ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

กิจกรรมสานเสวนา​เปิดตัวโรงเรียนสาธิต ​มรย. สู่โรงเรียนต้นแบบสันติศึกษาระดับปฐมวัย​ วันพุธที่​ 26 มกราคม​ 2565​ เวลา ​09.00-12.00​ ​น.​

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

 

 

ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้บนฐานกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเชิงสันติภาพที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้และตัวแบบนโยบายบูรณาการด้านเศรษฐกิจสังคม การศึกษา สันติภาพและยุติธรรมเพื่อสร้างสมานฉันท์และการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

??สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์
เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อ ระดับป.โท ประจำปีการศึกษา 2565 หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา
ผู้สนใจสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่
https://gradmis.psu.ac.th/admission/

??ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 เมษายน 2565
รายละเอียดคู่มือการรับสมัคร ประจำปี 2565:
https://bit.ly/3GZ1wf3
อ่านรายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่
https://grad.psu.ac.th/.../prospective.../admission.html

**เรียนดีมีทุนสนับสนุน**

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
งานบัณฑิตศึกษา สถาบันสันติศึกษา
☎074 28 9450 หรือ E-mail: [email protected]

-------
Call for applicants to pursue a postgraduate degree in Master of Arts degree (M.A) in Conflict and Peace Studies for the academic year 2022.

??Apply online at https://gradmis.psu.ac.th/admission/

??The application deadline is 15 April 2022.

For a guide to the application process in 2022, click the link.
https://grad.psu.ac.th/.../prospective.../admission.html

For more information, call 074 28 9450 or email us at [email protected].

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ขอเชิญรับชมวิดีโอบันทึกกิจกรรม Virtual U.S. Speaker Program ภายใต้โครงการ IPS Special Lecture Series on Peace and Conflict Issues หัวข้อ "The Challenges of Peace and Conflict Situation in Thailand and Southeast Asia" เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 65 ระหว่างเวลา 20.00 – 21.30 น.

โดย Professor John Paul Lederach จาก Kroc Institute for International Peace Studies, University of Notre Dame นักปฏิบัติและนักวิชาการคนสำคัญระดับโลกด้านการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) และการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง (Conflict Transformation)

รับชมได้ที่

Full Version - https://www.youtube.com/watch?v=8dK9y85OqlU

Thai Version - https://www.youtube.com/watch?v=8vQtSnErfiQ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

An Analysis of the Power Structure in Southern Border Provinces Reflected through the Capital Accumulation of a Malay Muslim Politician: The Case Study of Abdullateh Yagad

Asama Mungkornchai

lecturer, The Faculty of Political Science, Prince of Songkla University, Pattani Campus.

 

Abstract

This article employs the concept of capital of Pierre Bourdieu as a tool to analyse the power structure of three southern border provinces. The methods of data collection include in- depth interview and life histories of the researched. The accumulation, categorization, and analysis of capitals have revealed the political power structure in the region, and how politician in the area entering into such power. The chosen case study is the Malay Muslim politician named Abdullateh Yagad, who was the first Chief Executive of the Provincial Administration Organization of Yala, Thailand. He was from a poor family and had climbed up to leading positions in business and a political arena in the province. This study shows that an educational institution in his youth was an initial sphere that supported him to accumulate diverse capitals. In particular, social capital was his early accumulation that reinforced him to acquire other types of capitals later on.

   The life history of Abdullateh Yagad has reflected the political situation in southernmost area in the post -Cold War era. The Order of the Office of the Prime Minister No. 66/2523 patronized him to build up relationships with Thai military elites. This encouraged him to create immense social capitals, leading to a symbolic capital which was considered charisma in the patronage system. However, due to the political conflicts, he was accused of being involved in security-issued crime, which with the consequently struggled for more than seven years. The accusation had eventually waned his accumulated symbolic capitals or charismatic power over time.

Yet, Abdullateh Yagad was different from most of his contemporary politicians or the current ones in the southern border provinces. He was not born to an influential politician family, or a Malay Royal one, or was not a son of any Islamic leaders; different capital accumulation had been achieved by himself. This study all in all considers his life path and capital accumulation contributed to the understanding of the relationship of state agencies in southern border area where political power structure was contextually appropriated. 

ที่มา วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

บทความว่าด้วยเรื่องนักการเมืองมลายูมุสลิมฯ ในหนังสือความมั่นคงบนรอยร้าวฯ

โดย อิมรอน ซาเหาะ และ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์, (ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, บรรณาธิการ)

 

ความมั่นคงบนรอยร้าว: ประวัติศาสตร์ กฎหมาย และผู้คนในพลวัตความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนังสือที่รวบรวม 8 บทความ จากงานวิจัยโครงการ "กรอบงานวิจัยประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ลำดับที่ 13 ในเรื่อง "จังหวัดชายแดนใต้" (SRI13)

 

บางส่วนจากบทนำ ความขัดแย้งกว่าทศวรรษที่ผ่านมาก็ได้ดึงให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในวังวนความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังในการศึกษาเรื่อง “พลวัตความเคลื่อนไหวของนักการเมืองมลายูมุสลิมท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้” ของ อิมรอน ซาเหาะ และยาสมิน ซัตตาร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนของปมเงื่อนต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมองผ่านพลวัตของ “ผู้กระทำการ” ในพื้นที่เพื่อที่จะทำให้เห็นถึงมิติต่างๆ ที่ซ้อนทับกันในแต่ละช่วงจังหวะของเวลา ความพยายามแกะรอยความเปลี่ยนแปลงของ “ผู้กระทำการ” กลุ่มหนึ่งที่เสนอตัวเข้ามาทำงานเป็น “นักการเมือง” ผ่านระบบการเลือกตั้ง เป็นการศึกษาที่มีความหมายและมีความสำคัญ เพราะเป็นการทำความเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่าง “ผู้กระทำการ” กับ คนในพื้นที่ และพื้นที่ทางการเมืองของสังคม การศึกษาลักษณะนี้จะทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นภายในเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจของพลเมืองในพื้นที่ ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่กำหนดให้ “นักการเมือง” ต้องเลือกคิดและเสนอตัวให้เหมาะสมกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนโดยเฉพาะภายใต้สถานความรุนแรงที่คุกรุ่นตลอดเวลา “นักการเมือง” ที่สามารถชนะการเลือกตั้งมาได้ย่อมสามารถสร้าง “ข้อเสนอ” บางประการที่ถูกกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของพลเมืองผู้ออกเสียงเลือกพวกเขา”

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ บรรณาธิการ

 

หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่สำคัญในการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และเสนอแนะแนวทางที่พอจะมองเห็นและเป็นไปได้ แต่ทางเลือก/ทางออกของปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ขึ้นอยู่กับพลังทางสังคมทั้งหมด

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ บรรณาธิการ

 

ผ่านไปสิบกว่าปีของปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ความเนิ่นนานที่ทำให้สังคมไทยเริ่มชินชา และเพิกเฉย อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมาลืมตามองปัญหา และให้ความสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง

 

สั่งซื้อได้ที่??

https://shop.sac.or.th/th/product/99/

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

??สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังการบรรยายพิเศษและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกิจกรรม Virtual U.S. Speaker Program on Peace and Conflicts Issues in Thailand and Southeast Asia

พบกับ John Paul Lederach Professor จาก Kroc Institute for International Peace Studies, University of Notre Dame
นักปฏิบัติและนักวิชาการคนสำคัญระดับโลกด้านการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) และการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง (Conflict Transformation)

??วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2565
เวลา 20.00 – 21.30 น. ผ่านทาง Zoom application และFacebook live
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมและรับ Zoom link ได้ที่ https://forms.gle/RcAZsjvwN2UKA5C36 ☎️074 28 9450
(ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ เร็วๆ นี้)

*มีการแปลภาษาอังกฤษ-ไทยตลอดการบรรยาย*

*️⃣*️⃣*️⃣ สามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมการบรรยายพิเศษจากนักวิชาการชาวต่างประเทศที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การทำงานและการทำวิจัยในแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งและสันติภาพในโครงการ IPS Special Lectures on Peace and Conflict Issues ของสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทางเพจ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ CSCD - PSU Pattani

 

รับชมย้อนหลังได้ที่

Full Version - https://www.youtube.com/watch?v=8dK9y85OqlU

Thai Version - https://www.youtube.com/watch?v=8vQtSnErfiQ

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ชายแดนใต้/ปาตานี 2547-2564: ก้าวเข้าปีที่สิบเก้า สันติภาพจะเดินหน้าไปถึงไหนในปี 2565? 

ความรุนแรงและสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุเป็นจุดระเบิดในปี 2547 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันในปี 2565 นับเป็นเวลา 18 ปีเต็ม ปีนี้ถือเป็นปีที่ 19 แล้ว ในระยะหลังดูเหมือนข่าวเกี่ยวกับเหตุกาณ์ที่ภาคใต้จะเบาลง อันที่จริงเหตุการณ์ก็ดูเหมือนจะลดลงจริง ๆ แต่ปัญหาก็ยังไม่หายไป ในพื้นที่เองแม้สถานการณ์จะดูสงบลงมากกว่าเดิมแล้ว การเกิดเหตุการณ์มากขึ้นในช่วงปี 2564 แสดงว่ายังมีสิ่งผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ที่รอวันแตกระเบิดขึ้นมาถ้าไม่ทำความเข้าใจให้ดี ข้อเท็จจริงก็คือสถานการณ์ทั่วไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547-2564 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ 21,328 เหตุการณ์ ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7,314 ราย บาดเจ็บจำนวน 13,584 ราย รวมผู้บาดเจ็บล้มตาย 20,898 ราย นับว่าเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงที่สุดในประเทศไทยในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา

โดยทั่วไปแล้ว แนวโน้มสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ปี 2556 อันเป็นปีที่เริ่มมีการพูดคุยสันติภาพและสถิติเหตุการณ์รายปีมีสภาพที่ความถี่ของการใช้ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่องมาถึงปี 2563 ในการนี้จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยทั่วไปก็ลดลงเช่นกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าเหตุการณ์ในปี 2564 กลับสูงขึ้นมากกว่าปี 2563 จาก 335 เหตุการณ์มาเป็น 481 เหตุการณ์ ปีที่แล้วจึงมีเหตุการณ์สูงขึ้นถึงร้อยละ 44 ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งปีสูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น

ทิศทางเดียวกันนี้ยังมองเห็นได้จากสถิติผู้บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ข้างต้นที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กล่าวคือ ข้อมูลในปี 2564 พบว่ามีผู้บาดเจ็บล้มตายรวมทั้งสิ้น 303 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2563 ที่มีอยู่ 277 ราย ถึงร้อยละ 9 ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บ 190 ราย และมีผู้เสียชีวิต 113 ราย

ลักษณะความแปรปรวนของสถานการณ์ในตอนนี้มีตัวบ่งชี้หรือสิ่งบอกเหตุมาก่อนหน้านั้น น่าสังเกตว่าในระยะหลัง ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือนตั้งแต่ปี 2560-2564 มีสภาพคงที่และขึ้น ๆ ลง ๆ ในบางครั้งแสดงว่ามีสภาพอะไรบางอย่างในพื้นที่และปัญหาทางนโยบายที่แก้ไม่ตก แต่ในรอบสองปีที่ผ่านมาคือระหว่าง ปี 2563-2564 อาจเป็นจุดการแปรผันที่ชัดเจนมาก เห็นได้ชัดว่าปี 2564 เหตุการณ์รายเดือนมีระดับความถี่สูงมากกว่าปี 2563 แทบจะทุกเดือน

เหตุการณ์แทรกซ้อนที่สำคัญคือ ในปี 2563 เริ่มการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั่วประเทศและในพื้นที่จนทำให้มีมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่โดยรัฐ ประกอบกับอีกปัจจัยหนึ่งคือขบวนการ BRN ได้ประกาศยุติความรุนแรงฝ่ายเดียวดังที่มีรายงานข่าวว่า ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด การที่เกิดสภาพดังกล่าวทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2563 ลดลงมาก แต่การปฏิบัติการ “บังคับใช้กฎหมาย” ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐก็ยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม ซึ่งมีผลทำให้เกิดการปิดล้อมตรวจค้นและปฏิบัติการทางยุทธวิธีหลายจุด มีการวิสามัญฆาตกรรมหลายกรณีเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จากนั้นปฏิบัติการความรุนแรงทั้งสองฝ่ายเริ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ระดับความรุนแรงในแต่ละเดือนจึงสูงขึ้นทุกเดือนในปี 2564

กล่าวโดยภาพรวม เหตุการณ์ทั่วไปแม้จะลดลงแต่ความแปรปรวนของสถานการณ์ความไม่สงบยังคงมีอยู่ สถานการณ์จึงยังคงไม่แน่นอน ซับซ้อน และยังคงมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีอัตราเร่งขยายตัวอีก อันส่งผลในทางจิตวิทยาการเมือง ดังจะเห็นได้จากประชาชนในพื้นที่จำนวนมากมองว่าสถานการณ์แย่ลงหรือเหมือนเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 6 โดยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ก็ยังพบว่าประชาชนร้อยละ 60.8 คิดว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมหรือแย่ลง

ในแง่ของสถานการณ์ความไม่สงบนั้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับพลวัตที่เกิดขึ้นในปี 2564 นั่นก็คือแม้ว่าจำนวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะสูงขึ้น แต่เป้าหมายของการก่อเหตุความรุนแรงที่มีเป้าหมายต่อพลเรือนซึ่งไร้อาวุธลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2563 นั้นพบว่าเป้าหมายการก่อเหตุที่เป็นพลเรือน 180 ราย คิดเป็นร้อยละ 65 ของจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ในปี 2564 จะพบว่ามี 174 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าแม้เหตุการณ์จะเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มการก่อเหตุที่มีต่อพลเรือนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกันสัดส่วนของเป้าหมายของผู้ที่ถืออาวุธก็เพิ่มสูงขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

จากการมองภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นเชิงโครงสร้างที่จะต้องคิดต่อก็คือ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้เกิดสันติภาพจริง ๆ ในที่นี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ การวางแผนงบประมาณ และกำลังคนที่ทุ่มเททรัพยากรลงไปจำนวนมากเพื่อสร้างภาวะสงบสันติ แต่ประเด็นที่ชวนคิดก็คือคำถามที่ว่าตกลงแล้วสันติภาพคืออะไรกันแน่? ใช่การลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรงหรือ? ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิทธิของประชาชน การสร้างความยุติธรรม และปัญหาเชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์หรือ? สันติภาพที่ว่านี้จะมาจากการเจรจาพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีด้วยหรือไม่? สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือนโยบาย และทรัพยากรที่ทุ่มลงไปมากมายนั้นทำไปเพื่อความมั่นคง การพัฒนา หรือเพื่อสันติภาพ?

เมื่อดูให้ละเอียด งบประมาณรายจ่ายใน “แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้จำนวน 7,144,319,600 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณปีที่ผ่านมาในปี 2564 อาจถือว่าลดลง เมื่อเทียบกับงบประมาณแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาก็ถือได้ว่าลดลงมาโดยตลอด การลดลงของงบประมาณ และการลดลงของเหตุการณ์ความไม่สงบน่าจะเป็นสิ่งดีซึ่งรัฐต้องการจะแสดงภาพนี้ให้เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้วอะไรเกิดขึ้น เมื่อหันมามองดูในภาพรวมแล้ว ถ้ารวมเอางบประมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในแผนงานอื่น ๆ ที่หน่วยราชการใช้ดำเนินการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะพบว่างบประมาณที่รวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปีงบประมาณ 2565 กลับสูงเป็นจำนวนถึง 31,479,705,499 บาท

อันที่จริงแล้ว งบประมาณแผ่นดินที่ใช้ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  “ทั้งหมด” สูงโด่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2559 ในปีเดียวประมาณได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปีหลังจากการก่อรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 และงบประมาณสูงพรวดถึง 4 หมื่นล้านบาทในปี 2561 จนกระทั่งในปี 2565 ก็ยังสูงถึงประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท แม้จะลดลงแต่ก็ยังสูงมากกว่างบประมาณรายปีในแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลก่อนการรัฐประหาร

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ปรับโครงสร้างภายในให้มีกลไกทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายๆอย่างนับตั้งแต่ปี 2557 โดยมีจุดเน้นคือสร้างเอกภาพ ประสิทธิภาพ บูรณาการ และการประสานสอดคล้องซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่ซ่อนปัญหาอื่น ๆ ไว้มากมายที่แก้ไม่ได้ กล่าวโดยทั่วไป แผนงานและงบประมาณทั้งหมดทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสำคัญอย่างมากกับงานในด้านความมั่นคง งบประมาณส่วนมากจึงเทไปที่ กอ.รมน. ตำรวจ มหาดไทยและกลาโหม จุดเน้นคู่กันคือโครงการก่อสร้าง งบประมาณจำนวนมากจึงลงไปที่กรมโยธาธิการฯ กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทซึ่งแต่ละหน่วยจะได้งบประมาณมากกว่าพันล้านบาท โดยเฉพาะกรมโยธาธิการฯ ได้ถึง 2,282 ล้าน

จุดสำคัญคืองบประมาณโดยรวมทุกแผนงานที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 2565 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจด้านความมั่นคงมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยงบประมาณในการก่อสร้าง ปัญหาที่ยิ่งน่าเป็นห่วงก็คืองบประมาณด้านความมั่นคงส่วนมากจะเป็นประเภท “งบรายจ่ายอื่น” ซึ่งยิ่งเป็นการเปิดกว้างให้มีการดำเนินการโดยไม่โปร่งใสมาก โดยที่การกระจายรายได้ การสร้างอาชีพ การพัฒนาท้องถิ่นและสวัสดิการสังคมแม้จะถูกกล่าวเอาไว้แต่สัดส่วนไม่มากและถูกละเลยจากยุทธศาสตร์ โครงสร้างแผนงานและงบประมาณแบบนี้ที่ให้ความสำคัญกับงานความมั่นคง การพัฒนาเพื่อความมั่นคงหรือการศึกษาเพื่อความมั่นคง ฯลฯ

ประเด็นที่ต้องขบคิดให้มากก็คือถึงที่สุดแล้ว เราต้องการสันติภาพเชิงลบหรือสันติภาพเชิงบวก? สันติภาพที่เน้นการทุ่มกำลังการควบคุมด้วยการทหารและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมากกว่าสร้างความยุติธรรม ไม่เน้นการเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ให้สิทธิของท้องถิ่น และไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้การพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้มีความหมายว่าแม้จะมีความรุนแรงลดลง แต่มีสภาพการเมืองและสังคมในเชิงลบ ทั้งหมดนี้ ความหมายก็คือยังไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อมุ่งสู่สันติภาพเชิงลบ ปัญหาก็จะกลับมาปะทุอีก การย้อนกลับมาของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งบอกเหตุที่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

บทวิเคราะห์โดย ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 

อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

<สถิติผู้บาดเจ็บล้มตายในปี 2564 ก็เพิ่มขึ้น>

 

แม้จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่าจำนวนเหตุการณ์ แต่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใน จชต. ก็เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของจำนวนเหตุการณ์ โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 113 ราย ซึ่งน้อยกว่าปีก่อนหน้านั้นเล็กน้อย (116 ราย) แต่มีจำนวนผู้บาดเจ็บพุ่งสูงขึ้นเป็น 190 ราย มากกว่าปีก่อนหน้า (161 ราย) อยู่ประมาณ 18% ทำให้ยอดของผู้บาดเจ็บล้มตาย (Casualities) เพิ่มขึ้น 9%

 

สถิติดังกล่าวถือเป็นการสวนแนวโน้มที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา จะมีเพียงปี 2559 เท่านั้นที่กระดกขึ้นสูงอยู่บ้าง แต่แนวโน้มโดยรวมตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ลดลง ยกเว้นปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างที่ควรต้องจับตามอง

 

ติดตามบทวิเคราะห์ของ ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เร็ว ๆ นี้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

<จำนวนเหตุการณ์ไฟใต้ 2564 กระดกสูงขึ้น 44%>

 

ไฟใต้ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 มีแนวโน้มที่น่าสนใจ สถิติจำนวนเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (3 จังหวัดและ 4 อำเภอของสงขลา) ในรอบปี 2564 พบว่ามีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น สวนกระแสแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา (ในปีดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของการพูดคุยสันติภาพที่รับรู้กันในวงกว้าง) กล่าวได้ว่าจำนวนเหตุการณ์ในปี 2564 เพิ่มขึ้นถึง 44% เลยทีเดียว

 

ทั้งหมดนี้คือสถิติที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ที่โดยภาพรวมแล้วมีจำนวนเหตุการณ์ 21,328 ครั้ง ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7,314 ราย บาดเจ็บจำนวน 13,584 ราย รวมผู้บาดเจ็บล้มตาย 20,898 ราย นับว่าเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบสูงที่สุดในประเทศไทย ในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา

 

ติดตามบทวิเคราะห์โดย ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เร็วๆ นี้