คำสำคัญ
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้
การสร้างองค์ความรู้เพื่อเปิดพื้นที่ทางสังคมและการสื่อสารสาธารณะ

 

วิสัยทัศน์

เป็นสถาบันที่สร้างองค์ความรู้ที่มีผลกระทบในวงวิชาการและสังคม การพัฒนานโยบายสาธารณะของประเทศในด้านการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยวิธีสันติ รวมทั้งสร้างจุดเด่นในการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งภายในประเทศและระดับสากลในด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่อยู่ในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดยเป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นโดยที่ประชุมคณบดีและรับรองโดยสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภาคใต้ ในแบบสหสาขาวิชาวิชา (interdisciplinary) หลักการสำคัญก็คือนักวิชาการทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ (รวมทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในสาขาที่เกี่ยวพันกับคนและสังคม) จะต้องร่วมกันในการผลิตงานวิชาการเพื่อเป็นองค์ความรู้สนับสนุน หรือหนุนช่วยกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในขณะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต้องการจะทำให้มหาวิทยาลัยมีความโดดเด่นในฐานะเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในพื้นที่ มหาวิทยาลัยฯ มุ่งจะเป็นสถาบันวิชาการที่เน้นการวิจัยในพื้นที่จะช่วยเสนอทางออกในทางวิชาการเพื่อแก้ปัญหาทางนโยบายที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในจุดเริ่มต้น สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้จึงถูกสร้างให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถรวมกลุ่มนักวิชาการและนักวิจัยเพื่อทำวิจัยแบบสหสาขาวิชา สามารถเชื่อมโยงกับโครงการบัณฑิตศึกษาที่มีการดำเนินการอยู่ในคณะต่างๆ สถาบันจะมีความพร้อมและความเข้มแข็งทางวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานการวิจัยและนักวิจัยจากต่างประเทศ (Research Fellowships) เกี่ยวกับการศึกษาปัญหาในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย (Deep South of Thailand) และยังเป็นองค์กรทางวิชาการที่เป็นเสมือนถังความคิด (Think Tank) เพื่อการเฝ้าระวังสถานการณ์ความไม่สงบและเสนอทางออกทางนโยบายด้วย

ต่อมาพัฒนาการของ CSCD ในช่วง 12 ที่ผ่านมาได้ผ่านกระบวนการทำงานประสานทั้งสามด้านคือเครือข่ายทางวิชาการ/การวิจัย เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่และเครือข่ายการสื่อสารและสื่อทางเลือก/สื่อใหม่ โดยทำงานร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) จนได้พัฒนามาเป็นตัวแบบการทำงานขับเคลื่อนงานทางวิชาการ ภาคประชาสังคมและพื้นที่การสื่อสารซึ่งกลายเป็นลักษณะพิเศษของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ซึ่งขับเคลื่อนวาระสังคมและการสร้างสันติภาพด้วยองค์ความรู้ 

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีนโยบายที่จะเสริมสร้างการประสานพลังองค์กร (Organizational Synergy) ของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (Center for Conflict Studies and Cultural Diversity-CSCD) แห่งวิทยาเขตปัตตานีและสถาบันสันติศึกษา (Institute for Peace Studies-IPS) แห่งวิทยาเขตหาดใหญ่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงได้ยกระดับสถานภาพของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ให้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสันติศึกษาซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับคณะวิชาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการนี้ ชื่อ สถานภาพ ภารกิจและบทบาทของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ยังคงเหมือนเดิมแต่จะมีความเข้มแข็งขึ้นในทางสถาบันโดยร่วมทำงานกับสถาบันสันติศึกษาซึ่งจะมุ่งสู่การสร้างองค์ความรู้เพื่อเปิดพื้นที่ทางสังคมและการสื่อสารสาธารณะเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางวิชาการ การวิจัยและเสริมสร้างสังคมที่มีสันติภาพ

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

ร่วมเสวนาโดย

  • ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้,
  • รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์,
  • รศ.ดร.อิบรอฮีม ณรงรักษาเขต คณะวิทยาการอิสลาม,
  • ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
  • อ.อับดุลสุโก ดินอะ รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้,
  • อ.มันโซร์ สาและ นักวิชาการอิสระ
  • นายอัฟนาน เล็มโดย นายกสโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์​

