สไลด์โชว์

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้

       โครงการ “วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้” ได้ทบทวนและวิเคราะห์ข้อเสนอแนะจากองค์กรหรือเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 14 แห่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเริ่มต้นการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการในปี 2556 โดยมีวัตถุุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและสนับสนุุน การแสวงหาทางออกทางการเมืองในกระบวนการสร้างสันติภาพผ่านข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม โดยได้มีการนำเสนอร่างรายงานต่อองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่ทำงานด้านสันติภาพด้วย

ข้อเสนอแนะในรายงานฉบับนี้สามารถสรุปเป็นสองส่วนหลักดังนี้:

Image

1. ข้อเสนอสำหรับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

  • การปรับปรุงกระบวนการพูดคุยสันติภาพ: โดยมีข้อเสนอแนะถึงการปรับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนใต้โดยให้การพูดคุยสันติภาพ
    เป็นแกนกลางในการแก้ไขความขัดแย้ง ส่งเสริมบทบาทของพลเรือนที่ไม่ใช่ข้าราชการเป็นตัวแทนในคณะพูดคุยสันติภาพ การลดความรุนแรง
    และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ สร้างความเป็นเอกภาพของภาครัฐต่อแนวทางแก้ไขปัญหา และจัดตั้งกลไกการประสานงาน เช่น สำนัก
    เลขานุการเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการสันติภาพผ่านกลไกการปรึกษาหารือ
    หลายระดับ การให้มีมุมมองเพศสภาพและการคำนึงถึงความหลากหลายในกระบวนการสันติภาพและการหนุนเสริมการเรียนรู้และพัฒน
    ทักษะในการสร้างสันติภาพสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ

  • การรับประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: สร้างพื้นที่ปลอดภัยและรับประกันความปลอดภัยสำหรับการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง
    ในกระบวนการปรึกษาหารือ

  • การพัฒนาการสื่อสารเรื่องกระบวนการสันติภาพต่อสาธารณะ: พัฒนายุทธศาสตร์และประสิทธิภาพของสื่อสารมวลชนเพื่อสันติภาพ พัฒนา
    เครือข่ายคนทำงานด้านสื่อสาธารณะเกี่ยวกับสันติภาพ และคณะพูดคุยควรสื่อสารความคืบหน้าของการพูดคุยสันติภาพต่อสาธารณะอย่าง
    สม่ำเสมอ

Image

2. ข้อเสนอเชิงสารัตถะในแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและการสร้างสันติภาพ

  • การแสวงหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสม: ศึกษารูปแบบการปกครองต่าง ๆรวมถึงข้อเสนอที่ผ่านมาโดยภาควิชาการและภาคประชาสังคมเพื่อแสวงหาแนวทางการปกครองที่เหมาะสม

  • การยอมรับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม: เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ต่างกันสามารถแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนได้อย่างเสรีบนพื้นฐานของการยอมรับและเข้าใจซึ่งกันและกัน

  • สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย: ทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้เสียหาย

  • การพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหาร

  • การศึกษา: พัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมคุณค่าพหุวัฒนธรรมในสถานศึกษาและสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน

  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน: แก้ปัญหายาเสพติดและส่งเสริมระบบการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่Image

จากข้อเสนอแนะที่สะท้อนความหลากหลายทางอุดมการณ์และข้อกังวลจากองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมต่าง ๆ มีประเด็นที่เป็นจุดร่วมกันอย่างน้อย 4 ประการ โดยประเด็นจุดร่วมกัน ได้แก่ การลดความรุนแรงและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการสันติภาพ การรับประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการพัฒนาการสื่อสารเรื่องกระบวนการสันติภาพต่อสาธารณะ ในขณะที่ ประเด็นขัดแย้งที่ยังไม่เห็นพ้องต้องกันในกลุ่มต่าง ๆ มีอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ประเด็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมในฐานะแกนกลางในการแก้ปัญหาทางการเมืองต่อความขัดแย้ง ประเด็นอัตลักษณ์และพหุวัฒนธรรม และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่

Image

ด้วยงานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะที่ผ่านมาของภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพและกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยคาดหวังว่าข้อค้นพบจากการวิจัยนี้จะสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปรึกษาหารือสาธารณะในกระบวนการสันติภาพในอนาคต การบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและมีคุณภาพในชายแดนใต้ต้องอาศัยแนวทางหลายด้านที่ครอบคลุมทั้งความมั่นคงในระยะสั้นและการแก้ปัญหาทางการเมืองในระยะยาวอย่างครอบคลุมและเสียงของประชาชนและภาคประชาสังคมเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

