2568

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 18 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมวิชาการด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 หัวข้อ “ความหวังและความหวาดหวั่น: ฝ่าคลื่นความไม่แน่นอนผ่านอนาคตทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” (Hope and Anxiety: Navigating Uncertainties through Sociological and Anthropological Futures) ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภายในงานมีปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Viruses Make Us Think โดย Professor Dr.Eben Kirksey, University of Oxford นอกจากนี้ยังมี Special Panel เรื่อง James C. Scott กับ มานุษยวิทยา–สังคมวิทยาไทย ร่วมเสวนาโดย ศ.ดร.นิติ ภวัครพันธุ์, ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี และ รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร และช่วงปิดท้ายมี Closing Panel เรื่อง จริยธรรมเชิงจักรกล: มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาไทยในยุคตรวจสอบและความหวาดกลัว ร่วมเสวนาโดย ศ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ และ รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.จักรกริช สังขมณี

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอบทความวิชาการ/บทความวิจัยกว่า 70 เรื่อง มีการอภิปรายวิชาการแบบกลุ่มกว่า 10 ห้องย่อย มีวงสนทนากลุ่มภาพยนตร์สั้นและสารคดีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ โดยมีบุคลากรของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2 ท่าน เข้าร่วมนำเสนอบทความวิจัย

อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ นำเสนอบทความวิจัย เรื่อง “นักกิจกรรมสตรีมลายูกับการต่อรองเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในเขตความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย”

นายอิมรอน ซาเหาะ นำเสนอบทความวิจัย เรื่อง “สภาวะลักลั่นในพฤติกรรมการเมืองของพื้นที่ชายแดนใต้: ระหว่างหลักความเชื่อและปรากฏการณ์” ซึ่งเขียนร่วมกับ ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี  

ดาวน์โหลด เอกสารประกอบการประชุมฯ คลิ๊ก ที่นี่

ดูประมวลภาพเพิ่มเติม คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี Projek Sama Sama จัดวงประชุม “War Room Rakyat วงคุยราษฎร์ บทเรียนภัยพิบัติปาตานี/ชายแดนใต้” โดยมีองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมระดมความคิดเห็น อาทิ องค์กรเยาวชนที่คอยให้ความช่วยเหลือในช่วงอุทกภัย เช่น องค์การเยาวชนเมืองสาย (Persai) เครือข่ายนักศึกษา-เยาวชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (JEEP) เครือข่าย JCMB (HALA BALA YOUTH) Lab off เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) The Patani มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สภาประชาสังคมชายแดนใต้ สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) The Looker เป็นต้น มีสื่อมวลชน เช่น Thai PBS The Motive WartaniTODAY เป็นต้น

มีภาควิชาการเข้าร่วมให้ความเห็นด้วย เช่นคณาจารย์และนักวิจัยจากคณะวิทยาการสื่อสาร คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาเขตปัตตานี CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี เป็นต้น อีกทั้งยังมีภาคการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเข้าร่วม เช่น สส.พรรคประชาชน นายก อบต.ควน อ.ปะนาเระ ประธานชุมชนมุสลิมสัมพันธ์ เขตเทศบาลนครยะลา พรรคประชาชนปัตตานี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้นำศาสนา นายแพทย์ ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมระดมความคิดเห็นอีกหลากหลายภาคส่วนจนล้นห้องประชุม

การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อถอดบทเรียน เปิดอกคุยถึงความเสียหาย หรือสิ่งที่พบเห็น ระดมสมอง ระดมความคิดเห็น วาดภาพอนาคตการสร้างแนวปฏิบัติในการป้องกันภัยพิบัติภาคประชาชน โดยวงประชุมเริ่มด้วยการนำเสนอของ ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ คณะพยาบาลศาสตร์สงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ว่าด้วยเรื่อง บทสรุปอุทกภัยชายแดนภาคใต้การเฝ้าระวัง การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

ใจความสำคัญคือผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนส่งผลให้ภัยพิบัติมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไปสู่คำถามที่ว่าเราจะอยู่กับอุทกภัยอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

เช่นเดียวกับกรณีที่ญี่ปุ่นที่สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับแผ่นดินไหว ซึ่งมีการเสนอว่าให้ภาครัฐเตรียมศูนย์อพยพหรือพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนจัดเตรียมระบบบัญชาการในชุมชนให้พร้อมรับกับสถานการณ์ในอนาคต

ผู้เข้าร่วมได้ฝากถึงหลายๆ ภาคส่วน เช่น ภาครัฐควรตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยของชีวิตประชาชนเป็นลำดับแรก อย่าฉวยโอกาสทำงานเอาหน้า และควรเยียวยาด้วยความจริงใจ เป็นต้น ฝากถึงภาคประชาชน เช่น ประชาชนควรตอบสนองต่อสถานการณ์เร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากคนในพื้นที่ตั้งตัวได้เร็ว จะจัดการได้เร็วและมีประสิทธิภาพได้ดีกว่ารอให้ผู้คนจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือ ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบน้อยๆ ไม่ควรเน้นใช้ชีวิตอย่างบันเทิงโดยไม่สนใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น

ผู้เข้าร่วมยังได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็มีการจัดการที่ไม่เป็นระบบเหมือนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ ณ ขณะนี้ แต่หลังจากที่มีการก่อตั้งองค์กร NADMA ในปี 2015 เพื่อสร้างระบบบัญชาการภัยพิบัติ ส่งผลให้เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันมีการจัดการที่เป็นระบบมากกว่าเรามาก

ข้อเสนอหนึ่งจากผู้เข้าร่วมคือ ควรจัดทำ Flood Mark อาจจะเป็นเครื่องหมาย หรือเสาสถิติระดับน้ำ ที่แสดงระดับความสูงของน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต ณ จุดนั้นๆ เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์น้ำท่วมได้ง่ายขึ้น ช่วยในการเตือนภัยและวางแผนอพยพได้อย่างแม่นยำ กำหนดจุดปลอดภัยให้ชัด วางหลักการว่าระดับน้ำถึงจุดไหนควรอพยพกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ เด็ก และน้ำขึ้นระดับไหนประชาชนทั่วไปควรอพยพ ส่วนคนที่ไม่ยอมอพยพควรเตรียมอาหารให้ได้จำนวนมาก

มีข้อเสนอว่าเครือข่ายต่างๆ ควรมีความร่วมมือให้มากกว่าที่เป็น เช่น กลุ่มที่ทำงานฐานข้อมูลควรเชื่อมประสานกันเรื่องข้อมูลให้ได้ อาสาสมัครควรได้รับการอบรมอย่างเป็นระบบ เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือ ภาคประชาชนที่มีอาสาสมัครจำนวนมาก แต่มีทรัพยากรอย่างจำกัด จะสามารถใช้ทรัพยากรของภาครัฐจำนวนมากได้อย่างไร เป็นหนึ่งในโจทย์ที่สำคัญ ดังนั้น จึงควรมีพื้นที่กลางของการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนเกิดขึ้นมาในอนาคต

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ เทศบาลนครยะลา จัดเวทีเสวนาวิชาการ “ประกาศเจตนารมณ์พัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน” เพื่อเปิดตัวโครงการ Human Rights City: Yala อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อนำมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากลมาปรับใช้ในการบริหารท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมและกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวว่า สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมงานกันในนามเครือข่ายวิชาการ Peace Survey มานานกว่า 10 ปี โดยทั้งสองสถาบันยึดปณิธานเดียวกันในการทำงาน คือ ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

สำหรับโครงการวิจัยการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับบางท่าน ทั้งนี้ ในหลายๆ เมืองในหลายประเทศทั่วโลกได้ริเริ่มโครงการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนและการบริหารเมืองที่ดีจะส่งผลให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่สามารถพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในทุกๆ มิติ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นภารกิจที่ภาควิชาการจะทำงานร่วมกับภาคท้องถิ่น ในขณะเดียว งานนี้ก็เป็นของประชาชนทุกคนที่จะมาร่วมกันออกแบบพัฒนาเมืองที่ดี เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการวางรากฐานสำหรับอนาคตของคนรุ่นใหม่

