2569

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

หลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติตั้ง “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข แทน “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” อดีตเลขาธิการ สมช. ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาล “อนุทิน 1” แต่ต้องพ้นหน้าที่ดังกล่าวเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

สำหรับ “ฐนัตถ์” ถือเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ พลเรือน คนที่ 2 โดย นับจาก “ฉัตรชัย บางชวด”เลขาธิการ สมช. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะดังกล่าว เมื่อครั้งเป็นรองเลขาธิการ สมช. ในปี 2566 สมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน

ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มองว่า การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ซึ่งยังไม่ได้เกษียณอายุราชการ สะท้อนแนวทางที่รัฐบาลต้องการให้การเมืองนำการทหาร นับเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในทางที่ดี

ทั้งยังเคยมีบทบาทอยู่เบื้องหลังของปัญหาชายแดนมานาน ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งผ.อ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ จึงเชื่อว่าทิศทางการทำงานน่าจะชัดเจนขึ้น รวมถึงความต่อเนื่องในแนวทางของนโยบายที่ได้มีการร่วมทำกันมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีการทบทวน แก้ไข หรือเสริมต่อให้ดีขึ้น

"พูดคุยสันติสุข" ช่วยลดความขัดแย้ง?

เคยมีการคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการล้มเหลวของการใช้แนวทางคณะพูดคุยสันติสุข 10 กว่าปี แต่กลับไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งได้ แนวทางนี้ควรต้องแก้ไข หรือเพิ่มเติมอย่างไร…

ผศ.ศรีสมภพ กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปแบบ "เปิดเผย-บนโต๊ะครั้งแรกเมื่อปี 2556 ที่มีความต่อเนื่องทางนโยบาย จะเห็นว่าระดับของเหตุการณ์ความไม่สงบลดลงก่อนปี 2556 ดังนั้นจึงยังไม่ได้เป็นการล้มเหลวทางนโยบาย แต่ต้องยอมรับว่าความแปรปรวน และความไม่แน่นอนยังมีอยู่

ข้อสำคัญแรก “หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข” จะต้องทบทวนยุทธวิธี วิธีการ รวมทั้งเครื่องมือที่เคยใช้ ตั้งแต่คณะพูดคุยสันติสุขชุดที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต่าง ๆ ว่ามีการพูดคุย ตกลง หรือไม่ตกลงอะไรไป เพื่อปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมในส่วนที่ต้องทำให้เหมาะสมกับปัจจุบัน โดยต้องมีแผนปฏิบัติการร่วม และข้อปฏิบัติการร่วมให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม

“คณะพูดคุยสันติภาพ ไม่ได้ทำงานเริ่มจากศูนย์ แต่มีการพูดคุยต่อเนื่องกันมายาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็คือ 10 ปีที่ผ่านมา มีความต่อเนื่อง มีฐานความรู้ฐานประสบการณ์ซึ่งสามารถนำมาทบทวนได้ เพื่อลดหรือยุติความรุนแรงในพื้นที่ได้ตามข้อเรียกร้องของคนในพื้นที่”

กลยุทธ์สำคัญจะต้องไปคุยเนื้อหาสาระการแก้ปัญหาจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นต่าง รัฐ ประชาชนในพื้นที่ ภาคประชาสังคม ผู้นำท้องถิ่น แม้กระทั้งพี่น้องชาวพุทธ และมุสลิม เพื่อหาข้อปัญหาหลักที่จะแก้ไข และหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของการสร้างพื้นที่ทางการเมืองร่วมกัน รับฟังข้อคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาปรับ

 

เปลี่ยนขั้ว "สายทหาร" เป็น "สายการเมือง"

ถ้าถามว่าการที่รัฐบาลเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะสันติสุขจากสายทหาร มาขั้วสู่สายพลเรือน อาจส่งผลผลกระทบของกองทัพภาคที่ 4 ควรจะเป็นไปในทิศทางใด...

ผศ.ศรีสมภพ มองว่า ในแง่บทบาทของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีความมั่นคงในพื้นที่ก็อาจจะส่งผลกระทบ ดังนั้นหัวใจสำคัญการทำงานจะต้องมีการพูดคุย และสร้างความ สัมพันธ์ต้องราบรื่น เนื่องด้วยที่ผ่านมาแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อยู่ในคณะพูดคุยสันติสุขด้วยทุกครั้ง

ในขณะที่รัฐบาลให้อำนาจ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้เชื่อว่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ และสร้างการร่วมมือกันได้ เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับสูงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวมลายูและมุสลิม ดังนั้นหาก "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ได้แสดงบทบาทการทำงานได้อย่างเต็มที่จะเป็นเหมือนโซ่ข้อกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อให้การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

"ที่สำคัญคือ จะต้องลดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ สร้างความยุติธรรมให้ปรากฏ สืบสาวเรื่องราวอย่างยุติธรรม ถ้าท่านวันนอร์ มีบทบาทตรงนี้ได้ ก็จะช่วยสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นไว้วางใจระหว่างพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างเต็มที่ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้"

 

ที่มา : thaipbs

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ผู้หญิงพิการชายแดนใต้: ชีวิต สันติภาพและกุญแจแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพูดถึงสันติภาพ อาจนึกถึงการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แต่เมื่อพูดถึงผู้หญิงพิการ เราอาจไม่ค่อยเห็นพวกเธอมากนัก ทำไมผู้หญิงพิการถึงไม่ค่อยถูกฉายให้เห็น และขับเคลื่อนเสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ

คุยกับ ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา (สถานวิจัยความขัดขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงชีวิตและบทบาทของผู้หญิงพิการในพื้นที่สามจังหวัด พวกเธอเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางสังคมและเติบโตเพื่อเป็นผู้นำได้อย่างไร

สันติภาพเป็นเรื่องของใคร
ฟารีดา: เมื่อเราพูดถึงการสร้างสันติภาพ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐฝ่ายคนที่ใช้ความรุนแรงหรือก็ฝ่ายภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไป เกือบ 10 ปีมาแล้วตอนที่มีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อทำให้เสียงของคนที่ไม่มีอาวุธดังขึ้นและทำให้ฝ่ายที่ใช้อาวุธหยุดใช้นั้น เราเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ในเชิงการสนับสนุนข้อมูลวิจัยในแง่ของสถิติตัวเลขผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เพื่อทำให้กลุ่มผู้หญิงเท่าทันสถานการณ์ชายแดนใต้มากขึ้น รวมทั้งผู้หญิงเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงในแง่ของความรุนแรง หรือทางอ้อมอย่างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

เมื่อผู้หญิงเจอความรุนแรงทางอ้อม เช่น สามี ลูกชายหรือว่าลูกสาวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือหลบหนีไป ภาระของผู้หญิงก็หนักขึ้น ต้องมีบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นทั้งนอกบ้านและในบ้าน นอกจากนี้เราผลักดันให้ผู้หญิงสามารถที่จะเป็น agent of changeในการทำงานเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสันติภาพ ผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงกำลังเผชิญ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายทางศาสนา รายได้ เป็นต้น ผู้หญิงพิการก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ไม่ค่อยมีส่วนร่วมและมักถูกมองในกรอบของสังคมสงเคราะห์เพราะเขาเป็นคนเปราะบาง แต่ว่าไม่ได้ถูกยกระดับให้เป็นคนที่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้

มีคนทำงานด้านคนพิการเยอะ แต่ไม่เชื่อมต่อ
ช่วงแรกๆ เราก็หวั่นใจเหมือนกันเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านคนพิการ จึงไปร่วมกับสมาคมคนพิการภาคใต้เพื่อเชื่อมต่อกับหลายๆ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษาในมาเลเซียที่มีศูนย์คนพิการ ได้เห็นการทำงานในภาคการศึกษาและการบริการชุมชนในที่ที่มีบริบทของวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน นอกจากนี้เรายังทำงานรวมกับสถาบันเด็กราชนครินทร์ เชียงใหม่ ในเรื่องการปรับรถเข็นเพื่อให้คนพิการได้เสริมสร้างศักยภาพจากประสบการณ์ของต่างประเทศหรืองค์กรจากภูมิภาคอื่นๆ เกิดคนพิการที่เป็น Active Citizen และเกิดการทำงานเชื่อมประสานกัน

งานวิจัยที่เน้นเข้าใจวัฒนธรรม
มีครั้งหนึ่งได้รับงบประมาณวิจัยจากสหภาพยุโรปเพื่อทำโครงการสำรวจความเสมอภาคของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าใจประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่พวกเขาเจอ เราก็มีสมมติฐานว่าคนพิการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ แต่ผลพบว่า ในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่นี่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มเปราะบาง อาจเพราะบริบททางศาสนาหรือวัฒนธรรมที่มองว่าคนพิการต้องถูกดูแลเอาใจใส่ คล้ายๆ เด็กกำพร้า แต่รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น การทำให้คนพิการมีส่วนร่วมทางสังคม อย่างมัสยิดที่มีทางลาด ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยต่อ

ในภาพรวมของ 3 จังหวัด เราจะเห็นว่า นราธิวาสมีจำนวนคนพิการทุกประเภทสูงที่สุด รองลงมาเป็นปัตตานีและยะลา ผู้ชายพิการมีมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย และผู้ชายมีความพิการทางจิตมากกว่า อาจจะเพราะสถานการณ์ความไม่สงบหรือสภาวะความคาดหวังในเชิงของเศรษฐกิจ ความพิการทางการเคลื่อนไหวมีมากที่สุด รองลงมาเป็นทางการได้ยินซึ่งตรงกันข้ามกับสวัสดิการเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขาดแคลน คนหูหนวกจะใช้ภาษาบ้านใครบ้านมัน ทำให้การสื่อสารโดยภาพรวมค่อนข้างจำกัด

ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือเรื่องการศึกษา คนพิการหลายคนถ้าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำงานในชุมชน เช่น ช่างซ่อมได้ แต่เพราะการศึกษาจะหยุดเมื่อคนพิการอายุ 18 ปี หลังจากนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาหนทางให้ลูกไปเรียนต่อ บางคนก็ไม่มีเงินหรือมีข้อจำกัด สุดท้ายหลายคนก็ไม่ได้เรียน วัฒนธรรมส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บลูก ปกปิดหรือไม่ได้ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ไม่กล้าให้ไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป รัฐเองก็ไม่ได้มาตรการอื่นๆในการที่จะสนับสนุนให้คนพิการได้เรียน หรือเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้

เรื่องผู้หญิงพิการเป็นเรื่องใหม่ที่น่าดึงดูด
เรื่องคนพิการ โดยเฉพาะผู้หญิงพิการในพื้นที่เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานไม่ว่าจะภาครัฐ ทหาร หรือภาคธุรกิจก็เข้ามาทำงาน อาจเพราะว่าเสียงของคนพิการน่าดึงดูด คนพิการก็ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เดิมเรามีปัญหาเรื่องของการจ้างงานตามอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ จึงเกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นและเกิดการจ้างงาน ระดมความเห็นให้เกิดรูปธรรมว่าคนพิการจะไปมัสยิดได้อย่างไร ขยับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย

เรามีผู้หญิงพิการที่มีศักยภาพ ก็ถูกชักชวนมาทำงานมากขึ้นเพื่อทำให้เสียงของผู้หญิงในพื้นที่ที่สถานการณ์ต่างๆ มักกลบเสียงนั้นถูกทำให้ดังขึ้น จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นกลุ่มที่ไม่มีพลัง หรือ Disempower Group ต้องถูกให้ความช่วยเหลือ บางครั้งก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัวและจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน คนอ่อนแอกว่าถูกกระทำ คนมีอำนาจเหนือกว่าก็ใช้เงิน พ่อแม่ก็ไม่อยากให้เสียหน้า

เรื่องใหม่แต่ปัญหาคงเดิม
ในพื้นที่มีเคสแม่วัยใส แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีแม่วัยใสที่เป็นคนพิการเท่าไหร่ เช่นเดียวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงในเชิงของทัศนคติ เช่น มองว่าเป็นคนพิการไม่ต้องมีบัตรประชาชนหรอกเพราะว่าไม่ได้ออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่

หรือปัญหาเรื่องการศึกษา ถึงแม้คนพิการจะมีสิทธิเรียนฟรี แต่ผู้นำชุมชนและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกว่าสามารถเรียนได้ คนพิการก็ต้องสู้ด้วยตัวเองและหวังให้ที่บ้านสนับสนุน คนที่นี่เชื่อว่าคนพิการยังไงก็ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อเขาเป็นลูกเราแล้วจะทำแท้งไม่ได้เพราะลูกคือขวัญจากพระเจ้า ต้องเลี้ยงดูไปจนกระทั่งตายจากกัน คนพิการเลยไม่ได้ถูกเสริมพลังให้ได้ใช้ชีวิต ในมาเลเซียมีแนวคิดว่า ทำยังไงให้คนพิการสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ พยายามทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พออายุ 18 ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ให้ฝึกอาชีพ แม้ว่าศาสนาจะเป็นกรอบของแนวคิด และในมาเลเซียก็เข้มข้นกว่าเราแต่ก็พยายามที่จะคิดในเชิงของสากลให้ศักยภาพของคนพิการออกมา เลี้ยงดูตัวเองได้ และพยายามทำงานร่วมกับองกรณ์ต่างๆ ถ้าคนพิการแต่ละประเภทแยกกันทำงาน เราจะไม่เห็นภาพการพัฒนาได้เลย เราอยากเห็นการพัฒนาในเชิงระบบ เหมือนที่มาเลเซียที่เป็น One Stop Service ดูแลตั้งแต่เกิด การเรียน การใช้ชีวิตในสังคมเป็นค่านิยมหลัก

ผู้หญิงคือกุญแจของความเปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงเป็น agent of change ที่สำคัญ งานทางสังคมส่วนมากมีผู้หญิงหรือคนพิการผู้หญิงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อน บางคนก็มีลูก สามีภรรยาพิการทั้งคู่ แต่ก็สามารถเลี้ยงดูลูกให้สมบูรณ์ได้ แต่พอดูเรื่องเศรษฐกิจ คนพิการกลับมีอาชีพแค่ถักไหมพรม ขายสลากหรือขายของ ถูกกำหนดโดยรัฐหมดเลย คนไม่สามารถเลือกอาชีพตัวเองได้ องค์กรคนพิการจึงพยายามสร้างอาชีพให้คนพิการมีสิทธิมีเสียงขึ้นมาได้

ในพื้นที่มีนี้ความต่างกับที่อื่นบ้างเพราะผู้หญิงที่นี่ต้องเอาตัวเองเข้าไปทำงานกับกลุ่มที่สามารถเจรจากับรัฐได้ เช่น กลุ่มผู้หญิงที่มักถูกยอมรับโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดภาคใต้ (ศอบต.) เด็กและผู้หญิงก็ได้เข้ามาทำงาน และเรื่องคนพิการก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชายยังเป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่ แต่เราก็พยายามทำให้เสียงผู้หญิงมีมากขึ้นผ่านการรายงานไปในระบบสหประชาชาติ เราก็หวังให้เกิดผลกระทบในแง่ของสิทธิประโยชน์

ผู้หญิงพิการมีความสำคัญมากเพราะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาตัวเองมากที่สุด จะให้คนอื่นมาพูดแทนได้อย่างไร เวลาทำกระบวนการเราแค่เป็นกระบวนกรให้เค้าได้พูด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องภัยพิบัติว่าเจอปัญหาอะไร เช่น ใน 3 จังหวัดมีน้ำท่วมทุกปี ศูนย์พักพิงหรือว่าศูนย์อพยพมีคนพิการผู้หญิง ก็ต้องมีที่ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแต่งตัว เป็นสิ่งที่เราต้องลงรายละเอียดในแง่ของความละเอียดอ่อน

สุดท้ายผู้หญิงพิการต้องมีอำนาจในการคุมวาระ
เราหวังให้ผู้หญิงพิการเป็นคนที่ควบคุมวาระอะไรบางอย่างได้ หยิบยกให้ปัญหามีความละเอียดมากขึ้น มีสมัชชาคนพิการสามจังหวัด คจนที่นี่รู้ปัญหาตัวเองดีมาก แต่ต่างคนต่างทำงาน แต่ข้อมูลภาครัฐก็ไม่มีการบูรณาการ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้ คนพิการไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ความเท่าเทียมที่แท้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมและการเห็นโครงสร้างของปัญหาเพราะที่ผ่านมาเรื่องคนพิการมักเป็นเรื่องการฉวยชิงผลประโยชน์โดยใช้วาทกรรมเรื่องการสงเคราะห์


บทความนี้ผลิตภายใต้โครงการ Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces โดย Minority Rights Group ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เนื้อหาในบทความนี้เป็นความรับผิดชอบของ ThisAble.me แต่เพียงผู้เดียว และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของสหภาพยุโรป

 

ที่มา : ThisAble.me

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

🎧 Live วิดีโอ พอดแคสต์
⭐ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569
Blue talk by โซรยา จามจุรี
EP 16 ประเด็นมุมมองนักวิชาการต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📢 คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญชวนผู้สนใจ นักวิชาการ และนักศึกษาเข้าร่วมงานและร่วมนำเสนอผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการ

🌟สัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2569
⭐หัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์: อัตลักษณ์ นวัตกรรม และความท้าทายในภูมิรัฐศาสตร์”

🗓 วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
09.30 – 11.15 น. เสวนา หัวข้อ “อัตลักษณ์ นวัตกรรม และความท้าทายในภูมิรัฐศาสตร์”
วิทยากรโดย:
- ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล
- ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิง พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนรองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ผู้แทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


11.15 – 12.00 น. Special Talk หัวข้อ “ศิลปะการไม่ตกเป็นเหยื่อ”
วิทยากรโดย: อาจารย์ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สถานที่: ห้องแกรนด์บอลรูม ศูนย์ประชุมและอาคารจอดรถมหิดลสิทธาคาร

13.30 – 16.00 น. นำเสนอผลงานวิชาการ
สถานที่: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

🗓 วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
09.00 – 14.00 น. นำเสนอผลงานวิชาการ
สถานที่: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

💠สนับสนุนทุนโดย: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

✅ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/Ke1NvmZUu5Cpk4FH8

📞 รายละเอียด เพิ่มเติมที่

โทร 02-800-2840-60

- กฤษณี ต่อ 1645

- กนกรัตน์ ต่อ 1648

E-mail: [email protected]

Website: https://sh.mahidol.ac.th/socant.network2569

Facebook: สัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาฯ https://url.in.th/Ohvvp

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องบรรยาย B103 ชั้น 1 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดปัตตานี กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เมือง ภายใต้โครงการ “เนรมิตเมือง: สร้างแบรนด์เมืองสู่สินทรัพย์สร้างสรรค์”

โดยโครงการเนรมิตเมืองคือการยกระดับคุณค่าเมืองผ่านเรื่องเล่า และการสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ที่ เริ่มจากภายในเมือง และเชื่อมโยงประสบการณ์จากภายนอก สะท้อนตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพลักษณ์ผิวเผิน เกิดขึ้นได้จริงผ่านการลงมือทำและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การประชุมในครั้งนี้ ผู้จัดงานได้เชิญกลุ่มคนจากหลากหลายภาคส่วน อามิ ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/ท้องที่ เอกชน นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ตลอดจนภาคประชาสังคม ที่มีประสบการณ์ขับเคลื่อนงานด้านสร้างสรรค์คุณค่าให้กับเมืองปัตตานี เพื่อมาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ ระดมความเห็น นำเสนอแนวคิด ตลอดจนวิธีการดำเนินงานต่างๆ ที่ผ่านมา และข้อเสนอต่อประเด็นการขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์เพื่อเมืองปัตตานีในอนาคต

สำหรับแนวคิดหลักของโครงการ “เนรมิตเมือง”: สร้างแบรนด์เมืองสู่สินทรัพย์สร้างสรรค์ (Neramyth City: Branding Cities into Creative Assets) ซึ่งดำเนินงานในปี 2569 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA หน่วยงานที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทย ด้วยความเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเมือง เศรษฐกิจ และประเทศในระยะยาว ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

จังหวัดปัตตานีเป็น 1 ใน 9 เมืองนำร่อง ซึ่งได้แก่ เพชรบุรี สกลนคร นครศรีธรรมราช ปัตตานี ราชบุรี ลำพูน ศรีสะเกษ สิงห์บุรี และอุบลราชธานี เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” (Creative City Branding) มุ่งปลดล็อกศักยภาพ “อัตลักษณ์เมือง” สู่การเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับเมืองของประเทศไทยให้ “น่าอยู่ - น่าลงทุน - น่าเที่ยว” อย่างยั่งยืน

โดย นายอิมรอน ซาเหาะ บุคลากรประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย

Photo Credit: สภาประชาสังคมชายแดนใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “How to Create and Design Conflict Monitoring Database in the Deep South of Thailand and in Papua, Indonesia” ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี

กล่าวเปิดงานโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา โดยมี ผศ.ดร..ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และทีมงานฐานข้อมูลชายแดนใต้ นำเสนอเกี่ยวกับฐานข้อมูลความขัดแย้ง Deep South Watch Conflict Incident Database และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำฐานข้อมูลให้กับ ทีมของมหาวิทยาลัย Driyakara School of Philosophy ai Indonesia

นอกจากนี้ยังทีมจากตัวแทนสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นำเสนอเรื่องฐานข้อมูล Database of Human Rights Violations in Southern Border Provinces Thailand.

โดยมี Dr.Budi Hernawan, Senior Lecturer Centre for Conflict and Humanitarianism Driyarkara School of Philosophy, Jakarta,Indonesia เข้าร่วมที่ห้องประชุม CSCD โดยมีทีมงานที่เข้าร่วมประชุมออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM จากประเทศอินโดนีเซีย และได้นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นมาขององค์กร และเป้าหมายขององค์กรในอนาคต โดยได้ขอคำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อนำไปปรับใช้ในบริบทของ West Papua/Indonesia ทั้งนี้ มีการตกลงเกี่ยวกับการร่วมมือในอนาคตเพื่อการพัฒนาฐานข้อมูลต่อไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์: ถอดรหัสความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพสหรัฐอเมริกา - อิหร่าน

จากวงสันติสนทนา Ep.6  : ถอดรหัสการเจรจาสงบศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทำไมล้มเหลว ? เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการถอดรหัสเบื้องหลังการเจรจาสันติภาพที่ล้มเหลวระหว่างวันที่ 11 - 12 เมษายน 2569 ว่ามาจากปัจจัยใด และทิศทางของสถานการณ์หลังจากนี้จะดำเนินไปอย่างไร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะ ได้แก่

🧑‍🏫 ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

🧑‍🏫 ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดำเนินรายการโดย

🧝 อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ได้รวบรวมมุมมองเชิงลึกและนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะหลายขั้วอำนาจ โดยมีข้อค้นพบสำคัญที่ตอกย้ำว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่คือกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยกลไกค้ำประกันที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ

ภาพรวมพลวัตความขัดแย้ง

สงครามระหว่างกลุ่มพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับฝั่งอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้เกิดการโจมตีและตอบโต้กันอย่างรุนแรงยาวนานกว่า 40 วัน ก่อนจะนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในวันที่ 8 เมษายน ความพยายามทางการทูตเริ่มต้นขึ้นในการเจรจารอบแรกระหว่างวันที่ 11-12 เมษายน ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน แม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการที่ทีมเทคนิคของทั้งสองฝ่ายยอมนั่งหารือในห้องเดียวกัน แต่ท้ายที่สุดกระบวนการเจรจากลับประสบความล้มเหลว ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลก สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยที่พุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท

 ปัจจัยที่ทำให้การเจรจาชะงักงัน

การล่มสลายของโต๊ะเจรจาเกิดจากรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ได้แก่

 สภาวะขาดความไว้วางใจ: สหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างไม่เชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริง

 ความแตกต่างสุดขั้วของข้อเรียกร้อง: การตั้งเงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาจำนวน 15 ข้อ และอิหร่าน 10 ข้อ ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนทางผลประโยชน์ที่สามารถตกลงกันได้เลย

 อิทธิพลของตัวแทรกแซงกระบวนการ: แม้อิสราเอลจะไม่อยู่ในโต๊ะเจรจา แต่ยังคงมีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกา ทำให้การต่อรองซับซ้อนและถูกขัดขวาง

 ยุทธวิธีบีบบังคับทางการทูต: ท่าทีของสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นการกดดันเพื่อให้อิหร่านยอมจำนน มากกว่าการเจรจาต่อรองอย่างจริงจัง ทำให้อิหร่านปฏิเสธที่จะลดละข้อเรียกร้อง

 ข้อจำกัดของคณะผู้แทนเจรจา: ตัวแทนของสหรัฐอเมริกาขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ การต้องรอคำสั่งจากสายการบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้กระบวนการขาดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ

กรอบวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์

การวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านกรอบทฤษฎีความขัดแย้งช่วยอธิบายสภาวะที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีความสุกงอมของความขัดแย้งชี้ว่า คู่ขัดแย้งจะเข้าสู่การเจรจาอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายบอบช้ำอย่างหนักและตระหนักว่าอำนาจทางทหารไม่สามารถสร้างชัยชนะได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งยังเป็นกระบวนการที่ลึกซึ้งและต้องใช้เวลา

พฤติกรรมบนโต๊ะเจรจายังมีลักษณะคล้ายเกมวัดใจและกับดักนักโทษ กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันโดยไม่ยอมถอย เพราะเกรงว่าฝ่ายที่ยอมก่อนจะสูญเสียอำนาจต่อรอง และด้วยความไร้ความเชื่อใจ ทั้งคู่จึงเลือกยุทธศาสตร์ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเมื่อประเมินผลลัพธ์ความเป็นไปได้ จะพบว่า

 - หากทั้งคู่ยอมประนีประนอม จะเกิดข้อตกลงที่ทุกฝ่ายพึงพอใจและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

 - หากสหรัฐอเมริกายอมแต่อิหร่านไม่ยอม สหรัฐอเมริกาจะเสียบารมีและอิหร่านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

 - หากสหรัฐอเมริกาไม่ยอมแต่อิหร่านยอม สหรัฐอเมริกาจะได้ชัยชนะเต็มที่ขณะที่อิหร่านสูญเสีย

 - หากทั้งคู่ไม่ยอมประนีประนอมดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน จะนำไปสู่สงครามที่ยืดเยื้อและสร้างความเสียหายสูงสุดต่อทุกฝ่าย

บทบาทของผู้เล่นระดับโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ปากีสถาน:ทำหน้าที่จัดเตรียมพื้นที่เจรจาและรักษาความปลอดภัย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความเป็นอิสระและศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้บทบาทตัวกลางยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

 จีน: ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญที่อาจทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันข้อตกลง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามยังต้องประเมินท่าทีการยอมรับจากฝั่งสหรัฐอเมริกา

 อิสราเอล: เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้การเจรจายากขึ้น เนื่องจากไม่ยอมรับผลการเจรจาและพยายามแทรกแซงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

 ประเทศในภูมิภาคและยุโรป: สนับสนุนแนวทางการทูตและพยายามสกัดกั้นไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งลุกลาม

ฉากทัศน์อนาคตและผลกระทบระดับมหภาค

ทิศทางของความขัดแย้งสามารถประเมินได้ใน 3 ฉากทัศน์หลัก คือ

 1. การเจรจาทางการทูตดำเนินการต่อผ่านตัวกลางและการมีส่วนร่วมของมหาอำนาจอื่น ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การลดความตึงเครียดหรือการหยุดยิงชั่วคราว

 2. สงครามยืดเยื้อจากการเจรจาที่ล้มเหลว ซึ่งฝ่ายที่มีความทนทานมากกว่าอย่างอิหร่านอาจชิงความได้เปรียบในระยะยาว

 3. ความขัดแย้งขยายวงกว้างลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือระดับโลก โดยมีมหาอำนาจอื่นเข้าร่วม

ผลกระทบที่ตามมาคือความผันผวนอย่างหนักของราคาพลังงาน หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาถูกท้าทาย สวนทางกับบทบาทและการแสดงอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เบื้องต้นต่อสังคมไทยในภาพรวม

ความล้มเหลวของการเจรจาสงบศึกสะท้อนความซับซ้อนของความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกันทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก สถานการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบอำนาจโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคของมหาอำนาจหลายขั้วอย่างเต็มรูปแบบ วิกฤตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นคลื่นกระแทกที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรง สังคมไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวดังนี้

 ระดับนโยบายภาครัฐ: ต้องเร่งวางกลยุทธ์รับมือผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การจัดหาทางเลือกพลังงานสำรอง เช่น การขุดเจาะแหล่งพลังงานใหม่ หรือการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดการพึ่งพิงตลาดโลกที่เปราะบาง

 ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม: ควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่มีความผันผวนสูง การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและการรักษาสภาพคล่องทางการเงินจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะแทรกซ้อนทางเศรษฐกิจ

 ภาคประชาชน: ต้องตระหนักถึงแนวโน้มของค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น การปรับพฤติกรรมการบริโภคพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการวางแผนการเงินอย่างรัดกุม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยสามารถรับมือและก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของความขัดแย้งระดับโลกครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอเชิญติดตามรายการสันติสนทนา Ep.7 : เศรษฐกิจภาคใต้ในวงล้อมความขัดแย้งโลก : โอกาสและความเสี่ยงในวิกฤตพลังงาน

ร่วมสนทนาโดย
🧑‍🏫 ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
🧑‍🏫 ดร.สินาด ตรีวรรณไชย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาระบบบริหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
🧑‍🏫 ผศ.ดร.นัฐพร โรจนหัสดิน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น เป็นต้นไป

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พรรคประชาชน (PEOPLE'S PARTY) ได้จัดสัมมนาว่าด้วยเรื่อง รู้จักชาวใต้ เข้าใจคน ก่อนขายความคิด สำหรับคระทำงานพรรคในพื้นที่ภาคใต้ ณ โรงรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นราศรีธรรมราช

โดยมีวิทยากรรับเชิญจากภายนอก 3 ท่านที่ถูกรับเชิญให้มานำเสนและร่วมเสวนาในหัวข้อ ดังต่อไปนี้

1. “ประวัติและการพัฒนาวัฒนธรรมการเมืองภาคใต้ จากอดีต-ปัจจุบัน” โดย ศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. “ประวัติความผูกพันพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้” โดย รศ.ดร.บูมอรี ยีหมะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

3. “ประวัติความผูกพันพรรคประชาชาติ ใน 3 จังหวัดภาคใต้” โดย อิมรอน ซาเหาะ นักวิชาการ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกจากนี้ยังมีการระดมความเห็น และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมกับวิทยากรรับเชิญ