กิจกรรม

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ประมวลภาพกิจกรรม HACKATHON POLISI RAKYAT นโยบายประชาชนปาตานี/ชายแดนใต้

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา (MUSEUM of YALA CITY) อ.เมือง จ.ยะลา

Projek Sama Sama ร่วมกับ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์กรเครือข่ายประกอบไปด้วย

เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitution Advocacy Alliance-CALL)

Act Lab (Activist Laboratory Thailand ห้องทดลองนักกิจกรรม พื้นที่ทดลองไอเดียใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหวทางสังคม)

สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (Civil Society Assembly for peace : CAP)

The Patani

สภาประชาสังคมชายแดนใต้

YICE : (Youth Integration For Community Empowerment Center)

มูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ (Peace Resource Collaborative Foundation - PRC)

The Motive

สำนักสื่อ Wartani

ร่วมกันจัดกิจกรรม HACKATHON POLISI RAKYAT นโยบายประชาชนปาตานี/ชายแดน มีหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ อาทิ พรรคประชาชาติ พรรคประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคเป็นธรรม เป็นต้น

โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ เยาวชนคนรุ่นใหม่ นักกิจกรรมเพื่อสังคม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้นำศาสนา ฯลฯ เพื่อระดมสมองให้ได้มาซึ่งสารตั้งต้นในการรวบรวมข้อเสนอต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยื่นต่อพรรคการเมือง

ในเวทีดังกล่าว จะมีการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงหลักการในโอกาสที่จะมีการลงประชามติ เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองนำไปผลักดันเป็นนโยบายเชิงพื้นที่ ซึ่งในเวทีดังกล่าวนี้ มีการแลกเปลี่ยนใน 6 ประเด็นหลักๆ คือ

1. การกระจายอำนาจ

2. การพัฒนาเศรษฐกิจ

3. การมีส่วนร่วมของประชาชน

4. สันติภาพ

5. การศึกษา วัฒนธรรม

6. โครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต

ภายหลังจากวงประชุม Projek Sama Sama และเครือข่ายได้จัดตั้งคณะทำงานในแต่ละประเด็น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นในอนาคตต่อไป

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก Emsophian Benjametha, Imron Sahoh Binmustofa, YICE : Youth Integration For Community Empowerment Center และ Projek Sama Sama

ดูรูปเพิ่มเติม คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ เทศบาลนครยะลา จัดเวทีเสวนาวิชาการ “ประกาศเจตนารมณ์พัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน” เพื่อเปิดตัวโครงการ Human Rights City: Yala อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อนำมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากลมาปรับใช้ในการบริหารท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมและกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวว่า สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมงานกันในนามเครือข่ายวิชาการ Peace Survey มานานกว่า 10 ปี โดยทั้งสองสถาบันยึดปณิธานเดียวกันในการทำงาน คือ ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

สำหรับโครงการวิจัยการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับบางท่าน ทั้งนี้ ในหลายๆ เมืองในหลายประเทศทั่วโลกได้ริเริ่มโครงการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนและการบริหารเมืองที่ดีจะส่งผลให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่สามารถพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในทุกๆ มิติ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นภารกิจที่ภาควิชาการจะทำงานร่วมกับภาคท้องถิ่น ในขณะเดียว งานนี้ก็เป็นของประชาชนทุกคนที่จะมาร่วมกันออกแบบพัฒนาเมืองที่ดี เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการวางรากฐานสำหรับอนาคตของคนรุ่นใหม่

กิจกรรมแรกของงานเป็นกิจกรรมกระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน นำกระบวนการโดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ซัมซู สาอุ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ ได้แนะนำความเป็นมาของโครงการ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิด “เมืองสิทธิมนุษยชน” การออกแบบเมืองที่มุ่งเน้นความเท่าเทียม ความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อีกทั้งยังมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตามตรวจสอบอย่างโปร่งใส

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวถึงบทเรียนจากการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนต้นแบบจากหลายแห่งในต่างประเทศที่แสดงให้เห็นการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองที่มีธรรมาภิบาล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้อยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางนโยบายที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเมืองและประชาชนของเมืองเพื่อพัฒนาเมืองเพื่อให้โอบรับการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของกันและกัน สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการในครั้งนี้

โดยเครือข่ายหลักๆ ที่โครงการตั้งเป้าจะดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอุดมศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ เครือข่ายสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ โดยโครงการนี้ดำเนินการในหลายๆ ภาคทั่วประเทศ

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาแนวทาง Human Rights City ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยและพหุวัฒนธรรมของจังหวัดยะลาโดยเน้นย้ำว่าเมืองสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการเมือง การให้บริการสาธารณะที่เป็นธรรม และการป้องกันการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ

จากนั้นกระบวนกรได้แบ่งกลุ่มย่อย กระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน โดยให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนได้แบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นในประเด็นเรื่องอนาคตเมืองยะลาที่ผู้เข้าร่วมอยากเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ สันติภาพ สันติสุข เคารพความแตกต่าง เมืองที่มีความเสมอภาค เมืองที่เจริญรุ่งเรือง เมืองที่ให้ความช่วยเหลือเมืองอื่นๆ เมืองที่ไม่ละเมิดเมืองรอบนอก เมืองที่ปลอดภัยและมีสีสัน เมืองแห่งการศึกษา ดอกประดู่บานทั่วเมือง เป็นต้น

ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ร่วมพัฒนายะลาสู่เมืองสิทธิมนุษยชนมาตรฐานสากล” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และอาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลาผู้อำนวยการโรงเรียนพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.ยะลา นางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ สำนักงานส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า เมืองสิทธิมนุษยชนควรเป็นพื้นฐานของทุกเมือง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครยะลายิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหาร สิ่งแรกที่เราตระหนักคือการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายในสังคมที่มีความหลากหลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการที่เราจะนำเสียงความต้องการของประชาชนไปออกนโยบาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

"เทศบาลนครยะลามีการจัดประชุมในหลายๆ ระดับ โดยเฉพาะการประชุมกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ความสำคัญของการประชุมคือการรับฟังเสียงที่แตกต่างในสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งนี้ การสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราได้กู้เงินเพื่อมาสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน เราได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้น การจะสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนให้ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนนั้นเอง" นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

ช่วงท้ายของกิจกรรม มีพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง เทศบาลนครยะลา และ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยพยานจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคประชาสังคม เครือข่ายผู้พิการ เด็กและเยาวชน และตัวแทนชุมชนในจังหวัดยะลา เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และสร้างกลไกการปกป้องคุ้มครองสิทธิ อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนในทุกระดับ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ยะลาเป็นเมืองต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนและสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา จับมือคณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ. และมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนในประเด็นบทบาท “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องฟาฏอนี โรงแรมซี เอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีบุคลากรจากคณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษาเป็นคณะผู้วิจัย

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมทั้งแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม และแนะนำรายละเอียดโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ คณะโครงการวิจัยยังได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจภายใต้โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี นักธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมกันสะท้อนปัญหา ข้อจำกัดของผู้ประกอบการและโอกาสในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากเวที ได้แก่:

- การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน
- การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมฮาลาล บนฐานทรัพยากรท้องถิ่น
- การสร้างความเข้าใจร่วมในนิยามของ “ระเบียงเศรษฐกิจ” โดยไม่จำกัดเพียงแค่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นผ่านกลไกใหม่ในการทำงานร่วมกัน
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
- การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจในรูปแบบ Sand Box หรือ Hub เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
- การลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ในพื้นที่
- การพัฒนารูปแบบการจัดการของท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการและภาคประชาชน เพื่อผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนใต้ และสร้างรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานของสันติภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 8 – 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดโครงการทัศนศึกษาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ภายใต้รายวิชา 950-301 ความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน (วิชาเลือกเสรีวิทยาเขตปัตตานี) มีนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรเข้าร่วม 9 คน นำทัศนศึกษาโดย อ.ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์ผู้สอนรายวิชา 950-301 Conflicts & Peace in ASEAN ตอน 03

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาปริญญาตรีในรายวิชา 950-301 ความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน ตอน 03 ภาคการศึกษาที่ 1/2568 สามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายในประเทศมาเลเซีย ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาในการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะ ทั้งในแง่ของความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ตลอดทั้ง 2 วันมีหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การเข้าพบ Dato Dr.Mohamed Fadzli bin Dato Hj Hasan, รองมุขมนตรีรัฐกลันตัน และคณะบริหาร ตลอดจนผู้แทนราษฎร เพื่อศึกษาเรียนรู้ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการของรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐกลันตัน ตลอดจนสนทนาพุคุยแลกเปลี่ยนประเด็นแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม

ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้เยี่ยมชมมัสยิดทรงจีนที่ Rantau Panjang และยังได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Istana Jahar ซึ่งมีโบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ ฉลองพระองค์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อาวุธ ฯลฯ และได้เยี่ยมชม Istana Balai Besar, Kota Bharu, Kelantan โดยภายในวังเก่ากลันตันมีการจัดงานนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมาเลเซีย Festival Takstil & Warisan Melayu Kelantan เนื่องในวันชาติ ซึ่งนักศึกษาได้ร่วมทำ workshop การพิมพ์ผ้าด้วยทองคำเปลวและเยี่ยมชมการปักผ้าคลุมสตรีลายดอกส้มแขกด้วยดิ้นทองจริง   

นอกจากนี้ยังได้เข้าเยี่ยมสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู โดยมี คุณกมลรัตน์ สวนแก้ว และคุณปาณัท ทองพ่วง กงสุลฯ ให้การต้อนรับ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนในหลากหลายประเด็น โดนเฉพาะในประเด็นที่นักศึกษาสนใจ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนพร้อมซักถามประเด็นความเป็นมาและความก้าวหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพจากผู้ที่มีประสบการณ์บนโต๊ะพูดคุยสันติภาพของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี อีกด้วย

ทั้งนี้ มีช่วงเวลาที่ผู้เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย สามารถเดินเที่ยวชมเมืองกลันตันได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ พร้อมด้วยมัคคุเทศก์คอยให้ความช่วยเหลือตลอดโครงการ

ดูประมวลรูปภาพ คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📍เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดอบรมเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพนักวิจัยกลุ่มผู้พิการ ภายใต้โครงการสำรวจคุณภาพชีวิตของคนพิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Movement on Disability Equality in Thailand’s Southern Border Provinces) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้อง 310 คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ. ปัตตานี โดยมี อ.ฟารีดา ปันจอร์ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ในโอกาสนี้ ทางโครงการได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.อรุณี ลิ้มมณี ประธานฝ่ายสตรี และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องหลักการวิจัยในคนพิการด้วย

✏️โครงการสำรวจนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Minority Rights Group International (MRG) และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมศักยภาพของผู้พิการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้มีส่วนร่วมในทุกกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การกำหนดโจทย์การวิจัย การวางแผน การดำเนินการสำรวจ การเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์และรายงานผลการวิจัย อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างสันติภาพแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusive Peacebuilding)

🔎นอกจากนี้ การจัดกระบวนการวิจัยยังให้ความสำคัญและตระหนักถึงหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางโดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์การวิจัยในกลุ่มผู้พิการ (Disability Survey) จาก Minority Rights Group และการกำกับดูแลของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

การสำรวจครั้งนี้จะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2568 และคาดว่าจะนำเสนอผลการศึกษาได้ในราวต้นปี 2569

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมกับสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดโครงการ อบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสันติภาพสำหรับสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ โรงแรม Le Meridien Phuket Mai Khao Beach Resort ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

โครงการอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกระบวนการสันติภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทความขัดแย้ง การบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม บทบาทของภาคประชาชนและรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมยกระดับศักยภาพของสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจากประชาชนสู่หน่วยงานภาครัฐและส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ

กิจกรรมการอบรมประกอบด้วยการเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่หลากหลาย อาทิ

  • พัฒนาการของกระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • แนวคิดเรื่องสภากระจายอำนาจ (Devolution Assembly) บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ และบทเรียนจากต่างประเทศ
  • การส่งเสริมความหลากหลายและการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม
  • รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการสันติภาพ
  • แนวคิดและประสบการณ์ด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

ทั้งนี้ คณาจารย์และบุคลากรของสถาบันสันติศึกษา ได้แก่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช คุณอิมรอน ซาเหาะ และ Dr. Anders Engvall จาก Stockholm School of Economics ประเทศสวีเดน ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

บรรยากาศการอบรมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามเชิงลึกและระดมสมองกับผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและภาควิชาการ เพื่อร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานสันติภาพในระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาควิชาการ เพื่อเสริมสร้างพลังทางความรู้และเครือข่ายการทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ให้สามารถมีบทบาทอย่างแท้จริงในการผลักดันการแก้ไขปัญหาและสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับ “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” นั้นเป็นกลไกที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มาตรา 19 บัญญัติให้มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมต่อการบริหาร การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  และเสริมสร้างความเป็นธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน โดยสภาที่ปรึกษาฯ มีตัวแทนของประชาชนที่หลากหลาย ได้แก่ ผู้แทนศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้สอนและบุคคลากรทางการศึกษา  สถานศึกษาปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กลุ่มสตรี ผู้แทนภาคธุรกิจ สื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้น 13 กลุ่ม 47 คน

 

The National Security Council (NSC), Institute of Peace Studies (IPS) at Prince of Songkla University,  the Advisory Council on Administration and Development of Southern Border Provinces and the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC) jointly organized a workshop on 14-16 July 2025 at Le Meridien Phuket Mai Khao Beach Resort in Phuket, to enhance capacity of the Advisory Council’s members to drive peace process and peacebuilding in the southernmost provinces.

The workshop, presided over by the Secretary-General of the National Security Council (NSC), Mr. Chatchai Bangchuad, covers various issues such as the development of peace process, power sharing, cultural diversity and intercultural education, public participation in the peace process and transitional justice. The IPS team, led by IPS Director Asst. Prof. Dr. Kusuma Kooyai, includes Asst. Prof. Dr. Srisompob Jitpiromsri, Dr. Rungrawee Chalermsripinyorat, and Mr. Imron Sahoh, together with Dr. Anders Engvall from the Stockholm School of Economics in Sweden, joined the workshop as speakers and moderators.

The Advisory Council, established under the Southern Border Provinces Administration Act B.E. 2553, is designed to enhance people’s participation in development and conflict resolution in the Deep South. The 47-member Advisory Council consists of representatives from various sectors, including religious leaders, local leaders, civil society, education sector, women, business, mass media and experts.

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เปิดข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชายแดนใต้ (Peace Survey) ในห้วง 10 ปี จำนวน 10,582 ตัวอย่าง ประชาชนเรียกร้องทุกฝ่ายหยุดความรุนแรง – เร่งเดินหน้าพูดคุยสันติภาพ – สร้างพื้นที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอัล-อัยยูบีร์ คณะวิทยาการอิสลามนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วยเครือข่ายวิชาการ Peace Survey ได้จัดงานนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ครั้งที่ 1–7 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับและยืนยันถึงพันธกิจสำคัญด้านการคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างสันติภาพซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์หลัก (Strategic Objective 4) ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดงานและได้ย้ำถึงความสำคัญของการนำผลการสำรวจความคิดเห็นฯ Peace Survey นี้มาใช้ในการผลักดันทางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายวิชาการ Peace Survey ได้นำเสนอสรุปสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า มีเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 23,191 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7,736 คน และผู้บาดเจ็บ 14,630 คน แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์ความไม่สงบจะลดลงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ภายหลังจากมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ แต่ก็ยังมีความแปรปรวน ระดับความถี่ของเหตุการณ์ได้สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ผศ.ดร.ศรีสมภพวิเคราะห์ว่า ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีลักษณะเป็น “ความยึดเยื้อ เรื้อรังและต่อเนื่อง”

ดังนั้น สถาบันทางวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่กว่า 25 องค์กรจึงได้ประสานความร่วมมือกันในนาม “เครือข่ายวิชาการ Peace Survey” เพื่อศึกษาวิจัยและสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อแนวทางการคลี่คลายความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน การสำรวจสันติภาพหรือ Peace Survey ได้ดำเนินการอย่างมาแล้ว 7 ครั้ง สอบถามความคิดเห็นของประชาชนกว่า 10,582 คน จนได้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

8 ข้อเสนอที่สำคัญจากประชาชนในพื้นที่ ได้แก่

ข้อเสนอที่ 1      การลดความรุนแรงและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ข้อเสนอที่ 2      สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ข้อเสนอที่ 3     พัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ข้อเสนอที่ 4      ส่งเสริมการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์

ข้อเสนอที่ 5     สานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขที่ครอบคลุมทุกฝ่าย และมีกลไกรับรองให้การพูดคุยฯ มีเสถียรภาพ

ข้อเสนอที่ 6      เพิ่มบทบาทของประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างครอบคลุมทุกฝ่าย

ข้อเสนอที่ 7      กระจายอำนาจการปกครองมากขึ้นให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ 

ข้อเสนอที่ 8       พัฒนาและปรับปรุงกลไกการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ประสานความเข้าใจระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม/พื้นที่

ข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566  พบว่า ประชาชนร้อยละ 70.1 สนับสนุนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข และโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นและได้เสนอมาตรการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการ เช่น การหลีกเลี่ยงการก่อเหตุความรุนแรงกับพลเรือน เจ้าหน้าที่พึงหลีกเลี่ยงการวิสามัญฆาตกรรมผู้มีความเห็นต่างจากรัฐที่ต่อสู้ในระหว่างปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น การเสริมศักยภาพของชุมชนในการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของตนเองโดยปราศจากอาวุธ รวมไปถึงการตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง รวมทั้งควรมีการพูดคุยถึงรูปแบบการเมืองการปกครองที่เหมาะสมในการจัดการท้องถิ่น

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกกลุ่มทั้งชาวพุทธและมุสลิม โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ตลาด ศาสนสถาน ร้านน้ำชา/ร้านอาหาร การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและเวทีสาธารณะ ในขณะที่พื้นที่ของรัฐ เช่น ด่านตรวจ สถานที่ราชการ การที่เจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้าน หรือการอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอาวุธ ต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกคุกคาม สำหรับสถานการณ์ที่ประชาชนยังรู้สึกไม่ปลอดภัยคือการแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐหรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หรือการวิจารณ์รัฐ และการชุมนุมในทางการเมืองโดยสงบ ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหาความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจของประชาชน คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจึงควรสร้างเชื่อมั่นและให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกคุกคาม

สำหรับข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะยาวที่ประชาชน (ร้อยละ 26.5) โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Gen Y) สนับสนุนและอยากให้เป็นอย่างนั้นมากที่สุด คือการแก้ปัญหาในทางการเมืองการปกครอง ด้วยการจัดการรูปแบบการปกครองแบบกระจายอำนาจมากขึ้นโดยโครงสร้างมีลักษณะแบบพิเศษที่สอดคล้องกับพื้นที่ภายใต้กรอบกฎหมายของไทย  

เครือข่ายวิชาการ Peace Survey นี้เป็นความร่วมมือของสถาบันวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพันธกิจและบทบาทในการทำงานเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ สมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธากัมปงตักวา มูลนิธิความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ และวิทยาลัยประชาชน และองค์กรอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 25 องค์กร

ดูประมวลภาพ คลิ๊ก ที่นี่

รับชมเทปบันทึกย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ระหว่างวันที่ 12 - 13 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องจะบังติกอ โรงแรมซี เอส ปัตตานี จ.ปัตตานี ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาฐานข้อมูลติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในบริบทนานาชาติและประเทศไทย” สนับสนุนโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

กล่าวเปิดการประชุมฯโดย รองศาสตราจารย์ ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ หัวหน้าโครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง (Talent Hub for Monitoring Violence and Conflict) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กล่าวแนะนำโครงการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ภาคเช้า 12 มิ.ย. 2568 เป็นการบรรยายเรื่อง "ฐานข้อมูลติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและข้อตกลงสันติภาพ : ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ" วิทยากรโดย

Dr. Anders Engvall: โครงการฐานข้อมูลความขัดแย้ง UCDP (Uppsala Conflict Data Program) มหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศสวีเดน

Ms. Su Mon Thant และ Ms. Rose Davies: ฐานข้อมูลสถานที่และเหตุการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ (Armed Conflict Location & Event Data - ACLED) ประเทศสหรัฐอเมริกา

Prof. Madhav Joshi: ฐานข้อมูลติดตามข้อตกลงสันติภาพ (Peace Accords Matrix Implementation Dataset) Kroc Institute for International Peace Studies มหาวิทยาลัย Notre Dame’s Keough School of Global Affairs ประเทศสหรัฐอเมริกา

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

แปลโดย คุณรัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ มูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ (Peace Resource Collaborative - PRC)

ภาคบ่าย 12 มิ.ย. 2568 เป็นเวทีเสวนา เรื่อง ประสบการณ์การพัฒนาฐานข้อมูลความขัดแย้งและการพัฒนาทั้งในระดับภูมิภาคและในพื้นที่ วิทยากรโดย

• ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch)

• คุณสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)

• ดร.ไอร์นี แอดะสง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการจังหวัดปัตตานี ฐานข้อมูลความยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฐานข้อมูล TPMAP) ศูนย์ประสานงานการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการจังหวัดปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

• ดร.สินาด ตรีวรรณไชย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาระบบบริหาร โครงการการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี (SEA)

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ส่วนภาคเช้า 13 มิ.ย. 2568 เป็นวงสนทนากลุ่ม เรื่อง องค์กรภาคประชาสังคมเพื่อมองทิศทางอนาคตของการพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร

สรุปประเด็นเนื้อหาของวันแรก โดย อ.ธรรมศาสตร์ โสตถิพันธุ์ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สะท้อนย้อนคิด โดย

• ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Dr. Anders Engvall ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการฐานข้อมูลความขัดแย้ง UCDP (Uppsala Conflict Data Program) มหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศสวีเดน

• ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กล่าวปิดการประชุมฯ โดย รศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ หัวหน้าโครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังความรุนแรงและความขัดแย้ง (Talent Hub for Monitoring Violence and Conflict) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

44 องค์กรภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมจัดมหกรรมสันติภาพฯ เรียกร้องรัฐบาลแสดงเจตจำนงสานต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ณ บักกะห์แลนด์ ฟาร์ม แอนด์ รีสอร์ท ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการ 44 องค์กรเครือข่าย ร่วมกันจัดงานมหกรรมสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ 2568 (Patani Peace Festival 2025) ภายใต้สโลแกน “หนึ่งเดียวเพื่อสันติภาพ” Solidarity for Peace หรือ Bersatu untuk Damai 

โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้เพื่อแสดงพลังร่วมกันนำเสนอทิศทางการสร้างสันติภาพที่ประชาชนต้องการ และให้ภาครัฐบาลได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ นำพากระบวนการสันติภาพนี้ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ทุกฝ่ายมีทางออกในการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในฐานะประธานจัดงานฯ กลาวว่า การจัดงานมหกรรมสันติภาพในครั้งนี้เพื่อทบทวนกระบวนการสันติภาพในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา และค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในการที่จะให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพมีความก้าวหน้า ในขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยไปในทิศทางใด แต่ทว่าภาคประชาสังคมและภาควิชาการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยืนยันว่าประชาชนต้องการสันติภาพ และต้องการให้รัฐบาลสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพสันติสุขในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้

นายแวรอมลี แวบูละ นายกสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา และนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน ในฐานะรองประธานจัดงานฯ และตัวแทนองค์กรเครือข่ายที่ร่วมจัดงานได้ร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า มีความกังวล หลังจากที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศแนวนโยบายทบทวนการบริหารจัดการกับปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รวมถึงประเด็นการพิจารณาตั้งคณะเจรจาเพื่อสันติภาพ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในแนวนโยบายการเจรจาสันติภาพ จึงมีข้อเรียกร้องสำคัญ อาทิ

ขอให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าจะสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

ให้ภาคประชาสังคมได้จัดเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ เพื่อหาทางออกทางการเมือง

ขอให้รัฐบาลและฝ่ายขบวนการตระหนักถึงความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนและผู้บริสุทธิ์ โดยให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและยุติการใช้ความรุนแรง

ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

ขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายสันติภาพตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทย หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทของภาคประชาชนในการหนุนเสริมการสร้างสันติภาพ โดย Cikgu MOHD AZMI BIN ABD HAMID ประธานสภาที่ปรึกษาองค์กรอิสลามแห่งมาเลเซีย (Malaysian Consultative Council of Islamic Organisation : MAPIM) แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวทีวี 3 มาเลเชียประจำประเทศไทย

โดยช่วงบ่ายยังมีวงเสวนา เรื่อง “ทางแพร่งของการสร้างสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี:ถอดบทเรียนสันติภาพสากลหรือสันติภาพแบบไทย (66/23)” วิทยากรโดย

1. ดร.พลเทพ ธนโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

2. ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และอาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

4. ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

5. คุณอาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani

6. คุณตูแวดานียา มือรีงิง ผู้สื่อข่าวทีวี 3 มาเลเชียประจำประเทศไทย

7. คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ รองผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) และคุณตูแวดานียา ตูแวแมแง เลขาธิการสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) 

ทั้งนี้ ช่วงท้ายของมหกรรมสันติภาพมีการขมวดประเด็นว่าด้วยทิศทางขบวนสันติภาพชายภาคประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี โดย คุณจำนงค์ จิตรนิรัตน์ นักพัฒนาเอกชน ผ่านมุมมองจากคนทำงานพัฒนาที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย

กล่าวปิดงาน โดย คุณอิมรอน ซาเหาะ ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, อุปนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (Gerakan Damai Rakyat : GDR) และประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถาบันสันติศึกษา ม.อ. - Uppsala University - สมช. - ศอ.บต. ประสานความร่วมมือ

จัดอบรมพัฒนาศักยภาพข้าราชการพลเรือนเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

 

เมื่อวันที่ 5 - 7 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ Uppsala University ประเทศสวีเดน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดการอบรม “หลักสูตรพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสันติภาพสำหรับข้าราชการพลเรือนในบริบทชายแดนใต้” (Professional Development Course on Peacebuilding in Southern Thailand) ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา สงขลา โดยมีข้าราชการจากส่วนกลางและผู้ที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดนใต้เข้าร่วมกว่า 60 คน โดยเป็นผู้แทนจาก สมช. ศอ.บต. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกรมประชาสัมพันธ์ 

การอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพทั้งในและต่างประเทศแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนที่ทำงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างสันติภาพในอนาคต โครงการนี้เป็นความริเริ่มของ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช Dr.Anders Engvall และ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรีร่วมกับ Prof.Dr.Isak Svensson และ Prof. Erik Melander จาก Uppsala University โดยมี ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ เป็นที่ปรึกษา

ทั้งนี้ ผู้จัดการอบรมได้รับเกียรติจาก นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เป็นผู้กล่าวเปิดงาน  และ  ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าวต้อนรับ 

การอบรมครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย อาทิ แนวคิดเรื่องการสร้างสันติภาพและการจัดการความขัดแย้ง  พัฒนาการของกระบวนการสันติภาพในชายแดนใต้  การลดความรุนแรงและการปรึกษาหารือสาธารณะ การสร้างฉันทามติหลังความขัดแย้ง ทางเลือกรูปแบบการปกครองที่เหมาะสม  การกลับคืนสู่สังคมและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจาก Department of Peace and Conflict Research, Uppsala University Stockholm School of Economics ธนาคารโลก สถาบันสันติศึกษา รวมถึง รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นวิทยากร

--------------------------

Institute for Peace Studies, Uppsala University, NSC, and SBPAC Collaborate on Peacebuilding Workshop for Civil Servants

5-7 February 2028, at Laguna Grand Hotel & Spa, Songkhla, Institute for Peace Studies - Prince of Songkla University (PSU), in collaboration with Uppsala University, the National Security Council (NSC), and the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC), organized a Professional Development Workshop on Peacebuilding in Southern Thailand. The aims of the workshop was to enhance knowledge, foster experience-sharing, and deepen understanding of peacebuilding and peace processes in Thailand and other countries for civil servants. The workshop was officiated by Mr.Chatchai Bangchuad, Secretary-General of the NSC, with a welcome speech from Asst. Prof. Dr.Pongthep Sutheravut, PSU’s Vice President for Administration and Strategy. 

This effort was initiated by Dr.Rungrawee Chalermsripinyorat, Dr.Anders Engvall, and Asst.Prof.Dr.Srisompob Jitpiromsri, in collaboration with Prof. Isak Svensson and Prof. Erik Melander from Uppsala University, with Asst.Prof.Dr.Kusuma Kooyai as program advisor.

.