ดำเนินการเสวนาโดย

  • ดร.ฮาฟีส สาและ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.อ.ปัตตานี

กล่าวเปิดงานโดย

  • ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี

จัดโดย

  • โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
  • สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)
  • สโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

วันเวลาสถานที่

  • วันพุธที่ 11 มีนาคม 2563​
  • เวลา 13.00-16.30 น.
  • ห้องประชุมปริชญากร ชั้น 3 อาคารสำนักงานวิทยาเขตปัตตานี (ตึกเรือ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

เสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง​ "การเมืองมาเลเซียและนัยยะต่อสันติภาพชายแดนใต้"

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

ฟาตอนีออนไลน์

 

ผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้ (Peace Survey) เผยประชาชนชายแดนใต้มีความหวังและอยากเห็นความก้าวหน้าของการพูดคุยสันติภาพ แม้จะมองว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลง แต่ก็พร้อมหนุนกระบวนการสันติภาพ

เครือข่ายวิชาการ Peace Survey 24 องค์กร ได้สำรวจความเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5 จำนวน 1,637 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่รู้สึกมีความหวังและพร้อมหนุนการพูดคุยสันติภาพ แต่ยังมองว่าการพูดคุยมีความก้าวหน้าน้อยและเห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังเหมือนเดิมแม้ว่าสถิติการเกิดเหตุรุนแรงจะมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ส่งผลให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี อีกทั้งประชาชนยังกังวลว่าการพูดคุยจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้จริง และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งไม่ทำตามที่ตกลงกัน พร้อมเสนอมาตรการเร่งด่วนที่ควรทำคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน หลีกเลี่ยงการก่อเหตุรุนแรงกับเป้าหมายอ่อน และป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีการจัดแถลงผล “การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 5” โดยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่ 24 องค์กรในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2559 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักสันติวิธีและธรรมภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวถึงหลักคิดและวัตถุประสงค์ของการสำรวจนี้ว่า “ประสบการณ์จากการแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกแสดงให้เห็นชัดเจนว่า “เสียงของประชาชน” จากทุกกลุ่มในพื้นที่ความขัดแย้งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่ากระบวนการสันติภาพจะดำเนินไปในทิศทางใด มีความต่อเนื่องหรือไม่ และข้อตกลงที่จะได้จะมีความยั่งยืนหรือไม่ หลายครั้งที่เราพบว่า ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างย้ำว่า “จะฟังเสียงประชาชนเป็นสำคัญ” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการฟังเสียงของประชาชนที่น่าเชื่อถือ สะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชน และใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชน และอยู่บนพื้นฐานการใช้ข้อมูลความรู้เป็นฐานในการแก้ไขปัญหา”

จากภูมิหลังเหตุการณ์ความไม่สงบและกระบวนการสันติภาพในพื้นที่มีผลกระทบต่อประชาชนและต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างชัดเจน แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้กลับพบว่า ผู้คนส่วนมากในพื้นที่ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ โดยพบว่า มีผู้ตอบถึงร้อยละ 72.8 รู้สึกว่าสถานการณ์เหมือนเดิมและแย่ลง นอกจากนี้ความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับลดลงในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา โดยได้คะแนนเฉลี่ย 4.21 จากคะแนนเต็ม 10

นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่า แม้ความขัดแย้งจะยืดเยื้อมากว่า 17 ปี แต่ประชาชนยังเชื่อมั่นว่า การพูดคุย/เจรจาจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา โดยผู้ตอบร้อยละ 55.1 สนับสนุนแนวทางนี้ แต่ก็ยังมีผู้ตอบกว่าร้อยละ 21 ที่ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากอาจมาจากการมองว่าการพูดคุยในช่วงปีที่ผ่านมายังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร (ร้อยละ 40.5) ซึ่งสะท้อนว่าการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขยังจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า เหตุใดพวกเขาควรสนับสนุนแนวทางนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 38.7 ยังมีความหวังว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในพื้นที่ในอีก 5 ปีข้างหน้า

การสำรวจได้สอบถามถึงข้อกังวลต่อการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.4 กังวลว่าการพูดคุยจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้จริง รองลงมาคือ ร้อยละ 57.1 กังวลว่า การพูดคุยอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และร้อยละ 53.8 กังวลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการพูดคุยจะไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งข้อกังวลเหล่านี้ เป็นประเด็นที่ท้าทายการทำงานของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

สำหรับข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวก็พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 37.1 เห็นว่า จำเป็นมากที่จะต้องมาพูดคุยกันถึงเรื่องรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในพื้นที่ โดยในจำนวนนี้ รูปแบบที่มีผู้ตอบต้องการมากที่สุดคือ อยากเห็นการปกครองที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นโดยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ซึ่งแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ โดยที่ยังอยู่ในกรอบกฎหมายของไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือเขตปกครองพิเศษ (ร้อยละ 23.3 ของผู้ตอบ)

นอกจากนี้ มาตรการที่ควรเร่งดำเนินการ 3 อันดับแรกเพื่อแก้ปัญหาคือ ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน (ร้อยละ 80) การหลีกเลี่ยงการก่อเหตุรุนแรงกับเป้าหมายอ่านซึ่งหมายถึงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ (ร้อยละ 75.9) และการป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (ร้อยละ 71.6)

สำหรับ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น ประชาชนจำนวนมากเห็นว่า ควรต้องสร้างรายได้ ส่งเสริมอาชีพ และแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ (ร้อยละ 73.9) การแก้ปัญหายาเสพติด (ร้อยละ 73.4) และการปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ (ร้อยละ 38.5) ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นรากของปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนมากที่สุดและต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงจังจากรัฐบาลโดยอาศัยพื้นที่กลางของความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นสำคัญ

การสำรวจสันติภาพครั้งที่ 5 นี้ ได้ดำเนินการในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา จำนวน 1,637 คน โดยใช้หลักการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบและกระบวนการเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องตามหลักวิชา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มตัวอย่างได้ครอบคลุมมากที่สุดและเป็นการประกันว่าทุกคน ทุกหน่วยพื้นที่ของประชากรที่ศึกษาจะมีโอกาสถูกสุ่มเป็นตัวแทนอย่างเท่าเทียมกัน

ติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โทร. 089-869-6584

ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

Peace Survey 5 การแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภายใต้ ครั้งที่ 5

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

สำนักข่าวอิศรา

 

ควันหลงจากการแถลงผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้ หรือ Peace Survey ครั้งที่ 5 เมื่อวันสุดท้ายของเดือน ก.พ.ปี 63 มีข้อสังเกตน่าสนใจเกี่ยวกับการตอบคำถามว่าอะไรคือสาเหตุของความรุนแรงที่ปลายด้ามขวาน

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือกตอบว่า "ไม่รู้" และ "ไม่ขอตอบ"

คำถามที่ว่าอะไรเป็นสาเหตุความรุนแรงชายแดนใต้นี้ ผู้ทำสำรวจให้ตอบตัวเลือกที่ประชาชนคิดว่าสำคัญที่สุด 3 ตัวเลือก ปรากฏว่า กลุ่มค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน และผู้มีอิทธิพล มีประชาชนเลือกให้เป็นสาเหตุความรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 25.9 รองลงมาคือ ทหารพราน ร้อยละ 16.2 และขบวนการบีอาร์เอ็น ร้อยละ 15.3 ส่วนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ อยู่ในอันดับ 4 ร้อยละ 12.9

ต้นเหตุความรุนแรง 3 อันดับในสายตาของชาวบ้านที่มองว่าแก๊งค้ายาเสพติด กับทหารพราน อาจจะเกี่ยวพันกับการสร้างความรุนแรงมากกว่าบีอาร์เอ็นเสียอีกนี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่ ส.ส.ฝ่ายค้านอย่าง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ หยิบไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อปลายเดือน ก.พ. ก่อนที่ผลสำรวจจะถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ

แต่ประเด็นที่ ส.ส.นราธิวาส ไม่ได้หยิบไปพูดก็คือ ผู้ที่ตอบคำถามนี้ว่า "ไม่รู้" และ "ไม่ขอตอบ" ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 55.5 หรือมากกว่าครึ่งของประชาชนที่ทำการสำรวจทั้งหมด ซึ่งสะท้อนภาพอีกด้านของสถานการณ์ในดินแดนปลายด้ามขวาน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี หัวหน้าโครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Peace Survey และนักวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังลังเลใจหรือมีความระมัดระวังตัวมากในการตอบคำถามที่มีความอ่อนไหวสูงเช่นนี้ เนื่องจากคำถามเป็นการให้ระบุตัวแสดงที่แท้จริงในการก่อความรุนแรงในสถานการณ์ที่ยังไม่มีหลักประกันความปลอดภัย ผู้ตอบจึงยังมีความอ่อนไหวมาก และมีแนวโน้มที่จะเลือกด้วยการไม่ตอบ ถือเป็น "เสียงเงียบที่จะต้องให้ความสนใจ"

สำหรับการสำรวจ Peace Survey เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่ 24 องค์กร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสันติวิธีและธรรมภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 59 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการสันติภาพดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนที่เกี่ยวข้องและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

การสำรวจครั้งที่ 5 นี้ ดำเนินการในช่วงเดือน ก.ย.ถึง ต.ค. ปี 62 โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่อาศัยอยู่ใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา จำนวน 1,637 คน

สำหรับผลสำรวจที่น่าสนใจในประเด็นอื่นๆ ก็เช่น ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 72.8 รู้สึกว่าสถานการณ์ชายแดนใต้เหมือนเดิมและแย่ลง, ความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ได้คะแนนเฉลี่ย 4.21 จากคะแนนเต็ม 10

ประชาชนร้อยละ 55.1 ยังเชื่อมั่นว่า การพูดคุยเจรจาจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ร้อยละ 21 ไม่แน่ใจ เพราะการพูดคุยในช่วงปีที่ผ่านมายังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร ขณะที่ร้อยละ 38.7 ยังมีความหวังว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในอีก 5 ปีข้างหน้า ร้อยละ 59.4 กังวลว่าการพูดคุยจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้จริง และร้อยละ 57.1 กังวลว่าอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

สำหรับข้อเสนอแนะของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหา ร้อยละ 37.1 เห็นว่า จำเป็นมากที่จะต้องมาพูดคุยกันถึงเรื่องรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในพื้นที่ โดยในจำนวนนี้ รูปแบบที่มีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการมากที่สุดคือ อยากเห็นการปกครองที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้น โดยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ซึ่งแตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ โดยที่ยังอยู่ในกรอบกฎหมายของไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือเขตปกครองพิเศษ

ส่วนมาตรการที่ควรเร่งดำเนินการ 3 อันดับแรกเพื่อแก้ปัญหา คือ ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ร้อยละ 80, การหลีกเลี่ยงการก่อเหตุรุนแรงกับเป้าหมายอ่อน ซึ่งหมายถึงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ร้อยละ 75.9 และป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ร้อยละ 71.6

ประชาชนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73.9 เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว คือสร้างรายได้ ส่งเสริมอาชีพ และแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ ขณะที่ร้อยละ 73.4 แก้ปัญหายาเสพติด และร้อยละ 38.5 ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

ผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้ Peace Survey พบร้อยละ 72.8 รู้สึกสถานการณ์เหมือนเดิมและแย่ลง

มีเสียงตอบรับจากภาคประชาสังคม ประชาชน และนักวิชาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อการเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพของขบวนการ BRN ที่มีการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของบีอาร์เอ็น ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ตรงกับผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้ หรือ Peace Survey ที่อยากเห็นความก้าวหน้าของการพูดคุยสันติภาพ แม้สถานการณ์จะลดลง แต่ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลงมากสุดในรอบ 4 ปี

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ตัวแทนเครือข่าย PEACE SURVEY นำเสนอผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อกระบวนการสันติภาพครั้งที่ 5 ณ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยเผยว่า สถานการณ์ 5 อับดับแรกที่ประชาชนคิดว่าเข้าข่ายการละเมิด #สิทธิมนุษยชน ได้แก่:

  1. ชาวบ้านถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (ร้อยละ 53.4)
  2. ชาวบ้านเสียชีวิตจากการวางระเบิดของขบวนการ (ร้อยละ 37.2)
  3. ชาวบ้านถูกสุ่มตรวจค้นและถ่ายรูปที่ด่านตรวจโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล (ร้อยละ 32.3)
  4. เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน (ร้อยละ 29.7)
  5. การเรียกเก็บข้อมูลหรือภาพถ่ายเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เช่น การจดทะเบียนซิมการ์ดและถ่ายรูปใบหน้าของเจ้าของโทรศัพท์ การบังคับเก็บ DNA เป็นต้น (ร้อยละ 20.4)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยสร้างผลักดันให้กระบวนการสันติภาพประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งความสงบสุขในชายแดนใต้อย่างแท้จริง

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

24 องค์กร เผย​ Peace Surway 7 มาตรการแก้ไฟใต้​ ​อ.ศรีฯ​ ชี้คีย์เวิรด​ 3 ตัวเลือก คือ​ ยาเสพติด ค้าของเถื่อน ผู้มีอิทธิพล

เครือข่ายวิชาการ 24 องค์กร เผยผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้พบว่าประชาชนชายแดนใต้มีความหวังและอยากเห็นความก้าวหน้าของการพูดคุยสันติภาพ แม้จะมองว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลง แต่ก็พร้อมหนุนกระบวนการสันติภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 29 กพ 63 เวลา 13.00 น ณ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับเครือข่ายวิขาการ 24 องค์กร จัดแถลงผล “การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 5” โดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ประธานคณะทำงานวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดร.มายือนิง อิสอ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ มหาวิทยาลัยมหิดล คุณสมใจ ชูชาติ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ อ.อับดุลการีม อัสมะแอ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี้ โดยมี ผศ.ดร.มนทิรา ลีลาเกรียงศักดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้การต้อนรับ และมีบุคลากร นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมรับฟังครั้งนี้

http://www.chaidantai.com/?p=47525

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

โจทย์ท้าทายพูดคุยสันติสุข รอบใหม่ จากทัศนะของ นายอาบูฮาฟิช อัลฮากิม โฆษกกลุ่มมาราปาตานี นาย กัสตูรี มะห์โกตา ประธานกลุ่มพูโล เเละนายอาซัน ตอยิบ อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยบีอาร์เอ็น

#ThaiPBSศูนย์ข่าวภาคใต้

ประเภทเนื้อหา
เนื้อหา

ข่าวจาก : บีบีซี ไทย

นำเสนอโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

 

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในยกที่ 2 กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน มี.ค. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย หลังไทยเปิดตัวกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมโต๊ะเจรจารอบใหม่ ทว่าโพลล์ของเครือข่ายวิชาการกลับสะท้อนว่าประชาชน 37.9% หมดหวังจะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นภายใน 5 ปีนี้

การพลิกกลับไปเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือบีอาร์เอ็น ของรัฐไทยถูก พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบายไว้ว่าเพราะเป็น "กลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในขบวนการผู้เห็นต่าง"

พล.อ.วัลลภเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า คณะบีอาร์เอ็นที่พบปะกันเมื่อ 20 ม.ค. 2563 แนะนำตัวว่า "เป็นผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และผู้อำนวยความสะดวก (มาเลเซีย) ก็ให้การรับรอง ทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในคู่พูดคุย"

นอกจากนี้ ในระหว่างที่หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ฝ่ายไทยเดินสายไปพบปะผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 11-13 ก.พ. ก็พบว่าส่วนใหญ่ไม่มีผู้ใดกังขาต่อสถานะของคู่พูดคุยว่าเป็นตัวจริง จึงรู้สึกได้ว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นพยายามสื่อสารให้สาธารณชนเห็นว่าพร้อมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ตลอดเดือน ม.ค. และหลังเปิดตัวกลุ่มบีอาร์เอ็นในฐานะคู่สนทนาหลัก พล.อ.วัลลภซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้ว่ายังไม่พบการก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ ส่วนเหตุร้ายรายวันก็ลดลง จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยฯ รอบใหม่ พร้อมแสดงความคาดหวังให้ทุกฝ่ายหันไปให้ความสำคัญในประเด็นสารัตถะเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง โดยก้าวพ้นระยะของการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตัวจริง-ตัวปลอม

16 ปีไฟใต้      3.13 แสนล้านบาท     รัฐบาลทุ่มงบดับไฟใต้ (2547-2563)

 

ไทยต้องการแสดงความจริงใจ

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขอย่างเปิดเผยดำเนินการมาครบ 7 ปีเต็มเมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) หลังจากรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อปี 2556 ก่อนหยุดชะงักลงชั่วขณะ แล้วกลับมาฟื้นกระบวนการพูดคุยรอบใหม่ในยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 27 ส.ค. 2558 ซึ่งมีการเปิดตัวฝ่ายผู้เห็นต่างที่เรียกตัวเองว่า "มารา ปาตานี" แต่แล้วกระบวนการก็ต้องชะงักงันอีกหนเมื่อ ก.พ. 2562 ก่อนที่รัฐไทยจะเปลี่ยนมาเปิดเกมพูดคุยโดยตรงกับกลุ่มบีอาร์เอ็นอีกครั้งเมื่อ 20 ม.ค. 2563

แม้การเมืองภาพใหญ่ของมาเลเซียมีการเปลี่ยนแปลง หลัง ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 24 ก.พ. แต่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ที่มี พล.ต.อ.ตัน สรี อับดุล ราฮิม บินโมฮัมหมัด นูร์ เป็นหัวหน้าคณะผู้อำนวยความสะดวก ยังเดินหน้าตามกำหนดเดิมในวันที่ 4 มี.ค. เนื่องจากมีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

พล.อ.วัลลภระบุว่า คณะพูดคุยไม่ได้มองว่าการเรียกกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นการรับรองสถานะให้องค์กรดังกล่าว แต่ถือเป็นการให้เกียรติคู่พูดคุย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาคับข้องใจ และแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีแทนการใช้ความรุนแรง

ส่วนการเชิญบุคคลที่ 3 มาร่วมโต๊ะพูดคุยในฐานะผู้สังเกตการณ์ นอกจากมาเลเซียที่อยู่ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก พล.อ.วัลลภให้เหตุผลว่าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มบีอาร์เอ็น และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ โดยคนเหล่านั้นจะมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ในนามองค์กร หรือประเทศ พร้อมระบุว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายในประเทศ

"การมีผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่อุปสรรค แต่จะช่วยประคับประคองให้กระบวนการพูดคุยฯ คืบหน้ามากขึ้น" พล.อ.วัลลภกล่าวกับบีบีซีไทย

 

38.7% VS 37.9% เห็น-ไม่เห็น สันติภาพใน 5 ปี

ด้านเครือข่าย PEACE SURVEY เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต่อกระบวนการสันติภาพ หรือ PEACE SURVEY ครั้งที่ 5 พบว่า ประชาชนเกินกว่าครึ่งสนับสนุนให้ใช้การเจรจาพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา โดยมี 38.7% ที่มีความหวังและมีความหวังมากว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพภายใน 5 ปีนี้ แต่ก็มีประชาชนในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 37.9% ค่อนข้างไม่มีความหวังและไม่มีความหวังเอาเสียเลยว่าจะได้เห็นข้อตกลงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้แสดงความกังวลใจหลายประการ โดย 59.4% คิดว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ 57.1% กังวลว่าจะทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม ส่วน 53.8% กังวลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่ทำตามข้อตกลง

การเก็บข้อมูล PEACE SURVEY ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 11 ก.ย.-15 ต.ค. 2562 หรือภายหลังมีการเลือกตั้งทั่วไป และก่อนมีการเปลี่ยนแปลงคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหัวหน้าทีมฝ่ายไทยและฝ่ายผู้เห็นต่างทางการเมือง มีกลุ่มตัวอย่าง 1,637 คน

 

คะแนนนิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต่ำสุดในรอบ 4 ปี

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกบรรจุเป็นนโยบายหลักของทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ในคราวเป็นรัฐบาลอำนาจนิยมเต็มรูป ก่อนกลายสภาพเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพบว่าเหตุการณ์ความรุนแรงมีสถิติลดลง จาก 1,719 ครั้งในปี 2556 เหลือ 411 ครั้งในปี 2562 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 72.8 กลับรู้สึกว่าสถานการณ์ "เหมือนเดิม" หรือ "แย่ลง" ในรอบปีที่ผ่านมา และทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงด้วยเช่นกัน

ผลสำรวจครั้งล่าสุดระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้คะแนนนิยมเพียง 4.21 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งถือว่าตกต่ำที่สุดในการสำรวจทั้ง 5 ครั้ง และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในการสำรวจครั้งที่ 3 เมื่อปี 2560) ที่ทำคะแนนได้ "เกินครึ่ง" หรือได้ 5.31 คะแนน

คะแนนเฉลี่ยรัฐบาลประยุทธ์ต่อการดับไฟใต้

 

เชื่อ พ่อค้ายา-ทหารพราน-บีอาร์เอ็น ร่วมกระพือไฟใต้

ในทัศนะของประชาชน องค์กรที่พวกเขาคิดว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแรง 3 อันดับแรกคือ 1. กลุ่มยาเสพติด/ค้าของเถื่อน/ผู้มีอิทธิพล 25.9% ซึ่งคนที่คิดเช่นนี้ส่วนใหญ่มีอายุ 41-55 ปี 2. ทหารพราน 16.2% ส่วนใหญ่มาจากความเห็นของผู้มีอายุ 18-25 ปี และ 26-40 ปี และ 3. ขบวนการบีอาร์เอ็น 15.3% ซึ่งคนทุกช่วงอายุเห็นตรงกัน ที่น่าสนใจคือมีประชาชน 55.5% บอกว่าไม่รู้และไม่ขอตอบ โดยผู้วิจัยอธิบายความหมายไว้ว่าคนในพื้นที่ยังลังเลในการตอบคำถามที่มีความอ่อนไหวสูง

ใครเกี่ยวข้องกับความรุนแรงชายแดนใต้

 

รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาคุยคนแปลกหน้า

การสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ถูกใช้เป็นเงื่อนไขและตัวชี้วัดพัฒนาการของกระบวนการพูดคุยสันติสุขมาอย่างต่อเนื่อง น่าสนใจว่าประชาชนมีความรู้สึกปลอดภัยในที่สาธารณะหรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดมากน้อยแค่ไหน ผลคือประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่ในศาสนสถาน สถานที่ราชการ และตลาด แต่กลับรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงขบวนการ วิจารณ์ภาครัฐ หรือพบปะคนแปลกหน้า

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน จึงเป็นมาตรการที่ประชาชน 80% ต้องการให้รัฐเร่งดำเนินการ ซึ่ง พล.อ.วัลลภก็ยอมรับว่า การลดความรุนแรงโดยเฉพาะต่อพลเรือน เด็ก สตรี และพื้นที่สาธารณะ เป็นหนึ่งในความต้องการของประชาชนในลำดับต้นๆ โดยรัฐบาลก็ต้องการลดความรุนแรงและลดการสูญเสียโดยเร็วที่สุดเช่นกัน

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่ประชาชนต้องการตามผลโพลล์ อาทิ หลีกเลี่ยงการก่อความรุนแรงกับเป้าหมายอ่อนแอ 75.9% และป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน 71.6%

เครือข่าย PEACE SURVEY ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการลดกำลังทหารในพื้นที่, การยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการพักโทษนักโทษคดีความมั่นคง เป็น 3 มาตรการที่ชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิมมีความเห็นต่างกันมากที่สุด โดยชาวไทยมุสลิมเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ชาวไทยพุทธจำนวนมากเห็นว่าไม่เร่งด่วน

 

ปชช. ไม่พบการละเมิดสิทธิในชุมชน แต่กังวลปมซ้อมทรมาน

แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชุมชน แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นว่ามีการละเมิดบ้าง ซึ่งกรณีอันลือลั่นในรอบปีหนีไม่พ้น การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่หมดสติระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวที่หน่วยซักถามภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ก่อนเสียชีวิตในอีก 35 วันต่อมาหลังถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนเกิดข้อสงสัยในหมู่ญาติและประชาชนว่าเขาถูกซ้อมทรมานหรือไม่

สำหรับ 5 รูปแบบที่ประชาชนเห็นว่าเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปรากฏว่ามี 4 ประเด็นที่เป็นผลจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐ

  • ชาวบ้านถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 53.4%
  • ชาวบ้านเสียชีวิตจากการวางระเบิดของขบวนการ 37.2%
  • ชาวบ้านถูกสุ่มตรวจค้นและถ่ายรูปที่ด่านตรวจโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล 32.3%
  • เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน 29.7%
  • การเรียกเก็บข้อมูลหรือภาพถ่ายเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เช่น การจดทะเบียนซิมการ์ดและถ่ายรูปใบหน้าของเจ้าของโทรศัพท์ การจัดเก็บดีเอ็นเอ 20.4%

 

หนุนผู้หญิงมีบทบาทสร้างสันติภาพ

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่า 50% มองว่าผู้หญิงควรมีบทบาทในกระบวนการสร้างสันติภาพ โดย 77.3% เห็นว่าผู้หญิงเข้าไปร่วมส่งเสริมอาชีพรายได้และพัฒนาสังคม รองลงมา 72.5% สนับสนุนให้ผู้หญิงดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิและความรุนแรงในเด็กเยาวชนและผู้หญิง และ 65.3% ให้ร่วมเยียวยาฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

ส่วนบทบาทที่ประชาชนเห็นว่าผู้หญิงไม่ควรมีส่วนร่วมมากที่สุดคือ การเคลื่อนไหวในการคุ้มครองสิทธิและการถูกซ้อมทรมาน 37.7% และการเป็นตัวแทนร่วมในการเจรจาสันติภาพ 35.1%

งานเสวนานี้จัดโดยเครือข่าย PEACE SURVEY จำนวน 24 องค์กร ในเวทีสาธารณะที่ใช้ชื่อว่า "ฟังเสียงประชาชน ฟื้นกระบวนการสันติภาพ" จัดขึ้นที่ ม.สงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ทั้งนี้เครือข่ายได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนใน จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา มาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2559 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 7,958 คน

 

บีอาร์เอ็นย้ำต้องการเอกราช แต่ "เดินโดยลำพังไม่ได้"

เมื่อ 28 ก.พ. เพจ The Reporters โดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เผยแพร่บทสัมภาษณ์นายอานัส อับดุลเราะห์มาน หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ฝ่ายผู้เห็นต่าง ว่า เป้าหมายสูงสุดของกลุ่มบีอาร์เอ็นคือต้องการเอกราช แต่ต้องรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ รวมถึงชาวพุทธ

"บีอาร์เอ็นพยายามสร้างความเข้าใจทุกศาสนา สร้างปาตานีที่สงบสุขอย่างแท้จริง จึงฝากถึงพี่น้องพุทธ มุสลิม และทุกคนว่าเราพยายามทุกสิ่งทุกอย่างในการแก้ปัญหา จึงขอประชาชนอยู่เคียงข้างเรา"

The Reporters รายงานว่า ปีกบีอาร์เอ็นภายใต้การนำของนายอานัส เป็นกลุ่มเดียวกับบีอาร์เอ็นชุดที่มีนายฮัสซัน ตอยิบ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ร่วมกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 28 ก.พ. 2556

หลังการรัฐประหาร 2557 บีอาร์เอ็นได้พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของรัฐไทย ทั้ง พล.อ.อักษรา เกิดผล และ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัตน์ แต่เหตุที่มาตกลงร่วมพูดคุยในชุดของ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วที่การต่อสู้ในปาตานีต้องนำมาสู่โต๊ะเจรจา และมีการเปลี่ยนรัฐบาล จากรัฐบาลทหาร มาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้นายกรัฐมนตรีจะยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ก็ตาม