แนะนำ

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

รายการ สันติสนทนา Ep.5 : "วิกฤติสหรัฐ-อิหร่าน กับการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกและความท้าทายของสันติภาพ" วันที่ 3 มีนาคม 2569

ร่วมสนทนาโดย

- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

- ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิทยาเขตอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดำเนินรายการโดย 

อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยากรร่วมกันวิเคราะห์บริบทสถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขความขัดแย้ง ปัจจัยยกระดับความรุนแรง และผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว โดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสภาพการณ์และบรรยากาศในอาบูดาบี ไม่ว่าจะเป็นระดับความรุนแรงจากการโจมตีด้วยอาวุธ ผลกระทบต่อประชาชน แนวทางการดูแลความปลอดภัยของประชาชน หรือคนไทยในอาบูดาบี ตลอดจนในมุมมองจากภูมิภาคอ่าวฯ กระแสความเห็นสาธารณะต่อความตึงเครียดครั้งนี้

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ และ ดร.รุสตั้ม หวันสู วิเคราะห์ถึงปมสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ในขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามในการจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา (อ้างอิง :  เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 3 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยังคงเป็นการเจรจาทางอ้อมที่มีโอมานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง) ตลอดจนวิเคราะห์ถึงวิกฤตระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ขณะนี้อยู่ใน “ระยะใด” ของวงจรความขัดแย้ง และมีตัวแปรใดที่อาจผลักดันไปสู่การยกระดับความรุนแรง

วิทยากรทั้ง 3 ท่านยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของประเทศอาหรับในอ่าวฯ เช่น ซาอุดีอารเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือกาตาร์ มีแนวโน้ม “ถ่วงดุล” หรือ “เลือกข้าง” อย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางในอนาคตอย่างไร

ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ กล่าวถึงเรื่องของความรุนแรงที่หลายทฤษฎีถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เช่น ทฤษฎีสมคบคิด หรือทฤษฎีการใช้สงครามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ฯลฯ ซึ่งผู้นำหลายๆ ประเทศใช้กัน โดยเฉพาะประเทศที่ใช้อำนาจนิยม แม้แต่ประเทศไทยที่ช่วงก่อนเลือกก็มีสถานการณ์สงครามเพื่ออะไรบางอย่าง

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี กล่าวถึง แนวคิดทางด้านรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังเป็นที่ยอมรับในสังคมโลกในภาพรวม โดยหากปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต่อให้มีสงครามก็จะเป็นสงครามที่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศมากกว่าที่เป็น

ทั้งนี้ วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากวิกฤตินี้ว่ามีอะไรบ้าง และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากการปะทะยังคงยืดเยื้อ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดการปะทะโดยตรงจะกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างไร และหากความตึงเครียดยืดเยื้อ จะนำไปสู่การจัดเรียงพันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลางหรือไม่ อย่างไร ตลอดจนประเทศเล็กๆ รวมทั้งประเทศไทยเรา หากเกิดการปะทะที่ยืดเยื้อเรื้อรัง จะส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติ เศรษฐกิจพลังงาน และความมั่นคงของรัฐขนาดเล็กในภูมิภาคหรือประเทศไทยอย่างไร

นอกจากนี้วิทยากรยังได้วิเคราะห์ถึงความท้าทายของสันติภาพตะวันออกกลาง เช่น จากบทเรียนของกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คู่ขัดแย้งมหาอำนาจ “หันกลับสู่โต๊ะเจรจา” และในสถานการณ์ที่ความไม่ไว้วางใจสูงมาก กลไกใดมีศักยภาพมากที่สุดในการ “หยุดวงจรการยกระดับ” ตลอดจนหากมองออกไป 3 – 5 ปีข้างหน้า โครงสร้างความมั่นคงในตะวันออกกลางมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ผศ.โชคชัย วงษ์ตานี อ.ฟารีดา ปันจอร์ และคุณอุสมาน หวังสนิ อาจารย์และนักวิจัยของสถาบันสันติศึกษาเป็นวิทยากรในโครงการอบรมโปรแกรมฟื้นฟูผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีด้วยมิติครอบครัว และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้สามารถกลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งจัดโดย เรือนจำกลางปัตตานี

การอบรมประกอบครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายให้ความรู้และการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรมในประเด็นการสร้างความเข้าใจกันในครอบครัวและชุมชน การสื่อสารที่ข้ามผ่านความขัดแย้ง การฟังด้วยใจ คุยด้วยรัก การจัดการความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี และสันติวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมบนฐานแนวคิดกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมทุกฝ่าย (Inclusive peacebuilding)

[English]

IPS Staff Serve as Resource Persons in the Rehabilitation Program for Security-Related Detainees in Thailand’s Deep South, Emphasizing Family-Centered Approaches and Transitional Justice at Pattani Central Prison

...

On 17–18 March 2026, at Pattani Central Prison, Pattani province, faculty members and researchers from the Institute for Peace Studies (IPS), Prince of Songkla University—Assistant Professor Chokchai Wongtanee, Ms. Fareeda Panjor, and Mr. Usman Wangsani—served as resource persons in a rehabilitation training program for detainees involved in security-related cases in Thailand’s Deep South.

The program aimed to foster positive attitudes through a family-centered approach and to enhance their capacity to reintegrate constructively and peacefully into society. This initiative reflects IPS’s commitment to advancing sustainable peace through inclusive and human-centered approaches.

The training combined interactive lectures and participatory activities designed to engage participants in key themes, including strengthening understanding within families and communities, communication across differences, empathetic listening, and constructive dialogue. It also addressed the cultivation of a culture of peace in a pluralistic society, and principles of transitional justice and inclusive peacebuilding.

Through this engagement, IPS continues to promote practical pathways toward reconciliation, social cohesion, and long-term peace in conflict-affected areas.

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 16 และ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การต้อนรับ ฯพณฯ Anna Hammagren เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยและคณะ ในโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และสถาบันฯเพื่อหารือประเด็นกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความร่วมมือทางวิชาการด้านสันติศึกษา ณ ห้องประชุมสันติธรรม สถาบันสันติศึกษา วิทยาเขตหาดใหญ่ และห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา วิทยาเขตปัตตานี

การเยือนครั้งนี้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารและคณาจารย์ประจำสถาบันฯ ได้นำเสนอการดำเนินงานของสถาบันฯ และความความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของความร่วมมือด้านวิจัยระหว่างสถาบันสันติศึกษากับ Department of Peace and Conflict Research มหาวิทยาลัยอุปซาลา ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านการวิจัยความขัดแย้งและสันติภาพ

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาหลักสูตร และการบริการวิชาการ อาทิ การแลกเปลี่ยนนักวิชาการ การพัฒนาฐานข้อมูลความรุนแรงและความขัดแย้ง การวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งเชิงประจักษ์ ตลอดจนการจัดกิจกรรมฝึกอบรมและเวทีวิชาการร่วมกัน

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญ อาจารย์ประจำสถาบันได้นำเสนอการวิเคราะห์สถานการณ์กระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมถึงข้อมูลสถิติเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แนวทางการสร้างสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเอกอัครราชทูตได้ให้ความสนใจและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่

สถาบันสันติศึกษารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับการเยือนในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สานต่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสวีเดนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

[English]

IPS Welcomes the Ambassador of Sweden to Thailand for Dialogue on Academic Cooperation for Peacebuilding in Thailand’s Deep South

On 16 and 18 March 2026, the Institute for Peace Studies (IPS), Prince of Songkla University, had the honor of welcoming H.E. Anna Hammagren, Ambassador of Sweden to Thailand, and her delegation. The visit aimed to exchange knowledge and experiences on the peace process in Thailand’s southernmost provinces, as well as to explore academic cooperation in peace studies.

The meetings were held at the IPS Hat Yai Campus and the Center for Conflict Studies and Cultural Diversity (CSCD), Pattani Campus. On this occasion, Asst. Prof. Dr. Kusuma Kooyai, Director of IPS, together with the faculty members, presented the institute’s work and highlighted the continued progress of research collaboration with the Department of Peace and Conflict Research at Uppsala University, one of the world’s leading institutions in peace and conflict research. This collaboration spans research and academic services, including the development of conflict and violence databases, empirical conflict analysis, as well as joint training programs and academic forums.

During the visit, Asst. Prof. Dr. Srisompob Jitpiromsri and Asst. Prof. Dr. Rungrawee Chalermsripinyorat presented analyses of the peace process in Thailand’s southernmost provinces, including statistical data on violent incidents, approaches to peacebuilding, and coexistence in a multicultural society. The Ambassador expressed strong interest and actively engaged in discussions, sharing perspectives on peacebuilding and development.

IPS is deeply honored to have hosted this visit and looks forward to further strengthening academic cooperation between Thailand and Sweden in advancing peace and sustainable development.

Photo Credit: IPS & PSU, Pattani Campus

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับเทศบาลนครยะลา และธนาคารโลกประจำประเทศไทย ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ ห้องประชุมอรุณสวัสดิ์ เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา

เวทีครั้งนี้เป็นการจัดเวทีระดมความคิดเห็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้มีการจัดเวทีในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้แล้วในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สำหรับวัตถุประสงค์โครงการคือเพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมอัตลักษณ์ที่หลากหลาย

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนสภาหอการค้าจังหวัดยะลา นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลา และภาคประชาสังคมในจังหวัดยะลา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่

โอกาสและความท้าทายในการยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การพัฒนาและเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดนไทย–มาเลเซีย

การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา

ในโอกาสนี้ นายพงษ์ศักดิ์  ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ได้บรรยายหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย กับโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ชายแดน” โดยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่และข้อเสนอยุทธศาสตร์การยกระดับเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซียควบคู่กับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ต่อด้วยการนำเสนอ “ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่” โดย คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย

การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการกับนโยบายสาธารณะ และการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–มาเลเซียให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่กลางสำหรับการรับฟังเสียงของประชาชน และการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ครอบคลุม และสันติภาพชายแดนใต้ที่ยั่งยืน

[English]

IPS and Faculty of Economics, PSU, Convene Stakeholder Consultation to Advance Thailand’s Deep South Economy toward Sustainable

On 14 March 2026, the Center for Conflict Studies and Cultural Diversity (CSCD), Institute for Peace Studies and the Faculty of Economics, Prince of Songkla University (PSU), in collaboration with Yala City Municipality and the World Bank Thailand, organized a stakeholder consultation workshop on “The Southern Economic Corridor and Peacebuilding in Thailand’s Deep South” at the Yala City Municipality Office, Yala Province.

The workshop was part of the research project “Enhancing the Thailand–Malaysia Joint Economic Corridor (Deep South Economic Corridor),” supported by the Program Management Unit on Area-Based Development (PMU A), Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. The project aims to examine the key factors driving economic development in Thailand’s southern border region, while identifying mechanisms for collaboration among the public sector, private sector, and civil society to promote economic growth alongside sustainable peacebuilding, grounded in the region’s diverse cultural identities.

Participants included representatives from the Yala Chamber of Commerce, business leaders, SME entrepreneurs, and civil society organizations. Discussions focused on key issues, including:

Opportunities and challenges in expanding economic opportunities and improving people’s quality of life

Strengthening Thailand–Malaysia cross-border economic cooperation

Promoting economic security alongside sustainable peacebuilding

Encouraging public participation in shaping development directions

On this occasion, Mr. Pongsak Yingchoncharoen, Mayor of Yala City Municipality, delivered a presentation on “The Thailand–Malaysia Joint Economic Corridor: Opportunities and Challenges for the Development of the Southern Border Region,” highlighting the area’s economic potential and proposing strategic directions aligned with local needs. This was followed by a presentation on “Southern Economic Development and Peacebuilding” by Pamornrat Tansanguanwong, Senior Social Development Specialist at the World Bank Thailand.

The consultation reflects a strong commitment to integrating academic knowledge with public policy and area-based development. It also underscores the importance of Thailand–Malaysia economic cooperation as a key mechanism for expanding opportunities, reducing inequalities, and fostering sustainable peace in the southern border provinces. The workshop represents an important step toward inclusive public engagement and the development of context-responsive policies that contribute to long-term peace and sustainable development in the region.

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้

       โครงการ “วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้” ได้ทบทวนและวิเคราะห์ข้อเสนอแนะจากองค์กรหรือเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 14 แห่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเริ่มต้นการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการในปี 2556 โดยมีวัตถุุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและสนับสนุุน การแสวงหาทางออกทางการเมืองในกระบวนการสร้างสันติภาพผ่านข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม โดยได้มีการนำเสนอร่างรายงานต่อองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่ทำงานด้านสันติภาพด้วย

ข้อเสนอแนะในรายงานฉบับนี้สามารถสรุปเป็นสองส่วนหลักดังนี้:

Image

1. ข้อเสนอสำหรับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

  • การปรับปรุงกระบวนการพูดคุยสันติภาพ: โดยมีข้อเสนอแนะถึงการปรับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้โดยให้การพูดคุยสันติภาพ
    เป็นแกนกลางในการแก้ไขความขัดแย้ง ส่งเสริมบทบาทของพลเรือนที่ไม่ใช่ข้าราชการเป็นตัวแทนในคณะพูดคุยสันติภาพ การลดความรุนแรง
    และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ สร้างความเป็นเอกภาพของภาครัฐต่อแนวทางแก้ไขปัญหา และจัดตั้งกลไกการประสานงาน เช่น สำนัก
    เลขานุการเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการสันติภาพผ่านกลไกการปรึกษาหารือ
    หลายระดับ การให้มีมุมมองเพศสภาพและการคำนึงถึงความหลากหลายในกระบวนการสันติภาพและการหนุนเสริมการเรียนรู้และพัฒน
    ทักษะในการสร้างสันติภาพสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ

  • การรับประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: สร้างพื้นที่ปลอดภัยและรับประกันความปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง
    ในกระบวนการปรึกษาหารือ

  • การพัฒนาการสื่อสารเรื่องกระบวนการสันติภาพต่อสาธารณะ: พัฒนายุทธศาสตร์และประสิทธิภาพของสื่อสารมวลชนเพื่อสันติภาพ พัฒนา
    เครือข่ายคนทำงานด้านสื่อสาธารณะเกี่ยวกับสันติภาพ และคณะพูดคุยควรสื่อสารความคืบหน้าของการพูดคุยสันติภาพต่อสาธารณะอย่าง
    สม่ำเสมอ

Image

2. ข้อเสนอเชิงสารัตถะในแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและการสร้างสันติภาพ

  • การแสวงหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสม: ศึกษารูปแบบการปกครองต่าง ๆรวมถึงข้อเสนอที่ผ่านมาโดยภาควิชาการและภาคประชาสังคมเพื่อแสวงหาแนวทางการปกครองที่เหมาะสม

  • การยอมรับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม: เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ต่างกันสามารถแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนได้อย่างเสรีบนพื้นฐานของการยอมรับและเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย: ทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้เสียหาย

  • การพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหาร

  • การศึกษา: พัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมคุณค่าพหุวัฒนธรรมในสถานศึกษาและสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน

  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน: แก้ปัญหายาเสพติดและส่งเสริมระบบการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่Image

จากข้อเสนอแนะที่สะท้อนความหลากหลายทางอุดมการณ์และข้อกังวลจากองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมต่าง ๆ มีประเด็นที่เป็นจุดร่วมกันอย่างน้อย 4 ประการ โดยประเด็นจุดร่วมกัน ได้แก่ การลดความรุนแรงและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการสันติภาพ การรับประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการพัฒนาการสื่อสารเรื่องกระบวนการสันติภาพต่อสาธารณะ ในขณะที่ ประเด็นขัดแย้งที่ยังไม่เห็นพ้องต้องกันในกลุ่มต่าง ๆ มีอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ประเด็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมในฐานะแกนกลางในการแก้ปัญหาทางการเมืองต่อความขัดแย้ง ประเด็นอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรม และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่

Image

ด้วยงานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะที่ผ่านมาของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยคาดหวังว่าข้อค้นพบจากการวิจัยนี้จะสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปรึกษาหารือสาธารณะในกระบวนการสันติภาพในอนาคต การบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและมีคุณภาพในชายแดนใต้ต้องอาศัยแนวทางหลายด้านที่ครอบคลุมทั้งความมั่นคงในระยะสั้นและการแก้ปัญหาทางการเมืองในระยะยาวอย่างครอบคลุมและเสียงของประชาชนและภาคประชาสังคมเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ประวัติผู้เขียน

 

ผศ.ดร. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช

ผศ.ดร. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัชอาจารย์

อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขต หาดใหญ่) เธอจบปริญญาเอกจาก Australian National University รุ่งรวี มีความสนใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งทาง ชาติพันธุ์ กระบวนการสันติภาพ ศาสนา และความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์

รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ 

นักปฏิบัติและนักวิชาการอิสระด้าน สันติภาพและสิทธิมนุษยชน ในปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโครงการที่มูลนิธิ ความร่วมมือสันติภาพซึ่งให้การ สนับสนุนกระบวนการสันติภาพและงาน ด้านการสร้างสันติภาพต่างๆ เช่น พื้นที่ กลางสันติภาพจากคนใน (IPP) รัฐวิศว์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน International Peace Studies) จาก UN Mandated University for Peace ประเทศคอสตาริกา

อิมรอน ซาเหาะ

อิมรอน ซาเหาะ 

อิมรอน ซาเหาะ เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ปัจจุบันประจำที่สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้เขายังมีตำแหน่งแห่งที่ในอีกหลากหลายองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ ประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้ อุปนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน  อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการและวิจัย ประจำปาตานีฟอรั่ม เป็นต้น โดย  อิมรอนจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

กอนีต๊ะ สะรี 

นักเคลื่อนไหวสันติภาพในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้/ปาตานี ปัจจุบันเป็น เจ้าหน้าที่โครงการมูลนิธิความร่วมมือ สันติภาพ เธอสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ 

เอกสารเผยแพร่

ต้องการอ่านรายงานฉบับเต็ม

“วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้” คลิ๊ก ที่นี่

Image

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมร้าน Chaba Roti & Coffee ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้สมัชชาสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ครั้งที่ 5 { Pa(t)tani Peace Assembly 2026 } “เวทีเสียงของประชาสังคม : เนื่องในโอกาสครบรอบการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ปีที่ 13 (ตั้งแต่ 28 ก.พ. 2556)

กล่าวต้อนรับเปิดงานและชี้แจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรม โดย คุณลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ช่วงแรกเริ่มด้วยวงระดมความเห็น (Workshop) ว่าด้วยเรื่อง "วิเคราะห์สถานการณ์หลังเลือกตั้งปี 2569 กับทิศทางการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ และบทบาทภาคประชาสังคม"

นำการพูดคุยโดย

คุณอิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ / ประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี / เลขาธิการสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ร่วมพูดคุยโดย

ผศ.อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณมูฮำหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ Projek Sama Sama

ต่อด้วยประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้หารือผู้เข้าร่วมถึงข้อเสนอที่จะแถลงในช่วงท้ายของงานจนตกผลึกได้ข้อเสนอที่ผู้เข้าร่วมทุกคนเห็นด้วยกับข้อเสนอ

ถัดจากนั้น เป็นวงเสวนา เรื่อง “รอมฎอน: ศรัทธา สันติภาพ และความหวังเพื่อการอยู่ร่วมกัน”

วิทยากรโดย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี CSCD สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ / ที่ปรึกษาสภาประชาสังคมชายแดนใต้

คุณลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมายแดนใต้ม

ดร.ขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ ผู้จัดการโรงเรียนศาสนบำรุง จ.สงขลา

คุณกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์ ประธานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ

คุณนูรฮายาตี สาเมาะ ที่ปรึกษาองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี HAP

ดำเนินรายการโดย

คุณฆอซาลี อาแว ศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา / รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้และประธานคณะทำงานกลุ่มประเด็นงานกระบวนการสันติภาพ-แสวงหาทางออกทางการเมือง คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

คุณโซรยา จามจุรี สำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ ม.อ.ปัตตานี / รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้และประธานคณะทำงาน

ช่วงท้ายเป็นการแถลงแสดงจุดยืนและประกาศเจตนารมณ์ต่อสาธารณะ โดยตัวแทนผู้เข้าร่วมงานสมัชชาสันติภาพฯ

กล่าวปิดงาน โดย ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

นำอ่านดุอาอ์ปิดงานสมัชชาสันติภาพฯ โดย บาบออับดุลสุโก ดินอะ

ปิดท้ายด้วยผู้เข้าร่วมงานสมัชชาสันติภาพฯ จากหลากหลายศาสนาร่วมกันละศีลอด

พิธีกรตลอดงานโดย อีบรอเฮง มาเละ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ดูประมวลภาพ คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การต้อนรับ Mr. Luis AGUILAR ESPONDA เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมคณะ ในโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ความขัดแย้งและพัฒนาการของกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ทั้งในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตรย์ภิรมย์ศรี อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยคณาจารย์จากสถาบันสันติศึกษาได้นำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Peace Survey ตลอดจนประสบการณ์ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการขับเคลื่อนและประยุกต์ใช้ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติในพื้นที่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา อาจารย์ฟารีดาปันจอร์ หนึ่งในตัวแทนคณะวิจัยโครงการเมืองสิทธิมนุษยชน นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ร่วมกับวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางศึกษาวิจัยระหว่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 9–11 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อศึกษาพัฒนาการของเมืองสิทธิมนุษยชน และสังเคราะห์บทเรียนเชิงโครงสร้าง กลไกเชิงนโยบาย และฐานคุณค่าทางสังคมที่ผลักดันให้เมืองกวางจูก้าวขึ้นเป็นต้นแบบสำคัญในระดับนานาชาติ โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบผู้แทนจาก National Human Rights Commission of Korea (NHRCK) ณ กรุงโซล ได้แก่ Mr. Jeonghwan Noh ผู้อำนวยการกองสิทธิของผู้พิการ Ms. Gayoon Baek รองผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และ Ms. Youngae Na กรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงบทบาทขององค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกตรวจสอบและสนับสนุนการทำงานของรัฐและท้องถิ่น การพูดคุยสะท้อนให้เห็นโครงสร้างความเป็นอิสระขององค์กร การกระจายอำนาจสู่สำนักงานภูมิภาค ตลอดจนเครื่องมือสำคัญ เช่น การจัดทำ Human Rights Impact Assessment และการทบทวนงบประมาณบนฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Budget Review) ซึ่งช่วยทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการเชิงนามธรรม หากแต่ฝังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเดินทางสู่เมืองกวางจู และเข้าพบศาสตราจารย์เกียรติคุณ SHIN Gyonggu แห่ง Chonnam National University และผู้อำนวยการ Gwangju International Center เพื่อรับฟังบรรยายหัวข้อ “Gwangju Uprising on Korea Democracy and Culture” ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 กับพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ เมืองกวางจูมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ของความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์เมืองให้ยืนหยัดบนหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของประชาชนในอดีตนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงต่อประชาชน อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลักความรับผิด (accountability) ฝังรากในโครงสร้างรัฐ

ในระหว่างการหารือคณะวิจัย ยังได้พูดคุยถึงความร่วมมือกับเครือข่าย World Human Rights Cities Forum (WHRCF) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือขององค์กรวิชาการและระหว่างประเทศ อาทิ Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law University of Graz และได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO และ Office of the High Commissioner for Human Rights เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายเมืองสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองบนฐานสิทธิจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบ Dr. Park หัวหน้าฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ของนครกวางจู เพื่อศึกษากลไกเชิงนโยบายของเมืองในฐานะ “Human Rights City” เมืองกวางจูประกาศ Gwangju Guiding Principles ในปี 2018 และเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ประกาศปฏิญญาสิทธิมนุษยชนระดับเมือง ปัจจุบันทุกโครงการใหม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน มีระบบ Ombudsman รับเรื่องร้องเรียน และมีศูนย์เยียวยาบาดแผล (Trauma Center) ภายใต้สำนักงาน Human Rights & Peace Office ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางโดยตรง

ต่อมาคณะวิจัยได้เยี่ยมชม May 18th National Cemetery เมืองกวางจูหรือ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม ที่นี่เป็นที่ฝังร่างของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 1980 ครอบคลุมประชาชนทุกวัยทุกเพศ แม้แต่ผู้สูญหายก็มีหลุมศพเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันคุณค่าของทุกชีวิต เดิมเป็นอนุสรณ์ระดับท้องถิ่น ก่อนถูกผลักดันโดยประชาชนจนยกระดับเป็นสุสานแห่งชาติภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเหตุการณ์ตามหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน 5 ประการ ได้แก่ การค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับโทษ การยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการรำลึกเพื่ออนาคต หนึ่งในเรื่องสะเทือนใจคือผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นผู้พิการทางการได้ยิน  ที่น่าชื่นชมคือมีส่วนจัดแสดงเหตุการณ์ความอยุติธรรมจากประเทศอื่น รวมถึงกรณีตากใบของไทย สะท้อนว่าความทรงจำเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นบทเรียนร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น 

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้ศึกษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น Jeonil Building 245 ซึ่งยังคงรักษาร่องรอยกระสุนไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความรุนแรงในอดีต และพิพิธภัณฑ์ May 18 (May 18 archives ) ที่ดำเนินงานบนหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ทั้งการค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับผิด และการรำลึกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เอกสารจำนวนมากได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูล เพื่อสืบทอดความทรงจำของประชาชน

Spirit of May 18” ถูกกล่าวถึงในฐานะรากฐานเชิงคุณค่าของเมือง ความสูญเสียในอดีตมิได้ถูกลืม หากถูกทำให้เป็นพลังทางจริยธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แนวคิดของ Han Kang นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 2024 ที่กล่าวว่า “The dead in 1980 save the living in 2024” สะท้อนว่าการรำลึกอดีตมิใช่เพื่อจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่เพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต

บทเรียนจากกวางจูชี้ให้เห็นว่า เมืองสิทธิมนุษยชนมิได้เริ่มจากนิยามที่กำหนดโดยสถาบันใด หากเริ่มต้นจากประชาชนที่ลุกขึ้นตรวจสอบอำนาจรัฐ ออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และสร้างกลไกที่ยึดชีวิตมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความทรงจำ ความยุติธรรม และโครงสร้างเชิงนโยบาย สามารถหลอมรวมกันเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองบนฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร และบทเรียนดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทเมืองของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความรับผิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

#HumanRightsCity

#เมืองแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

อ่าน ข่าวองค์กรต่างประเทศ คลิ๊ก ที่นี่