กิจกรรมแรกของงานเป็นกิจกรรมกระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน นำกระบวนการโดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ซัมซู สาอุ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ ได้แนะนำความเป็นมาของโครงการ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิด “เมืองสิทธิมนุษยชน” การออกแบบเมืองที่มุ่งเน้นความเท่าเทียม ความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อีกทั้งยังมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตามตรวจสอบอย่างโปร่งใส

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวถึงบทเรียนจากการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนต้นแบบจากหลายแห่งในต่างประเทศที่แสดงให้เห็นการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองที่มีธรรมาภิบาล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้อยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางนโยบายที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเมืองและประชาชนของเมืองเพื่อพัฒนาเมืองเพื่อให้โอบรับการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของกันและกัน สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการในครั้งนี้

โดยเครือข่ายหลักๆ ที่โครงการตั้งเป้าจะดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอุดมศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ เครือข่ายสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ โดยโครงการนี้ดำเนินการในหลายๆ ภาคทั่วประเทศ

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาแนวทาง Human Rights City ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยและพหุวัฒนธรรมของจังหวัดยะลาโดยเน้นย้ำว่าเมืองสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการเมือง การให้บริการสาธารณะที่เป็นธรรม และการป้องกันการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ

จากนั้นกระบวนกรได้แบ่งกลุ่มย่อย กระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน โดยให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนได้แบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นในประเด็นเรื่องอนาคตเมืองยะลาที่ผู้เข้าร่วมอยากเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ สันติภาพ สันติสุข เคารพความแตกต่าง เมืองที่มีความเสมอภาค เมืองที่เจริญรุ่งเรือง เมืองที่ให้ความช่วยเหลือเมืองอื่นๆ เมืองที่ไม่ละเมิดเมืองรอบนอก เมืองที่ปลอดภัยและมีสีสัน เมืองแห่งการศึกษา ดอกประดู่บานทั่วเมือง เป็นต้น

ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ร่วมพัฒนายะลาสู่เมืองสิทธิมนุษยชนมาตรฐานสากล” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และอาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลาผู้อำนวยการโรงเรียนพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.ยะลา นางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ สำนักงานส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า เมืองสิทธิมนุษยชนควรเป็นพื้นฐานของทุกเมือง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครยะลายิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหาร สิ่งแรกที่เราตระหนักคือการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายในสังคมที่มีความหลากหลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการที่เราจะนำเสียงความต้องการของประชาชนไปออกนโยบาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

"เทศบาลนครยะลามีการจัดประชุมในหลายๆ ระดับ โดยเฉพาะการประชุมกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ความสำคัญของการประชุมคือการรับฟังเสียงที่แตกต่างในสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งนี้ การสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราได้กู้เงินเพื่อมาสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน เราได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้น การจะสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนให้ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนนั้นเอง" นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

ช่วงท้ายของกิจกรรม มีพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง เทศบาลนครยะลา และ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยพยานจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคประชาสังคม เครือข่ายผู้พิการ เด็กและเยาวชน และตัวแทนชุมชนในจังหวัดยะลา เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และสร้างกลไกการปกป้องคุ้มครองสิทธิ อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนในทุกระดับ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ยะลาเป็นเมืองต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนและสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา จับมือคณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ. และมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนในประเด็นบทบาท “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องฟาฏอนี โรงแรมซี เอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีบุคลากรจากคณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษาเป็นคณะผู้วิจัย

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมทั้งแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม และแนะนำรายละเอียดโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ คณะโครงการวิจัยยังได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจภายใต้โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี นักธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมกันสะท้อนปัญหา ข้อจำกัดของผู้ประกอบการและโอกาสในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากเวที ได้แก่:

- การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน
- การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมฮาลาล บนฐานทรัพยากรท้องถิ่น
- การสร้างความเข้าใจร่วมในนิยามของ “ระเบียงเศรษฐกิจ” โดยไม่จำกัดเพียงแค่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นผ่านกลไกใหม่ในการทำงานร่วมกัน
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
- การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจในรูปแบบ Sand Box หรือ Hub เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
- การลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ในพื้นที่
- การพัฒนารูปแบบการจัดการของท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการและภาคประชาชน เพื่อผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนใต้ และสร้างรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานของสันติภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่าย ขอเชิญภาคประชาสังคมและผู้สนใจทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศเจตนารมณ์และออกแบบเมือง

“ยะลา เมืองแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม”
สร้างพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
📅 วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2568
🕘 เวลา 09.00–16.00 น.
📍 ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครยะลา
✳️ ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/VwdM4jkHrTNyCYJb9
---

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พรรคประชาชนปัตตานี ได้จัดกิจกรรม สมาชิกสัมพันธ์ Open House “เปิดบ้านพรรคประชาชน ปัตตานี” ครั้งที่ 2 ณ สำนักงานพรรคประชาชน อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานที่สะท้อนถึงความตั้งใจของสมาชิก และการทำงานของพรรคประชาชน ทั้งในและนอกสภาฯ ตลอดจนบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สมาชิกทุกคนได้ร่วมสนุกสนานกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเกมบ้านประชาชนและต้นไม้ประชาธิปไตย ที่สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าร่วม

ไฮไลต์ในช่วงท้ายของงานคือ วงเสวนาว่าด้วยเรื่อง พรรคส้มตัวร้ายกับรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา วิทยากรโดย สส. ไอซ์ รักชนก ศรีนอก, สส. ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว และ สส. รอมฎอน ปันจอร์ ดำเนินรายการโดย อิมรอน ซาเหาะ CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี

โดย สส. ทั้ง 3 ท่านชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะปัญหาในทางการเมืองปัจจุบันเกิดจากรัฐธรรมที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศถดถอย กลไกการแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ผู้เข้าร่วมงานได้ตั้งคำถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูนเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างไร โดย สส. ได้ยกตัวอย่างความเกี่ยวข้อง เช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดประมาณว่าใครจะทำงานการเมืองได้จะต้องพึ่งทุนใหญ่เท่านั้นถึงจะสามารถทำงานการเมืองได้ คำถามคือแล้วใครจะเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชนในสภาฯ หรือหากเรามีรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้มีการทุจริต มีการเกาะกินทรัพยากรของประเทศ เงินภาษีที่พี่น้องประชาชนจ่ายไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ แล้วจะเหลือเงินส่วนไหนในการจะดูแลสวัสดิการของพี่น้องประชาชน หรือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สส. รอมฎอน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนข้อตกลงสันติภาพ หากเรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สามารถหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพได้ ความหวังที่เราจะได้เห็นสันติภาพในพื้นที่นี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต

โดย สส. รอมฎอน ในฐานะหนึ่งใน กมธ. พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ ได้เน้นย้ำว่า คณะกรรมาธิการกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีร่างรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า โดยหวังว่าจะไม่มีการยุบสภาเสียก่อน

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

" ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ด้วยสิทธินี้พวกเขาจึงสามารถกำหนดสถานะทางการเมืองของตนเองได้อย่างอิสระ และดำเนินชีวิตเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างอิสระ "

เชิญชวนร่วมเวทีเสวนา พื้นที่ทางการเมือง และ การจัดการความขัดแย้ง พบกับนักกิจกรรมนักศึกษาและนักศึกษาคดี Self Determination [ ประชามติจำลอง ] ผู้นำเสนอทางเลือกการต่อสู้ทางการเมืองโดยไม่ใช้อาวุธ ร่วมกับ นักกฎหมายวิชาการด้านกฎหมายและนักวิชาการด้านความขัดแย้งและการแสวงหาทางออกทางการเมือง

อาเต็ฟ โซ๊ะโก

: เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผิดกฎหมาย ผลกระทบต่อชีวิตและการต่อสู้ทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างไร

ฮุซเซ็น บือแน

: เจตนารมณ์การเคลื่อนไหวของนักศึกษามลายูในประเด็นการกำหนดอนาคตตนเอง ความสำคัญของการต่อสู้แบบไม่ใช้อาวุธ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ

: หลักสิทธิเสรีภาพและเจตนารมณ์ของกฎหมาย มองผ่านสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของรัฐและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

: เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองผิดกฎหมาย ทิศทางความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพจะเป็นอย่างไรในอนาคต

ทนายอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย

: มุมมองต่อการใช้ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายในการยับยั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน จากประสบการณ์การคดีสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคปาตานี/จังหวัดชายแดนใต้

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 ถึง 16.00

ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

หรือสามารถติดตามรับชมการเสวนาผ่านไลฟ์สดทางเพจ The Patani และ เพจ มูลนิธินักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้-SHLF

สามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์และใต้คอมเมนต์ใต้โพสต์ได้เลย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📣📣📣 ข่าวดีสำหรับนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี!!!

สถาบันสันติศึกษาขอเชิญนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี แจ้งความประสงค์ลงทะเบียนเรียนต่างวิทยาเขต รายวิชาความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน
.
🎉 วิชาเลือกเสรี 3 หน่วยกิต
🚩 ภาค 2/2568
🎯 สำหรับนักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี
.
📍 950-301 ความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน (CONFLICTS AND PEACE IN ASEAN) SEC 03 เฉพาะนักศึกษาวิทยาเขตปัตตานี (รับเพียง 50 ที่นั่งเท่านั้น)

👥การเรียนการสอนใช้ห้องเรียน ณ ตึก 19 ม.อ.ปัตตานี
.
📣 แจ้งรายชื่อลงทะเบียนเรียนได้ที่
ลิงก์: https://forms.gle/g8yEbGYGzANRo1KRA

⚡️ เปิดรับรายชื่อรอบแรกภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568

👥 สอบถามเพิ่มเติม สแกน QRCode

📣📣📣 ข่าวดี!!! ขยายเวลาแจ้งรายชื่อสำหรับ นศ. ม.อ.ปัตตานี จนถึงวันที่ 17 พ.ย. 68

สถาบันสันติศึกษาขอเชิญนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี แจ้งความประสงค์ลงทะเบียนเรียนต่างวิทยาเขต รายวิชาความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน
.
🎉 วิชาเลือกเสรี 3 หน่วยกิต
🚩 ภาค 2/2568
🎯 สำหรับนักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี
.
📍 950-301 ความขัดแย้งและสันติภาพในอาเซียน (CONFLICTS AND PEACE IN ASEAN) SEC 03 เฉพาะนักศึกษาวิทยาเขตปัตตานี (รับเพียง 50 ที่นั่งเท่านั้น)

📍เรียนทุกวันจันทร์ เวลา 13.00 - 15.50 น.
👥การเรียนการสอนใช้ห้องเรียน ณ ห้อง 19410 (ตึก 19 ม.อ.ปัตตานี)
.
📣 แจ้งรายชื่อลงทะเบียนเรียนได้ที่
ลิงก์: https://forms.gle/g8yEbGYGzANRo1KRA

⚡️ เปิดรับรายชื่อรอบแรกภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568

📍 ลงทะเบียนรายวิชาด้วยตัวเองในระบบ sis เลือกเมนู "วิทยาเขตหาดใหญ" https://sis.psu.ac.th วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2568

👥 สอบถามเพิ่มเติม สแกน QRCode

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

📣📣ขอเชิญร่วมงานประกาศผลการประกวดสื่อสันติภาพระดับชาติ รางวัลช่อมะกอกปีที่ 11 ประจำปี 2568 (11th Olive Branch Awards 2025)
ประเภท "คลิปสั้น" 🎬🎬
.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 | 13.00 -17.00 น.
ณ ห้อง EILA 6 ชั้น 8 อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (LRC 1) ม.อ. หาดใหญ่
.

✨พบกับ
-- นิทรรศการรางวัลช่อมะกอก | สุนทรพจน์ | บทกวี | เรื่องเล่า | หนังสั้น
-- การแสดง
-- การเสวนา
-- การประกาศผลรางวัล
🔖มีกิจกรรมให้ผู้เข้าชมร่วมสนุก
.

📌 ฟรีทุกกิจกรรม! ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าได้ที่: https://forms.gle/hid1b8ZmLWVC6uHV6
.

สร้างสรรค์โดย:
สถาบันสันติศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)