ประวัติผู้เขียน

 

ผศ.ดร. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช

ผศ.ดร. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัชอาจารย์

อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขต หาดใหญ่) เธอจบปริญญาเอกจาก Australian National University รุ่งรวี มีความสนใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งทาง ชาติพันธุ์ กระบวนการสันติภาพ ศาสนา และความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์

รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ 

นักปฏิบัติและนักวิชาการอิสระด้าน สันติภาพและสิทธิมนุษยชน ในปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโครงการที่มูลนิธิ ความร่วมมือสันติภาพซึ่งให้การ สนับสนุนกระบวนการสันติภาพและงาน ด้านการสร้างสันติภาพต่างๆ เช่น พื้นที่ กลางสันติภาพจากคนใน (IPP) รัฐวิศว์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน International Peace Studies) จาก UN Mandated University for Peace ประเทศคอสตาริกา

อิมรอน ซาเหาะ

อิมรอน ซาเหาะ 

อิมรอน ซาเหาะ เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ปัจจุบันประจำที่สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้เขายังมีตำแหน่งแห่งที่ในอีกหลากหลายองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ ประธานกลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้ อุปนายกสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน  อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการและวิจัย ประจำปาตานีฟอรั่ม เป็นต้น โดย  อิมรอนจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 

กอนีต๊ะ สะรี 

นักเคลื่อนไหวสันติภาพในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้/ปาตานี ปัจจุบันเป็น เจ้าหน้าที่โครงการมูลนิธิความร่วมมือ สันติภาพ เธอสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ 

เอกสารเผยแพร่

ต้องการอ่านรายงานฉบับเต็ม

“วาระเพื่อสันติภาพ: การทบทวนข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้” คลิ๊ก ที่นี่

Image

 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้การต้อนรับ Mr. Luis AGUILAR ESPONDA เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมคณะ ในโอกาสเข้ารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ความขัดแย้งและพัฒนาการของกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ทั้งในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตรย์ภิรมย์ศรี อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยคณาจารย์จากสถาบันสันติศึกษาได้นำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Peace Survey ตลอดจนประสบการณ์ความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการขับเคลื่อนและประยุกต์ใช้ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (CEDAW) ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติในพื้นที่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ตัวแทนสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา อาจารย์ฟารีดาปันจอร์ หนึ่งในตัวแทนคณะวิจัยโครงการเมืองสิทธิมนุษยชน นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ร่วมกับวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางศึกษาวิจัยระหว่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 9–11 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อศึกษาพัฒนาการของเมืองสิทธิมนุษยชน และสังเคราะห์บทเรียนเชิงโครงสร้าง กลไกเชิงนโยบาย และฐานคุณค่าทางสังคมที่ผลักดันให้เมืองกวางจูก้าวขึ้นเป็นต้นแบบสำคัญในระดับนานาชาติ โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบผู้แทนจาก National Human Rights Commission of Korea (NHRCK) ณ กรุงโซล ได้แก่ Mr. Jeonghwan Noh ผู้อำนวยการกองสิทธิของผู้พิการ Ms. Gayoon Baek รองผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และ Ms. Youngae Na กรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงบทบาทขององค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกตรวจสอบและสนับสนุนการทำงานของรัฐและท้องถิ่น การพูดคุยสะท้อนให้เห็นโครงสร้างความเป็นอิสระขององค์กร การกระจายอำนาจสู่สำนักงานภูมิภาค ตลอดจนเครื่องมือสำคัญ เช่น การจัดทำ Human Rights Impact Assessment และการทบทวนงบประมาณบนฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Budget Review) ซึ่งช่วยทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการเชิงนามธรรม หากแต่ฝังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเดินทางสู่เมืองกวางจู และเข้าพบศาสตราจารย์เกียรติคุณ SHIN Gyonggu แห่ง Chonnam National University และผู้อำนวยการ Gwangju International Center เพื่อรับฟังบรรยายหัวข้อ “Gwangju Uprising on Korea Democracy and Culture” ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 กับพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ เมืองกวางจูมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ของความทรงจำร่วมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์เมืองให้ยืนหยัดบนหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของประชาชนในอดีตนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงต่อประชาชน อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลักความรับผิด (accountability) ฝังรากในโครงสร้างรัฐ

ในระหว่างการหารือคณะวิจัย ยังได้พูดคุยถึงความร่วมมือกับเครือข่าย World Human Rights Cities Forum (WHRCF) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือขององค์กรวิชาการและระหว่างประเทศ อาทิ Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law University of Graz และได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO และ Office of the High Commissioner for Human Rights เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายเมืองสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองบนฐานสิทธิจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะนักวิจัยเข้าพบ Dr. Park หัวหน้าฝ่ายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ ของนครกวางจู เพื่อศึกษากลไกเชิงนโยบายของเมืองในฐานะ “Human Rights City” เมืองกวางจูประกาศ Gwangju Guiding Principles ในปี 2018 และเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ประกาศปฏิญญาสิทธิมนุษยชนระดับเมือง ปัจจุบันทุกโครงการใหม่ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน มีระบบ Ombudsman รับเรื่องร้องเรียน และมีศูนย์เยียวยาบาดแผล (Trauma Center) ภายใต้สำนักงาน Human Rights & Peace Office ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางโดยตรง

ต่อมาคณะวิจัยได้เยี่ยมชม May 18th National Cemetery เมืองกวางจูหรือ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม ที่นี่เป็นที่ฝังร่างของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 1980 ครอบคลุมประชาชนทุกวัยทุกเพศ แม้แต่ผู้สูญหายก็มีหลุมศพเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันคุณค่าของทุกชีวิต เดิมเป็นอนุสรณ์ระดับท้องถิ่น ก่อนถูกผลักดันโดยประชาชนจนยกระดับเป็นสุสานแห่งชาติภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเหตุการณ์ตามหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน 5 ประการ ได้แก่ การค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับโทษ การยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการรำลึกเพื่ออนาคต หนึ่งในเรื่องสะเทือนใจคือผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นผู้พิการทางการได้ยิน  ที่น่าชื่นชมคือมีส่วนจัดแสดงเหตุการณ์ความอยุติธรรมจากประเทศอื่น รวมถึงกรณีตากใบของไทย สะท้อนว่าความทรงจำเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นบทเรียนร่วมของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น 

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้ศึกษาพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น Jeonil Building 245 ซึ่งยังคงรักษาร่องรอยกระสุนไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความรุนแรงในอดีต และพิพิธภัณฑ์ May 18 (May 18 archives ) ที่ดำเนินงานบนหลักยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ทั้งการค้นหาความจริง การเยียวยา การนำผู้กระทำผิดมารับผิด และการรำลึกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เอกสารจำนวนมากได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูล เพื่อสืบทอดความทรงจำของประชาชน

Spirit of May 18” ถูกกล่าวถึงในฐานะรากฐานเชิงคุณค่าของเมือง ความสูญเสียในอดีตมิได้ถูกลืม หากถูกทำให้เป็นพลังทางจริยธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ แนวคิดของ Han Kang นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 2024 ที่กล่าวว่า “The dead in 1980 save the living in 2024” สะท้อนว่าการรำลึกอดีตมิใช่เพื่อจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่เพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต

บทเรียนจากกวางจูชี้ให้เห็นว่า เมืองสิทธิมนุษยชนมิได้เริ่มจากนิยามที่กำหนดโดยสถาบันใด หากเริ่มต้นจากประชาชนที่ลุกขึ้นตรวจสอบอำนาจรัฐ ออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และสร้างกลไกที่ยึดชีวิตมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความทรงจำ ความยุติธรรม และโครงสร้างเชิงนโยบาย สามารถหลอมรวมกันเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองบนฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร และบทเรียนดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทเมืองของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความรับผิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

#HumanRightsCity

#เมืองแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

อ่าน ข่าวองค์กรต่างประเทศ คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมห้อง 900 ชั้น 2 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานีได้กิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “กำหนดใจตนเองด้วยการเลือกตั้ง 28 มกราฯ เรามาเจอกัน” โดยมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเสวนา พร้อมกิจกรรมพบปะสื่อมวลชนท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สื่อมวลชนท้องถิ่น ผู้แทนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้สนับสนุน ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 900 คน

โดยกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “กำหนดใจตนเองด้วยการเลือกตั้ง 28 มกราฯ เรามาเจอกัน” วิทยากรโดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ รองผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คุณเอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินและผู้ก่อตั้ง Benjametha Ceramic และผู้ก่อตั้งเพจ JUST HOME ที่รณรงค์ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วง้ลือกตั้ง และตัวแทนนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี ดำเนินรายการโดย ตัวแทนจังหวัดปัตตานีและตัวแทน ม.อ.ปัตตานี

ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวในพิธีเปิดว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดปัตตานีออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง ครบทั้ง 5 เขตเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมุ่งเน้นการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ลดการเกิดบัตรเสีย และสร้างความตระหนักถึงบทบาทของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศและผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการเสวนาในหัวข้อ “กำหนดใจตนเองด้วยการเลือกตั้ง 28 มกราฯ เรามาเจอกัน” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตระหนักถึงพลังของการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

CSCD ร่วมกับสภาประชาสังคมฯ จัดวงสนทนาทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง อิสลาม ประชาธิปไตย และชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดรายการสันติสนทนา EP. 4 (Special Episode) Political Dialogue บทสนทนาทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง อิสลาม ประชาธิปไตย และชายแดนใต้

ร่วมสนทนาโดย:

ดร.รุสตั้ม หวันสู สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่                                         

รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง  คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี

มูฮัมหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ  Projek Sama Sama

อิมรอน ซาเหาะ  CSCD สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี     

มีหลากหลายประเด็นที่ผู้ร่วมสนทนาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น ประเด็นอิสลามเข้ากันได้หรือไม่กับประชาธิปไตย ทั้งนี้ ความขัดแย้งมักไม่ได้อยู่ที่ "ศาสนาอิสลาม" กับ "ประชาธิปไตย" โดยตรง แต่อยู่ที่ "การตีความ" มากกว่า หากมองว่าประชาธิปไตยคือเครื่องมือในการคัดเลือกผู้นำอย่างเป็นธรรมและการตรวจสอบอำนาจ อิสลามก็มีหลักการรองรับ แต่ทว่าหากมองว่าประชาธิปไตยคือการที่มนุษย์สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่อิงกรอบจริยธรรมของศาสนา กลุ่มเคร่งครัดก็จะมองว่าเข้ากันไม่ได้

ประเด็นอำนาจอธิปไตยสูงสุด เป็นของพระเจ้ากับเป็นของประชาชน ขัดกันหรือไม่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคำนิยาม หากนิยามประชาธิปไตยว่า ประชาชนมีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสิ่งแม้แต่กฎของพระเจ้า แน่นอนว่าในทางอิสลามจะถือว่าขัดกัน แต่หากมองว่า ประชาชนคือผู้ได้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าให้มาบริหารจัดการและเลือกผู้นำตามหลักธรรมาภิบาล แน่นอนว่านี่คือรูปแบบหนึ่งที่สามารถไปด้วยกันได้

ประเด็นเสียงข้างมากถูกต้องหรือหลักการถูกต้อง ประเด็นนี้หากจะกล่าวว่าเสียงข้างมากไม่ถูกต้อง แสดงว่าเสียงข้างน้อยถูกต้องกระนั้นหรือ? ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ ดังนั้น การหยั่งเสียงคือการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ในสังคม ประชาธิปไตยใช้เสียงข้างมากเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อป้องกันความขัดแย้งและการใช้อำนาจเผด็จการ ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เสียงข้างมากเลือกจะต้องถูกต้องตามหลักศีลธรรมเสมอไป

หากจะเปรียบเทียบแล้วการฟังเสียงข้างมากคือใช้ตัดสินใจในเชิงบริหารหรือการอยู่ร่วมกัน ข้อควรระวัง คืออาจกลายเป็นพวกมากลากไปในทางที่ผิด ส่วนหลักการที่ถูกต้องของอิสลามใช้เป็นเข็มทิศทางศีลธรรมและศรัทธา ส่วนข้อควรระวัง คือ หากผู้ปกครองอ้างความถูกต้องโดยไม่ฟังใคร อาจกลายเป็นเผด็จการได้

ประเด็นการเลือกตั้งที่จะถึงเร็วๆ นี้ ในพื้นที่ชายแดนใต้เริ่มมีพรรคการเมืองใช้ศาสนา(อิสลาม)เป็นเครื่องมือในการหาเสียง และโจมตีพรรคคู่แข่งทางการเมือง ดังเช่นการเมืองในตั้งในหลายครั้งที่ผ่านมา สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน เพราะอ้างว่าจะตกนรกหากไปเลือกพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคอิสลาม หรือจะได้เข้าสวรรค์หากเลือกพรรคเรา ฯลฯ ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ใช้ศาสนาในการหาเสียงเช่นเดียวกัน

ผู้ร่วมสนทนามีความกังวลต่อประเด็นเงินเทาที่เข้ามาซื้อเสียงประชาชนในพื้นที่หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและผิดหลักการอิสลาม ทั้งนี้ จะโทษประชาชนและนักการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฝ่ายที่มีหน้าที่รักษากติกาหรือรักษาความสงบเรีบยร้อยของบ้านเมืองไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเท่าที่ควร

โดยผู้ร่วมสนทนาเรียกร้องให้พรรคการเมืองหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายนี้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำเสนอนโยบายที่แต่ละพรรคต้องการจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มุ่งโจมตีใส่ร้ายป้ายสีพรรคคู่แข่ง เพราะการใส่ร้ายกันย่อมผิดหลักการของศาสนาอิสลามอย่างชัดเจนตามที่ทุกคนต่างก็ทราบกันดี 

 

รับชมย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

ประมวลภาพกิจกรรม HACKATHON POLISI RAKYAT นโยบายประชาชนปาตานี/ชายแดนใต้

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์เมืองยะลา (MUSEUM of YALA CITY) อ.เมือง จ.ยะลา

Projek Sama Sama ร่วมกับ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์กรเครือข่ายประกอบไปด้วย

เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitution Advocacy Alliance-CALL)

Act Lab (Activist Laboratory Thailand ห้องทดลองนักกิจกรรม พื้นที่ทดลองไอเดียใหม่ๆ ในการเคลื่อนไหวทางสังคม)

สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (Civil Society Assembly for peace : CAP)

The Patani

สภาประชาสังคมชายแดนใต้

YICE : (Youth Integration For Community Empowerment Center)

มูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ (Peace Resource Collaborative Foundation - PRC)

The Motive

สำนักสื่อ Wartani

ร่วมกันจัดกิจกรรม HACKATHON POLISI RAKYAT นโยบายประชาชนปาตานี/ชายแดน มีหลายพรรคการเมืองเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ อาทิ พรรคประชาชาติ พรรคประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคเป็นธรรม เป็นต้น

โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ เยาวชนคนรุ่นใหม่ นักกิจกรรมเพื่อสังคม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้นำศาสนา ฯลฯ เพื่อระดมสมองให้ได้มาซึ่งสารตั้งต้นในการรวบรวมข้อเสนอต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยื่นต่อพรรคการเมือง

ในเวทีดังกล่าว จะมีการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงหลักการในโอกาสที่จะมีการลงประชามติ เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองนำไปผลักดันเป็นนโยบายเชิงพื้นที่ ซึ่งในเวทีดังกล่าวนี้ มีการแลกเปลี่ยนใน 6 ประเด็นหลักๆ คือ

1. การกระจายอำนาจ

2. การพัฒนาเศรษฐกิจ

3. การมีส่วนร่วมของประชาชน

4. สันติภาพ

5. การศึกษา วัฒนธรรม

6. โครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต

ภายหลังจากวงประชุม Projek Sama Sama และเครือข่ายได้จัดตั้งคณะทำงานในแต่ละประเด็น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นในอนาคตต่อไป

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก Emsophian Benjametha, Imron Sahoh Binmustofa, YICE : Youth Integration For Community Empowerment Center และ Projek Sama Sama

ดูรูปเพิ่มเติม คลิ๊ก ที่นี่ 

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดวงเสวนาสาธารณะในรูปแบบออนไลน์ เรื่อง สำรวจเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับอนาคตสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี การปะทุขึ้นของความขัดแย้งรุนแรงระลอกใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้

ดำเนินรายการโดย คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters  และ คุณฟาอิก กรระสี คณะกรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กลุ่มงานสิทธิพลเมืองและประชาธิปไตย

กล่าวเปิดวงเสวนาโดย คุณลม้าย มานะการ  ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

มีวิทยากรจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับอนาคตกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ประกอบไปด้วย

รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง และที่ปรึกษาสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งได้อธิบายการถึงปกครองโดยรัฐธรรมนูญว่าคืออะไร ในโลกมุสลิมเองมีการนำเอาระบอบที่ใช้รัฐธรรมนูญตอนไหนและอย่างไร ตลอดจนรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปัญหาสามจังหวัดอย่างไร

คุณณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitution Advocacy Alliance-CALL) ได้ฉายภาพให้เห็นถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าก่อนหน้านี้มีปรากฏการณ์อะไรที่น่าสนใจบ้าง สถานการณ์ปัจจุบันจนถึงวันลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. 69 เป็นอย่างไร ตลอดจนทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง และนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พวกเราใช้คูหาล้มรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร

คุณมูฮัมหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ จาก Projek Sama Sama กล่าวถึง Projek Sama Sama ที่เข้าร่วมกับขบวนประชาชนเดินเปลี่ยนอนาคตในช่วงเวลาก่อบยุบสภาฯ ตลอดจนอธิบายถึงหตุผลที่ร่วมรณรงค์เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

คุณกอนีต๊ะ สะรี จากมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ พูดในมุมของเยาชนคนรุ่นใหม่ว่าเหตุใดถึงสนใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเหตุใดได้ร่วมรณรงค์ให้โหวตเห็นชอบในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่จะถึงนี้

คุณซูกริฟฟี ลาเตะ ที่ปรึกษาประธานฝ่ายการเมืองและสันติภาพ ที่ The Patani กล่าวถึงในอดีตที่เคยเคลื่อนไหวเรื่อง RSD หรือ Right to Self-determination ภาษาไทยคือสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แต่ปัจจุบันมาร่วมรณรงค์เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องเดียวกันคือเรื่องการกำหนดชะตากรรมตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

คุณอิมรอน ซาเหาะ จากสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.ปัตตานี และกรรมการบริหารสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวถึง อดีตผู้สมัคร สส. ปี 2566 ที่รวมตัวกันเคลื่อนไหวจนสามารถจดทะเบียนเป็นสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน และสามารถร่างกฎหมายสันติภาพ หรือ พรบ.สันติภาพ เสนอต่อกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากรัฐธรรมนูญใหม่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพแล้ว กฎหมายหมายสันติภาพอาจไม่จำเป็นต้องเสนอแล้ว แต่จากสถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันยังถือว่ามีความจำเป็นอยู่

รับชมวีดีโอย้อนหลัง คลิ๊ก ที่นี่

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

 

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ เทศบาลนครยะลา จัดเวทีเสวนาวิชาการ “ประกาศเจตนารมณ์พัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน” เพื่อเปิดตัวโครงการ Human Rights City: Yala อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อนำมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากลมาปรับใช้ในการบริหารท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมและกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวว่า สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมงานกันในนามเครือข่ายวิชาการ Peace Survey มานานกว่า 10 ปี โดยทั้งสองสถาบันยึดปณิธานเดียวกันในการทำงาน คือ ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

สำหรับโครงการวิจัยการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับบางท่าน ทั้งนี้ ในหลายๆ เมืองในหลายประเทศทั่วโลกได้ริเริ่มโครงการในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนและการบริหารเมืองที่ดีจะส่งผลให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่สามารถพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในทุกๆ มิติ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นภารกิจที่ภาควิชาการจะทำงานร่วมกับภาคท้องถิ่น ในขณะเดียว งานนี้ก็เป็นของประชาชนทุกคนที่จะมาร่วมกันออกแบบพัฒนาเมืองที่ดี เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและเคารพในความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการวางรากฐานสำหรับอนาคตของคนรุ่นใหม่

กิจกรรมแรกของงานเป็นกิจกรรมกระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน นำกระบวนการโดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ นักวิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ซัมซู สาอุ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดย นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ ได้แนะนำความเป็นมาของโครงการ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิด “เมืองสิทธิมนุษยชน” การออกแบบเมืองที่มุ่งเน้นความเท่าเทียม ความปลอดภัย และการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อีกทั้งยังมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตามตรวจสอบอย่างโปร่งใส

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวถึงบทเรียนจากการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนต้นแบบจากหลายแห่งในต่างประเทศที่แสดงให้เห็นการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองที่มีธรรมาภิบาล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้อยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางนโยบายที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้อยู่อาศัยในเมือง การมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเมืองและประชาชนของเมืองเพื่อพัฒนาเมืองเพื่อให้โอบรับการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของกันและกัน สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการในครั้งนี้

โดยเครือข่ายหลักๆ ที่โครงการตั้งเป้าจะดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอุดมศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ เครือข่ายสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ โดยโครงการนี้ดำเนินการในหลายๆ ภาคทั่วประเทศ

นางสาวพิมลลักษณ์ สุวงศ์สินธุ์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาแนวทาง Human Rights City ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยและพหุวัฒนธรรมของจังหวัดยะลาโดยเน้นย้ำว่าเมืองสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการเมือง การให้บริการสาธารณะที่เป็นธรรม และการป้องกันการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ

จากนั้นกระบวนกรได้แบ่งกลุ่มย่อย กระบวนการออกแบบสร้างเมืองสิทธิมนุษยชน โดยให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนได้แบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นในประเด็นเรื่องอนาคตเมืองยะลาที่ผู้เข้าร่วมอยากเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ สันติภาพ สันติสุข เคารพความแตกต่าง เมืองที่มีความเสมอภาค เมืองที่เจริญรุ่งเรือง เมืองที่ให้ความช่วยเหลือเมืองอื่นๆ เมืองที่ไม่ละเมิดเมืองรอบนอก เมืองที่ปลอดภัยและมีสีสัน เมืองแห่งการศึกษา ดอกประดู่บานทั่วเมือง เป็นต้น

ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ร่วมพัฒนายะลาสู่เมืองสิทธิมนุษยชนมาตรฐานสากล” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และอาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายรอซีดี เลิศอริยะพงษ์กุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดยะลาผู้อำนวยการโรงเรียนพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.ยะลา นางสาววรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ สำนักงานส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์ประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า เมืองสิทธิมนุษยชนควรเป็นพื้นฐานของทุกเมือง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครยะลายิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหาร สิ่งแรกที่เราตระหนักคือการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายในสังคมที่มีความหลากหลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการที่เราจะนำเสียงความต้องการของประชาชนไปออกนโยบาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

"เทศบาลนครยะลามีการจัดประชุมในหลายๆ ระดับ โดยเฉพาะการประชุมกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ความสำคัญของการประชุมคือการรับฟังเสียงที่แตกต่างในสังคมพหุวัฒนธรรม ทั้งนี้ การสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราได้กู้เงินเพื่อมาสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน เราได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้น การจะสร้างเมืองสิทธิมนุษยชนให้ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนนั้นเอง" นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าว

ช่วงท้ายของกิจกรรม มีพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง เทศบาลนครยะลา และ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยพยานจากหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคประชาสังคม เครือข่ายผู้พิการ เด็กและเยาวชน และตัวแทนชุมชนในจังหวัดยะลา เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และสร้างกลไกการปกป้องคุ้มครองสิทธิ อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนในทุกระดับ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ยะลาเป็นเมืองต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนและสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเทศบาลนครยะลา

ประเภท/หมวดหมู่งานวิจัย
ประเภทเนื้อหา
เพิ่มลงสไลด์โชว์
ปีที่เผยแพร่
เนื้อหา

สถานวิจัยความขัดแย้งฯ สถาบันสันติศึกษา จับมือคณะเศรษฐศาสตร์ ม.อ. และมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนในประเด็นบทบาท “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องฟาฏอนี โรงแรมซี เอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การศึกษาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้กับการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การยกระดับระเบียงเศรษฐกิจร่วมไทย-มาเลเซีย (Deep South Economic Corridor)” ภายใต้กรอบวิจัย “การยกระดับเศรษฐกิจร่วมของพื้นที่เมืองชายแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีบุคลากรจากคณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันสันติศึกษาเป็นคณะผู้วิจัย

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมทั้งแสวงหากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม และแนะนำรายละเอียดโครงการโดย ผศ.ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา

นอกจากนี้ คณะโครงการวิจัยยังได้รับเกียรติจาก คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” รวมถึงการนำเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจภายใต้โดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี นักธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมกันสะท้อนปัญหา ข้อจำกัดของผู้ประกอบการและโอกาสในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากเวที ได้แก่:

- การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน
- การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมฮาลาล บนฐานทรัพยากรท้องถิ่น
- การสร้างความเข้าใจร่วมในนิยามของ “ระเบียงเศรษฐกิจ” โดยไม่จำกัดเพียงแค่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นผ่านกลไกใหม่ในการทำงานร่วมกัน
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
- การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจในรูปแบบ Sand Box หรือ Hub เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่
- การลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ในพื้นที่
- การพัฒนารูปแบบการจัดการของท้องถิ่น มีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการและภาคประชาชน เพื่อผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนใต้ และสร้างรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานของสันติภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม