดหรือวัด (ร้อยละ 67.4) และกังวลว่าจะถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังการติดโรค (ร้อยละ 61.1) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้จะยังมีอยู่ โดยมีผู้กังวลร้อยละ 47.2 แต่ระดับความกังวลไม่มากเท่ากับความกังวลด้านผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค

ประชาชนสนับสนุนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด แต่ก็ต้องไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

สำหรับความคิดเห็นต่อมาตรการของรัฐในการป้องกันการแพร่ระบาด มาตรการที่ประชาชนเห็นด้วย 5 อันดับแรกได้แก่ 1) การต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน (ร้อยละ 93.8 ระบุเห็นด้วย) 2) การให้เงินชดเชยและสวัสดิการแก่ประชาชนที่เดือดร้อนจากมาตรการควบคุมโรค (ร้อยละ 92.3) 3) การห้ามซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ร้อยละ 88.9) 4) การปิดหมู่บ้านที่มีผู้ติดเชื้อ (ร้อยละ 86.8) และ 5) การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ (ร้อยละ 85.6)

ในขณะที่มาตรการที่ประชาชนไม่เห็นด้วยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) การให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์/ทางไกลในปีการศึกษาใหม่ (ร้อยละ 54.1) 2) การปิดบริการขนส่งมวลชนสาธารณะทุกประเภท (ร้อยละ 47.3) 3) การงดละหมาดที่มัสยิด (ร้อยละ 46.2) 4) การห้ามขายอาหารในร้าน (ร้อยละ 41.8) 5) การห้ามออกจากบ้านระหว่างเวลา 22.00 – 4.00 น. (ร้อยละ 36.7)

คนชายแดนใต้บางส่วนยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ แต่อยู่ได้ด้วยตาข่ายนิรภัยทางสังคม

จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน ผศ.ดร.ศรีสมภพวิเคราะห์ว่า การมีสวัสดิการจากรัฐและการช่วยเหลือกันของคนในชุมชนเปรียบเสมือนตาข่ายนิรภัยรองรับความเจ็บป่วยทางสังคมเศรษฐกิจและจิตใจ (Social Safety Net) ซึ่งผลการสำรวจพบว่า สวัสดิการที่ประชาชนได้รับ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 73.1 ได้รับ รวมไปถึง สวัสดิการด้านสุขภาพจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ที่มีผู้ได้รับสิทธิ ร้อยละ 57.1 และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ร้อยละ 34.9 นอกจากนี้ ในส่วนของการได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท อันเป็นมาตรการเยียวยาในช่วยวิกฤติโควิด-19  พบว่ามีกลุ่มผู้ตอบร้อยละ 60.2 สมัครและได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ตอบอีกร้อยละ 18.2 ที่สมัครแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน คนกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องมีการติดตามและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ในด้านความช่วยเหลือของคนในชุมชน พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 69.9 ระบุว่าเคยได้รับของบริจาคหรือถุงยังชีพ การได้รับบริจาคที่ครอบคลุมเช่นนี้อาจมาทั้งจากหน่วยงานของรัฐและการช่วยเหลือบริจาคจากประชาชนด้วยกันเองและกลุ่ม/องค์กรการกุศล หรือองค์กรด้านศาสนาและมนุษยธรรมอื่น ๆ ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต้นทุนทางสังคมและชี้ให้เห็นฐานของความยึดเหนี่ยวกันทางสังคมที่ดำรงอยู่แต่เดิม

ประชาชนยังอยู่ได้ แต่ให้เวลาอีกเพียง 1 เดือน

ระยะเวลาที่ประชาชนต้องทนรับสภาพสถานการณ์ต่อไปได้นั้นค่อนข้างจำกัด ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบร้อยละ 57.1 ระบุว่ายังคงรับได้หากสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมโรคยังคงอยู่ต่อไปอีก 1 เดือน  ในขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 42.9 ระบุว่า ไม่สามารถทนรับสถานการณ์ได้ต่อไปอีก 1 เดือน ผู้ตอบส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.8 มีความเห็นว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมที่ประชาชนจะพอรับได้ คือประมาณ 1-4 สัปดาห์หรือหนึ่งเดือน (นับจากช่วงเวลาที่สำรวจคือปลายเดือนพฤษภาคม)

คะแนนความพึงพอใจต่อการทำงานด้านการป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาล

อาจกล่าวโดยภาพรวม ด้วยผลคะแนนความพึงพอใจกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาล พบว่า ประชาชนให้คะแนนที่ค่าเฉลี่ย 6.39 จากคะแนนเต็ม 10 โดยหน่วยงานที่ประชาชนพึงพอใจในผลงานการแก้ปัญหามากที่สุด ได้แก่ หน่วยงานสาธารณสุขและอสม. (ร้อยละ 54.4) ผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน (ร้อยละ 16) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) (ร้อยละ 10.5)

- - - - -

ติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โทร. 089-869-6584 E-mail: [email protected], [email protected]

ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการแถลงผลได้ที่ https://cscd.psu.ac.th/th

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้

บทคัดย่อ

งานวิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง “พลวัตการเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) คำถามวิจัยของงานชิ้นนี้ต้องการมุ่งเน้นถึงการมองบนฐานข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัดของนักการเมืองมลายูมุสลิมในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นต้นมา ตลอดจนคำถามที่ว่าการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบรัฐสภายังคงมีความหวังในการเป็นทางเลือกหนึ่งในการต่อรองทางการเมืองหรือการเรียกร้องสิทธิของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อีกหรือไม่ และมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและรูปแบบการเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ตลอดจนพลวัตการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักการเมืองมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ในบริบททางการเมืองที่ปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน และเพื่อเสนอแนะต่อนักการเมืองมลายูมุสลิมและรัฐในการร่วมพัฒนาพื้นที่การเมืองที่สนับสนุนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยงานชิ้นนี้วางอยู่บนฐานแนวคิดสำคัญคือการเมืองเรื่องอัตลักษณ์

          งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้และผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนทั้งสิ้น 66 ท่าน เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตทุกเขตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 13 ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายแดนใต้แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 3 คน สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1 ท่าน อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว. จำนวน 19 ท่าน อดีตผู้สมัคร ส.ส. จำนวน 12 ท่าน นักการเมืองท้องถิ่น 3 ท่าน นักวิชาการและอูลามาอฺ(ผู้รู้) จำนวน 4 ท่าน แกนนำและสมาชิกขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี อาทิ BRN, PULO, BIPP, MARA Patani จำนวน 7 ท่าน และเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุขชายแดนใต้ จำนวน 3 ท่าน พร้อมทั้งมีการจัดสนทนากลุ่มร่วมกับนักการเมือง ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ จำนวน 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีการสังเกตการณ์ในช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 หลังจากเก็บข้อมูลตามวิธีการข้างต้นประกอบกับข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วก็ได้นำมาวิเคราะห์ประเด็นถกเถียงที่เกี่ยวข้องผ่านแนวคิดเรื่องการเมืองเชิงอัตลักษณ์ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดหลักที่ใช้งานวิจัยดังกล่าวนี้

ผลการวิจัย พบว่า พลวัตการขับเคลื่อนของนักการเมืองมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้นับตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2547 สามารถแบ่งเป็นสามช่วงเวลาหลัก คือ ก่อนปี พ.ศ. 2547 หลังการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548-2561 และในช่วงการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 แต่ละช่วงมีข้อน่าสังเกตคือก่อนปี พ.ศ. 2547 เป็นการต่อสู้ในพื้นที่ทางการเมืองของเชื้อสายเจ้าเมืองและผู้รู้ศาสนา มีนักการเมืองที่ผิดหวังกับระบบรัฐสภาและออกไปสนับสนุนกลุ่มขบวนการติดอาวุธ และในช่วงนี้ยังเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มวาดะห์ซึ่งรวมกลุ่มเพื่อสร้างเสียงต่อรองของนักการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้ หลังจากปี พ.ศ. 2547 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ความพ่ายแพ้ของกลุ่มวาดะห์และการขึ้นมาของนักการเมืองในหน้าใหม่หลายท่าน และต่อมาในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ก็ได้เห็นพัฒนาการสำคัญของการก่อตั้งพรรคประชาชาติซึ่งได้กลายเป็นพรรคที่เห็นนัยยะเชิงอัตลักษณ์ของความเป็นมลายูมุสลิมอย่างชัดเจน การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าระบบรัฐสภายังคงเป็นความหวังสำหรับการขับเคลื่อนเพื่อสร้างพื้นที่ต่อรองทางการเมือง โดยที่พื้นที่ทางการเมืองนั้นจะเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมหรือความเป็นมลายูสามารถมีที่ทาง จนกระทั่งสามารถลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ทางการเมืองแบบนี้จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ประยุกต์ใช้หลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่เป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ทางการเมืองถูกปิดกั้นและหันไปสู่การใช้ความรุนแรงได้

 

คำสำคัญ: นักการเมือง มลายู มุสลิม การเมืองเรื่องอัตลักษณ์ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

การสื่อสารสาธารณะเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิทัศน์การสื่อสารและการสื่อสารออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเปิดพื้นที่ของแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์และกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และค้นหาตัวแบบด้านการสื่อสารสาธารณะในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้เป็นแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) สื่อออนไลน์ของกลุ่ม/องค์กรภาคประชาชนที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 42 องค์กร และพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา) จำนวน 617 ตัวอย่าง รวมไปถึงการวิเคราะห์เนื้อหาสื่อออนไลน์ (Media Content Analysis)  การสัมภาษณ์ (Interview) และการสนทนากลุ่ม (Group Discussion) นักกิจกรรมและตัวแทนองค์กรภาคประชาชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณสำหรับการวิเคราะห์ภาพกว้างและเชิงคุณภาพสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก

ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้เฟสบุ๊กแฟนเพจและเว็บไซต์เป็นช่องทางหลัก มีการสื่อสารเนื้อหาในเฟสบุ๊กแฟนเพจอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรภาคประชาสังคม/กลุ่มกิจกรรมสาธารณะ แต่การขยับตัวขององค์กร/กลุ่มโดยภาพรวมในการใช้ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ยังไม่สูงมากนัก โดยรูปแบบการนำเสนอส่วนใหญ่ยังเป็นการแชร์ข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลอื่นมากกว่าการผลิตเนื้อหาข่าวสารเอง ยกเว้นประเด็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกลุ่ม ส่วนการนำเสนอเนื้อหาของกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวข่าวสารชายแดนใต้มากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือประเด็นเด็กและเยาวชน และการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อน

สำหรับ 7 องค์กร/กลุ่มที่มีผู้ติดตามข่าวสารทางเฟสบุ๊กแฟนเพจในระดับสูง (มากกว่า 10,000 คน) ได้แก่ (1) มีเดียสลาตัน (2) สำนักสื่อวัรตานี (3) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (P.N.Y.S.) (4) กลุ่มสายบุรีลุกเกอร์ (5) ปาตานี ฟอรั่ม (6) กลุ่มนักศึกษาจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข และ (7) ข่าวภาคใต้ชายแดน แต่ยังมีช่องว่างระหว่างการรับรู้ข่าวสารกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม  โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการกดไลค์ แชร์ การแสดงความคิดเห็นในสื่อ และการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะที่จัดขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ เนื้อหาที่มียอดไลค์สูงสุดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน กิจกรรมขององค์กร ประเด็นศาสนาและการสื่อสาร ส่วนเนื้อหาที่มียอดไลค์ต่ำสุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในมิติการเมืองการปกครอง เช่น นโยบายของรัฐบาล การพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข

ด้านข้อจำกัดและสิ่งท้าทายในการสื่อสาร ได้แก่ ประเด็นการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของประชาชน ข้อจำกัดด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารและการจัดการ Platform สิ่งท้าทายด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและการสร้างสันติภาพ รวมถึงสิ่งท้าทายด้านการสร้างความมั่นคงของกลุ่ม/องค์กรและความยั่งยืนของกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม

ข้อเสนอตัวแบบการสื่อสารเพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีดังนี้

    • ควรมีการวางกลยุทธ์และแผนการสื่อสารที่มีเป้าหมายชัดเจน ต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ
    • ควรมีการใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและข้าม platform 
    • ควรมีการสร้างเครือข่ายนักกิจกรรมทั้งในระดับแนวราบ และเครือข่ายนักกิจกรรมข้ามประเด็น/ข้ามพื้นที่
    • ควรพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบออนไลน์ของนักสื่อสาร
    • ควรมีการแสวงหาพันธมิตรด้านการสื่อสารที่มาจาก platform ที่หลากหลาย (ชุมชน กลุ่ม/องค์กร นักปฏิบัติการสื่อสาร ผู้ประกอบการสื่อสารในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) พันธมิตรนี้จะทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อประเด็นการขับเคลื่อนงานของกลุ่มระหว่างกลุ่ม ระหว่างสื่อและระหว่างพื้นที่
    • พิจารณาการปรับกระบวนการทำงานสื่อสารให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และไม่ซับซ้อน เพื่อให้กลุ่มสามารถดึงสมาชิกใหม่ ๆ เข้ามีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน
    • การมีกลไกรับความเสี่ยง ทั้งในด้านทรัพยากรสนับสนุนการทำงาน ด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ด้านการขาดแคลนทรัพยากรบุคคล